16 ก.ค. 2026
16 ก.ค. 2026
แฉข่าวเช้า 16 กรกฎาคม 2569
พบกับ #แฉข่าวเช้า ได้ทุกเช้าวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.00 - 10.00 น. ทันทุกกระแส แฉทุกข่าว กับ 'แฉข่าวเช้า’ ที่นี่ #EFM94 ทอล์คอารมณ์ดี เพลงดีทุกแนว

10 ก.ค. 2026
เป็นผู้หญิงที่กินเยอะกว่าปกติ แต่โดนเพื่อนผู้ชายทักว่ากินหมดได้ยังไงไปเดทก็โดนผู้ชายทักแบบนี้อีก จนตอนนี้เสียเซลฟ์อย่างแรงหรือหนูควรแอ๊บกินน้อยดีคะ? ‘คุณพิ้งค์’ (นามสมมติ) สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (8 กรกฎาคม 2569) ได้เข้ามาขอคำปรึกษา ‘ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล - ดีเจเฟี๊ยต’ ถึงปัญหาที่ว่าเป็นคนกินเยอะมากกว่าผู้หญิงปกติ และโดนผู้ชายทักว่ากินเยอะจนเสียเซลฟ์ ‘คุณพิ้งค์’ อายุ 21 ปีได้เล่าว่า ปกติเป็นคนที่กินเยอะอยู่แล้ว จนได้มาอยู่กลุ่มเพื่อนที่มีผู้ชาย เวลาไปกินร้านอาหารตามสั่งที่เขาให้ปริมาณเยอะมากปกติ เพื่อนผู้ชายก็จะแซวว่า "กินหมดได้ไง" เพราะเพื่อนผู้หญิงคนอื่นก็กินไม่หมด ซึ่งคุณพิ้งค์เองก็ไม่ได้เป็นคนอ้วน สูงประมาณ 163 เซนติเมตร และน้ำหนัก 50 ต้น ๆ เธอจึงรู้สึกเสียความมั่นใจกับการที่โดนเพื่อนผู้ชายทแซวแบบนี้ ล่าสุด คุณพิ้งค์ได้ไปเดทมา เป็นการกินข้าวที่ร้านสเต็กร้านหนึ่ง โดยในจานจะมีสเต็ก 2 ชิ้น และมีท็อปปิ้งเพิ่มเติมอีก แล้วจู่ ๆ ผู้ชายที่มาเดทด้วยก็ถามขึ้นมาว่า "กินหมดมั้ย" ทำให้คุณพิ้งค์ตกใจ แต่ก็ตอบผู้ชายไปว่า "กินไม่หมด" แต่จริง ๆ แล้วสามารถกินหมดได้ แค่แอ๊บกินไม่หมดเพราะกลัวผู้ชายจะมองไม่ดี จึงมีคำถามมาปรึกษาพี่ ๆ ดีเจว่า "เราควรเป็นตัวของตัวเองเลยหรือแอ๊บต่อดี?" โดยครั้งนี้ เหล่าดีเจให้เป็นคำปรึกษารวมกันว่า “การที่เป็นผู้หญิงกินเก่งมันน่ารัก ผู้ชายเขาชอบผู้หญิงน่ารักนะ แล้วถ้าผู้ชายเขาชอบเราจริง ๆ การที่เราเปิดเผยตัวตนว่าเป็นคนยังไง มันก็จะทำให้รู้เลยว่าเขาชอบเราจริง ๆ ถ้าเขายอมรับเราได้ การกินเยอะมันไม่ใช่เรื่องแย่ แล้วถ้าจะรักกันมันก็ควรจะเป็นตัวของตัวเอง ถ้าเราได้เจอคนนั้น มันก็จะเป็นความสัมพันธ์ที่สบายใจ ถ้าเขาจะบอกเลิกหรือไม่ชอบเรา เพราะเรากินเยอะมันก็ไม่ใช่เรื่องเหมือนกัน และถ้าเทียบกับผู้หญิงที่เขี่ยข้าวกับกินเยอะ ยังไงการกินเยอะมันก็ดูดีกว่านะ ไม่เป็นการ Food Waste ด้วย" ทั้งนี้ 'ดีเจต้นหอม' ยังให้ทริคเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปด้วยว่า "ตอบผู้ชายแบบขำ ๆ ก็ได้ว่าเวลามีความสุขจะกินได้เยอะค่ะ” และสุดท้ายเหล่าดีเจก็ถามคุณพิ้งค์ว่าหลังจากนี้จะกินเยอะหรือไม่ คุณพิ้งค์ก็ตอบว่า "จะกินเยอะแบบนี้ต่อ ไม่แอ๊บแล้ว" เรียกได้ว่าจบได้ดีแฮปปี้สุด ๆเรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

10 ก.ค. 2026
รู้สึกเหมือนพ่อแม่รักพี่ชายมากกว่าต่อให้ทำดีแค่ไหนก็ไม่เคยได้รับการยอมรับหนูควรทำยังไงดีคะ? ‘คุณกระติก’ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (8 กรกฏาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจต้นหอม – ดีเจเติ้ล – ดีเจเฟี๊ยต’ เกี่ยวกับเรื่องราวที่ตนรู้สึกว่าพ่อแม่รักและให้ความสำคัญกับพี่ชายมากกว่า จนกลายเป็นปมในใจที่ยังก้าวข้ามไม่ได้ ‘คุณกระติก’ (นามสมมติ) อายุ 28 ปี ได้โทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ภายในครอบครัว โดยเฉพาะความรู้สึกที่ติดค้างอยู่ในใจมาตั้งแต่วัยเด็ก ว่าพ่อและแม่ดูเหมือนจะแสดงความยินดีหรือภาคภูมิใจในสิ่งที่พี่ชายทำมากกว่าสิ่งที่เธอทำ จนทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่เคยได้รับการยอมรับหรือได้รับความรักในแบบเดียวกัน แม้จะพยายามทำทุกอย่างเพื่อดูแลและเอาใจใส่คนในครอบครัวก็ตาม คุณกระติกเล่าว่า ตนเองเป็นคนช่างสังเกตความรู้สึกของคนในบ้าน หากได้ยินว่าพ่อหรือแม่อยากรับประทานอะไร หรืออยากได้สิ่งของชิ้นไหน เธอก็มักจะตั้งใจหาซื้อมาให้ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะมีราคาถูกหรือแพง เพราะอยากทำให้ทั้งสองคนมีความสุข เธอยกตัวอย่างเหตุการณ์หนึ่ง เมื่อทราบว่าคนในบ้านอยากรับประทานก๋วยเตี๋ยวเนื้อ จึงรีบไปซื้อมาให้ด้วยความตั้งใจ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือคำพูดว่า “ซื้อมาทำไมอ่ะ เปลืองตังค์ เอาวางไว้เหอะ” ก่อนที่อาหารจะถูกวางทิ้งไว้จนเสีย โดยไม่มีใครแสดงอาการดีใจหรือรู้สึกประทับใจที่เธอตั้งใจซื้อมาให้ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับเวลาที่พี่ชายสั่งของมาให้พ่อแม่ บรรยากาศกลับแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด เพราะคุณพ่อคุณแม่มักจะแสดงความตื่นเต้น พร้อมพูดกับทุกคนในบ้านว่า “อุ๊ย ทุกคนมาดูนี่สิ อันนี้นี่พี่สั่งของมาให้นะ” ทำให้คุณกระติกรู้สึกว่า สิ่งที่เธอทำกลับไม่เคยได้รับการตอบรับในลักษณะเดียวกัน อีกเหตุการณ์หนึ่งที่กระทบความรู้สึกของเธออย่างมาก คือช่วงที่พี่ชายซื้อทองเป็นของขวัญวันเกิดให้แฟน และพี่ชายได้นำเรื่องดังกล่าวไปโพสต์ลง Social Media เมื่อคุณแม่เห็นจึงพูดขึ้นมาว่า “อยากได้จัง หูเนี่ยมันใส่ตุ้มหูธรรมดาไม่ได้ มันเน่า” จากนั้นคุณแม่จึงไปบอกกับพี่ชายว่าอยากได้ต่างหูทอง แต่พี่ชายตอบกลับว่าไม่จำเป็นต้องซื้อ เพราะเปลืองเงินและสามารถใส่แบบอื่นได้ ทำให้คุณแม่มีอาการน้อยใจอย่างเห็นได้ชัดจนเหมือนจะร้องไห้ เมื่อเห็นเช่นนั้น คุณกระติกก็รู้สึกสงสารคุณแม่ จึงอาสาซื้อให้แทน พร้อมบอกว่า “ไปเหอะแม่ ไปซื้อกัน หนูซื้อให้ ไม่เป็นไร” แม้ในใจจะไม่แน่ใจว่าที่คุณแม่ปฏิเสธในตอนแรก เป็นเพราะกังวลเรื่องฐานะทางการเงินของเธอที่ไม่ได้ดีเท่าพี่ชายหรือไม่ แต่เธอยืนยันว่าตนเองพร้อมจ่ายและอยากซื้อให้ด้วยความเต็มใจ จึงพาคุณแม่ไปเลือกซื้อทองจนสำเร็จ อย่างไรก็ตาม หลังซื้อทองกลับมา คุณแม่กลับเก็บไว้เป็นเวลากว่าหนึ่งสัปดาห์โดยไม่ยอมนำมาใส่ ทำให้คุณกระติกต้องคอยถามอยู่ทุกวันว่า “แม่ใส่ยัง แม่ใส่ดูสิ สวยไหม” เพราะอยากเห็นคุณแม่มีความสุขกับของขวัญที่ตั้งใจมอบให้ หลังจากซื้อทองให้คุณแม่ คุณกระติกก็แอบรู้สึกว่าคุณพ่ออาจจะน้อยใจ จึงตั้งใจซื้อทองให้คุณพ่อเป็นของขวัญวันเกิดด้วยเช่นกัน แต่เมื่อมอบให้ คุณพ่อกลับมีปฏิกิริยาที่ทำให้เธอเสียความรู้สึก โดยพูดเพียงว่า “อะไรเนี่ย ซื้อมาทำไม เปลืองตังค์” ก่อนจะเดินไปทำอย่างอื่น ทำให้เธอต้องเป็นฝ่ายเรียกคุณพ่อกลับมาสวมทองและขอถ่ายรูปร่วมกัน เพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำในวันเกิด เวลาผ่านไปประมาณ 1 ปี คุณแม่ได้มาบอกความจริงกับเธอว่า คุณพ่อได้นำทองเส้นดังกล่าวไปจำนำ เพื่อนำเงินมาใช้ คุณกระติกรู้สึกตกใจและไม่เข้าใจว่าทำไมคุณพ่อถึงเลือกทำเช่นนั้น หากกำลังประสบปัญหาทางการเงินก็สามารถบอกกับเธอตรง ๆ ได้ โดยคุณพ่อให้เหตุผลว่าไม่อยากรบกวนลูก และยืนยันว่าจะนำทองกลับมาไถ่คืน ทำให้เธอเลือกปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป กระทั่งเวลาผ่านไปอีกประมาณ 1–2 ปี คุณแม่เพิ่งบอกกับเธอว่า คุณพ่อมีความตั้งใจจะไม่จ่ายดอกเบี้ยและปล่อยให้ทองหลุดจำนำไป เพราะไม่คิดจะรับคืนแล้ว เมื่อได้ยินเช่นนั้น คุณกระติกรู้สึกเสียใจมาก เพราะทองเส้นนั้นเป็นของขวัญวันเกิดที่เธอตั้งใจมอบให้คุณพ่อด้วยความรัก เช้าวันรุ่งขึ้น เธอจึงเข้าไปคุยกับคุณพ่อ พร้อมบอกว่า หากคุณพ่อไม่ต้องการแล้วก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวเธอจะเป็นคนไปไถ่ทองคืนเอง และจะเก็บไว้กับตัว หากวันไหนคุณพ่ออยากได้ก็สามารถมาขอคืนได้ แต่คุณพ่อตอบกลับด้วยน้ำเสียงประชดว่า “ไม่เคยบอกเลยว่าไม่อยากได้ เดี๋ยวไปไถ่คืนมาให้” ทำให้ในช่วงเย็นของวันเดียวกัน คุณพ่อได้นำทองกลับมาให้จริง แต่ก็พูดกับเธอว่า “เอาไปให้หมดเลยนะ ที่ให้อะไรมาก็เอาไปให้หมดเลย” คำพูดดังกล่าวยิ่งทำให้คุณกระติกรู้สึกสับสนและเสียใจ เพราะเธอไม่เคยต้องการเอาของขวัญคืน เพียงแค่รู้สึกเสียดายสิ่งที่ตั้งใจมอบให้ด้วยความรัก และไม่เข้าใจว่าทำไมเรื่องราวจึงลงเอยในลักษณะนี้ คุณกระติกเล่าต่อว่า พี่ชายของเธอเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตค่อนข้างมาก ส่วนตัวเธอยืนยันว่าบรรยากาศภายในครอบครัวโดยรวมยังเป็นครอบครัวที่พูดคุยกัน ตลก เฮฮา และเธอก็รู้สึกสนิทกับคุณพ่อคุณแม่มากกว่าพี่ชายของตัวเองเสียอีก อย่างไรก็ตาม ทั้งเธอและพี่ชายไม่ได้เติบโตมากับคุณพ่อคุณแม่เป็นหลัก ตั้งแต่เด็กทั้งคู่พักอาศัยอยู่กับคุณลุง โดยคุณพ่อและคุณแม่จะโทรศัพท์มาหาหรือแวะมาเยี่ยมเป็นครั้งคราว ก่อนจะได้กลับมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันจริง ๆ เมื่ออายุประมาณ 20 ปีขึ้นไป ในช่วงที่อาศัยอยู่กับคุณลุง คุณกระติกเล่าว่า คุณลุงค่อนข้างตามใจพี่ชาย และพี่ชายก็เป็นที่รักของคนในครอบครัว แต่ภายหลังเมื่อคุณลุงทราบว่าเธอป่วยเป็นโรคซึมเศร้า รวมถึงได้รับฟังเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในครอบครัวผ่านการระบายของเธอ คุณลุงก็เริ่มให้ความสำคัญและดูแลเธอมากขึ้น ขณะที่คนในครอบครัวบางคนกลับไม่ได้เปลี่ยนแปลงท่าทีเมื่อทราบเรื่องดังกล่าว และยังมองว่าอาการซึมเศร้าของเธออาจเป็นเพียงการคิดไปเอง ทั้งที่ในช่วงเวลานั้น เธอต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้าด้วยตัวเอง คุณกระติกเล่าว่า ปัจจุบันอาการซึมเศร้ายังไม่หายขาด แต่สามารถควบคุมอาการได้ดีกว่าในอดีต อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ยังไม่หายขาด เป็นเพราะเธอขาดยาในช่วงสถานการณ์โควิด-19 และหลังจากนั้นก็ไม่ได้กลับไปติดตามอาการกับจิตแพทย์อีกเลย เธอเล่าว่า ในช่วงที่เข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัย เคยปรึกษาจิตแพทย์เกี่ยวกับหลายเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน เพื่อน หรือปัญหาในชีวิตด้านอื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันเธอสามารถก้าวข้ามปัญหาเหล่านั้นได้แล้ว เหลือเพียงเรื่องความสัมพันธ์ภายในครอบครัวที่ยังคงเป็นปมในใจ และเป็นเรื่องเดียวที่เธอรู้สึกว่ายังไม่สามารถก้าวข้ามได้ คุณกระติกเล่าต่อว่า ช่วงที่เข้ามหาวิทยาลัย เธอต้องย้ายออกไปพักหอ ทำให้ความสัมพันธ์กับพี่ชายเริ่มห่างเหิน ประกอบกับในช่วงเวลาเดียวกัน พี่ชายกำลังประสบปัญหาส่วนตัวเรื่องหนึ่ง ซึ่งเธอไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ แต่เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อคนทั้งครอบครัว ทุกคนต่างช่วยกันจัดการเรื่องดังกล่าว จนกระทบต่อการเรียนของเธอในช่วงนั้น หลายครั้งคนในครอบครัวจะโทรศัพท์มาขอให้เธอช่วยจัดการปัญหาของพี่ชาย หากเธอไม่สะดวกหรือไม่สามารถช่วยได้ ก็จะถูกตำหนิ แต่เมื่อถึงเวลาที่เธอมีปัญหาของตัวเอง เช่น เรื่องการลงทะเบียนเรียน กลับไม่มีใครเข้ามาช่วยเหลือ ทุกคนปล่อยให้เธอจัดการด้วยตัวเอง แม้จะรู้สึกน้อยใจ แต่เธอยืนยันว่าไม่ได้รู้สึกไม่อยากช่วยเหลือพี่ชาย เพียงแต่รู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายที่ต้องคอยซัพพอร์ตพี่ชายอยู่เสมอ ขณะที่เมื่อเธอมีปัญหา กลับไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยในแบบเดียวกัน อีกทั้งบางครั้งที่พี่ชายแสดงอาการหงุดหงิดคนในครอบครัวก็มักจะหันมาตำหนิเธอแทน นอกจากนี้ คุณกระติกเล่าเสริมว่า ครอบครัวของเธอเป็นครอบครัวคนจีน และที่ผ่านมาเธอไม่เคยถามคุณพ่อคุณแม่ตรง ๆ ว่าเหตุใดจึงไม่แสดงความยินดีหรือความภูมิใจในตัวเธอเหมือนที่แสดงออกกับพี่ชาย มีเพียงบางครั้งที่ความรู้สึกน้อยใจเอ่อล้น จนเธอเผลอพูดออกไปว่า “ทำไมทีกับพี่ดูดีใจจัง” แต่คุณพ่อคุณแม่ก็มักจะตอบเลี่ยง ๆ หรือทำให้เธอรู้สึกว่า สิ่งที่เธอคิดเป็นเพียงการคิดมากไปเอง เธออธิบายเพิ่มเติมว่า แม้จะไม่ได้โอนเงินให้คุณพ่อคุณแม่ทุกเดือน แต่หากทั้งสองคนขอความช่วยเหลือเรื่องเงิน เธอก็จะช่วยเหลือตามกำลัง และในช่วงที่มีงานประจำก็จะโอนเงินให้คุณพ่อคุณแม่เป็นประจำ เมื่อย้อนกลับไปในวัยเด็ก คุณกระติกยอมรับว่า ความรู้สึกถูกเปรียบเทียบเกิดขึ้นมาโดยตลอด เธอรู้สึกว่าพ่อแม่มักแสดงความยินดีกับพี่ชายมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการซื้อของหรือการสนับสนุนในด้านต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม เธอยืนยันว่าไม่เคยโทษพี่ชาย และไม่อยากให้พี่ชายรู้สึกผิด เพราะมองว่าเรื่องทั้งหมดไม่ได้เกิดจากตัวพี่ชาย เธอยกตัวอย่างเหตุการณ์ในช่วงที่เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ยังจำได้จนถึงทุกวันนี้ ในเวลานั้นพี่ชายอยากได้นาฬิกาแบรนด์ดังราคาประมาณ 1 - 2 หมื่นบาท เพียงแค่เอ่ยปากบอก คุณพ่อคุณแม่ก็พาไปซื้อทันที พร้อมพาเธอไปด้วยในลักษณะเหมือนพาไปเดินเล่น ด้วยความเป็นเด็ก เธอจึงบอกว่าอยากได้ของบ้าง โดยไม่ได้ขอของราคาเท่าพี่ชาย แต่ขอเพียงของราคาหลักพันเท่านั้น ทว่าคุณพ่อคุณแม่กลับถามว่า “จะเอาไปทำไม ใช้ไปทำไม” สุดท้ายเธอไม่ได้รับของชิ้นนั้น และคุณพ่อคุณแม่กลับเสนอว่า “งั้นเอาของปลอมแทนได้ไหม” ขณะที่พี่ชายได้รับของแท้ตามที่ต้องการ เหตุการณ์เหล่านี้สะสมมาตั้งแต่วัยเด็ก จนทำให้คุณกระติกรู้สึกว่าพ่อแม่ดูรักพี่ชายมากกว่า และแม้เวลาจะผ่านมาจนเธออายุ 28 ปี ความรู้สึกดังกล่าวก็ยังคงติดค้างอยู่ในใจ เธอจึงอยากปรึกษาพี่ ๆ ดีเจว่า จะจัดการกับความรู้สึกนี้อย่างไร เพื่อให้สามารถก้าวข้ามปมในใจที่ติดตัวมาตั้งแต่วัยเด็กได้ ทางด้าน ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้มุมมองว่า “ถ้าพี่เป็นกระติก พี่คงต้องทำใจ ว่าต่อให้เราทำดีมากเท่าไหร่ เขาอาจเห็น แต่ก็ไม่ได้ชื่นชมหรือแสดงออกในสิ่งที่เราทำ เพียงเพราะเหตุผลเดียวคือเราเป็นผู้หญิง ซึ่งเป็นความเชื่อที่ฝังรากมานาน และเราเปลี่ยนไม่ได้จริง ๆ ถ้าเป็นพี่ พี่จะเลือกมองในมุมดีว่า ยิ่งเขาโฟกัสและทุ่มเทให้พี่ชายมากเท่าไหร่ พี่ชายก็ยิ่งถูกคาดหวังมากเท่านั้น ขณะที่กระติกอาจมีอิสระในการใช้ชีวิตมากกว่า เราก็ดูแลพ่อแม่ในฐานะลูกคนหนึ่ง ไม่ใช่ลูกอกตัญญู แต่จะไม่ทำอะไรเพราะคาดหวังให้เขาบอกว่าเราดีหรือชื่นชมเรา เพราะสุดท้ายมันจะทำร้ายตัวเราเอง ตอนนี้กระติกอายุ 28 ปีแล้ว พี่ว่ามันพิสูจน์ได้แล้วว่า สิ่งที่เรารอคอยอาจไม่เกิดขึ้น หรืออาจเกิดขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปนานกว่านี้ แต่จากที่ฟัง พี่รู้สึกว่ากระติกทำทุกอย่างเพราะอยากให้พ่อแม่มีความสุข เพียงแต่ลึก ๆ ก็หวังว่าพ่อแม่จะเห็นฉันแล้ว พี่อยากให้กระติกใช้ชีวิตของตัวเอง ดูแลพ่อแม่ตามที่ลูกคนหนึ่งควรทำ แต่ไม่ต้องทำเพื่อให้เขามาบอกว่าเราดีพอ เพราะจริง ๆ แล้ว เรารู้ตัวอยู่แล้วว่าเราเป็นลูกที่ดี และไม่ได้แตกต่างจากพี่ชายเลย” ในฝั่งของ ‘ดีเจเฟี๊ยต’ ได้ให้คำแนะนำว่า “พี่จะคอนเฟิร์มเหมือนพี่เติ้ลเลยว่า กระติกเป็นลูกที่น่ารักมาก น่ารักมาก ๆ ไม่ว่าใครก็ตามที่มีลูกเป็นแบบกระติก ถือว่าโชคดีมาก ปมในวัยเด็ก หลายคนอาจคิดว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป แต่จริง ๆ แล้ว ปมในวัยเด็กไม่ได้จบแค่ตรงนั้น บางคนลากยาวไปจนแก่เลยก็มี พี่เคยรู้จักคุณป้าคนหนึ่ง อายุประมาณ 70 - 80 ปี วันดีคืนดีก็ยังพูดถึงปมในวัยเด็กที่เกิดขึ้นตอนอายุ 5 - 6 ขวบ ว่าพ่อแม่ทำไม่ดีกับเขา แปลว่าเรื่องปมในวัยเด็กไม่ใช่เรื่องที่จะข้ามผ่านได้ง่าย เราต้องยอมรับก่อนว่า เราเกิดมาในครอบครัวที่ไม่ได้ Support เรื่องอารมณ์ความรู้สึก ตอนนี้เราโตขึ้นแล้ว เราผ่านหลายเรื่องมาได้ ทั้งเรื่องเรียน เรื่องเพื่อน เหลือเพียงเรื่องครอบครัวที่ยังก้าวข้ามไม่ได้ ถ้ามันยังวนอยู่แบบนี้ จนทำให้เราดิ่งลงเรื่อย ๆ พี่อยากแนะนำให้กลับไปคุยกับผู้เชี่ยวชาญ เพราะเขาจะมีวิธีช่วยให้เราปรับวิธีคิด เราเปลี่ยนครอบครัวไม่ได้ บังคับให้เขาเข้าใจหรือรักเราในแบบที่เราต้องการก็ไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือยอมรับว่าเขาเป็นแบบนี้ และมอบความรักในแบบที่เราอยากมอบให้กับเขา ส่วนเรื่องความรักที่เราคาดหวังจากเขา เราไปบังคับไม่ได้ พี่เชื่อว่าพ่อแม่รักกระติกแน่นอน เพียงแต่เขารักไม่เหมือนกัน เราอาจอยากได้ความรักแบบเดียวกับที่พี่ชายได้รับ แต่สุดท้ายความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูกทั้งสองคน อาจเป็นความรักคนละแบบก็ได้” ในฝั่งของ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้มุมมองว่า “พ่อแม่กับเรา เป็นคนละ Levek กัน กระติกเธอเป็นลูกที่ดี แล้วก็ดีมาก เธอดีขนาดนักกีฬาเหรียญทอง แต่พ่อแม่ของเธอได้เหรียญทองแดง เขาไม่สามารถไต่ระดับความรู้สึกเข้าไปแตะหรือเข้าใกล้เหรียญทองได้ ฉะนั้นมันจึงเกิดความไม่เข้าใจกัน กระติกเป็นลูกที่ดีมาก แทบไม่มีอะไรบกพร่องเลย ขณะที่พ่อแม่ยังขาดการเข้าใจหรือการ Take care ความรู้สึกของลูกให้เท่า ๆ กัน ฉะนั้นเขาจึงได้แค่เหรียญทองแดง แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ยังผ่านมาตรฐานนะ อย่างน้อยก็ยังมีเหรียญ เพราะจากที่พี่ฟัง ครอบครัวนี้ไม่ได้แย่ เขายังรักลูก และไม่ได้วุ่นวายหรือบังคับลูกจนลูกอึดอัดหรือ Toxic เพียงแต่เขาไปไม่ถึงเหรียญทอง เพราะฉะนั้น อยากให้กระติกเข้าใจว่า ต่อให้เราทำอะไรดีแค่ไหน เขาก็อาจจะยังลืม Take care ความรู้สึกของเราอีก เพราะเขาไปไม่ถึงจุดนั้น เขาไม่มีวันได้เหรียญเงินด้วยซ้ำ อย่างเรื่องที่เอาทองไปขายแล้วเอามาคืน พี่ก็ยังมองว่าได้แค่เหรียญทองแดงจริง ๆ ถ้าอยากได้เหรียญเงิน อย่างน้อยก็ควรพูดว่า ‘พ่อขอโทษนะลูก’ ฉะนั้น เราจะไม่ไปคาดหวังในตัวพ่อแม่ อยากทำอะไรก็ทำ เพราะเมื่อเราไม่คาดหวัง เราก็จะไม่เจ็บ ใช้ชีวิตให้สนุก”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

10 ก.ค. 2026
แฟนชอบยืมเงิน และตอนนี้การเงินเราก็ติดขัดแต่ไม่กล้าทวงเงินจากแฟน กลัวเขาเสียความรู้สึกทำอย่างไรดีคะ? ‘คุณม่อน (นามสมมติ)’ สายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (8 กรกฎาคม 2569) ได้โทรมาปรึกษา ‘ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล - ดีเจเฟี๊ยต’ เกี่ยวกับปัญหาที่ไม่กล้าทวงเงินแฟน เพราะกลัวเขาเสียความรู้สึก และกลัวกระทบความสัมพันธ์ คุณม่อนเล่าว่าคบกับแฟนมาประมาณ 5 ปี ทราบตั้งแต่แรกว่าฐานะทางบ้านแฟนไม่ค่อยดี ในช่วงแรกที่คบกัน เรื่องเงินของเขาไม่ได้กระทบคุณม่อน แต่เริ่มมามีเรื่องเงินก็ช่วงหลังเรียนจบประมาณ 1-2 ปี แฟนเป็นพนักงานรายได้ไม่เพียงพอ จำนวนเงินที่มายืมก็ไม่ได้มากมาย แต่ก็ทำให้การเงินคุณม่อนติดขัดในบางเดือน ถึงขนาดที่ต้องนำของไปขายเพื่อให้หมุนเงินทัน ส่วนใหญ่แฟนจะยืมเงินเพื่อไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน อย่างการให้ออกค่าข้าวให้ก่อน รวมกันแล้วประมาณ 4,000 บาท ไม่รวมกับเงินหมื่นก้อนใหญ่ที่แฟนเคยยืมจากคุณม่อนไป ด้านคุณม่อนฐานะดีกว่าแฟน แต่ก็ไม่ได้คล่องตัวพอที่จะให้ยืมได้มากมาย คุณม่อนเพิ่งได้มาทราบว่า แฟนมีหนี้จากการที่ไปออกเดทกับคุณม่อน แฟนคุณม่อนบอกว่า ในการไปห้างที่กรุงเทพครั้งหนึ่งต้องใช้เงินประมาณ 1,000 - 2,000 บาท ซึ่งเขาไม่มี จึงต้องไปยืมมา คุณม่อนทราบเรื่องนี้เพราะแฟนใช้เหตุผลนี้ในการมาบอกเลิก เธอจึงได้ช่วยเรื่องเงินกับแฟนในการออกเดท ในตอนนี้ คุณม่อนไม่ได้ลำบากถึงขั้นที่จะต้องทวงเงินก้อนหมื่นคืน และไม่เคยตกลงกันว่าจะต้องคืนเงินเมื่อไหร่ เพราะมองว่าเมื่อเขาตั้งตัวได้ก็จะมาคืนเอง เพียงแต่คุณม่อนอยากได้เงินที่เขายืมใช้จ่ายยิบย่อยในชีวิตประจำวันคืนก่อน (จำนวนเงินไม่ได้มาก ประมาณ 1,000 - 2,000 บาท) นอกจากนี้ทั้งคู่ยังเคยคุยกันไว้ว่าเมื่อเงินเดือนออกเขาจะคืนเงิน เพราะเมื่อก่อนเขาเคยคืนทีละเล็กน้อย แต่จะยืมทีละเยอะ ๆ และวนกลับมายืมใหม่ สิ่งที่ทำให้กลุ้มใจคือ เมื่อทวงเงินไปแล้ว แฟนก็ไม่ได้โกรธอะไร แต่มองว่าเขาอาจจะเสียศักดิ์ศรี เพราะเขามีปมเรื่องเงิน และยังเคยพูดกับคุณม่อนว่า ต้นทุนชีวิตเขากับคุณม่อนต่างกัน เวลาทวงเงินเขาไปแล้ว เขาจะดูเงียบ ๆ ซึ่งคุณม่อนก็ไม่แน่ใจว่าแฟนผิดหวังในตัวคุณม่อนที่ไปทวงเงินเขาหรือเปล่า ด้าน ‘ดีเจเติ้ล' และ 'ดีเจต้นหอม’ มองว่า หากเขากังวลเรื่องศักดิ์ศรี เขาจะไม่ยืมเงินเยอะและบ่อยขนาดนี้ รวมถึงเขาจะรีบหามาคืนทันที คุณม่อนเสริมว่า เธอได้ไปปรึกษาเพื่อน เพื่อนก็ด่าแฟน นอกจากนี้แฟนก็เป็นคนที่ไม่อยากให้ใครรู้ว่ามีปัญหา หลังจากเล่าเรื่องราวทั้งหมดแล้ว คุณม่อนก็กล่าวว่า ไม่คิดว่าจะสามารถให้เขายืมเงินหรือช่วยเขาไปได้ตลอด ตอนนี้ยังทำได้แต่ในอนาคตอาจจะไม่ไหว เพราะตัวคุณม่อนทำงานกับที่บ้าน และทางบ้านก็ยังไม่ทราบสถานการณ์ในตอนนี้ แต่คุณม่อนสบายใจกับการเลี้ยงแฟนได้หากมีเงินมากพอ เพราะในเรื่องอื่น ๆ เขาดีจริง ๆ แต่ตอนนี้มีเงินไม่พอแล้วต้องมาทวง จนรู้สึกเป็นคนไม่ดี คุณม่อนจึงอยากถามว่าจะทวงเงินอย่างไรให้แฟนไม่เสียความรู้สึก หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมด ดีเจได้เริ่มให้คำปรึกษา โดยเริ่มจาก ‘ดีเจเฟี๊ยต’ ว่า "หากไม่ติดปัญหาเรื่องเงิน แล้วถ้ามีเงินก็ยินดีที่จะซัพพอร์ตเขาเรื่อย ๆ ก็ไม่ติดอะไร แต่พี่ก็มองว่า เรื่องเงินเป็นเรื่องสำคัญของชีวิตคู่ในระยะยาว การที่คุณม่อนซัพพอร์ตเขาก็เป็นคนที่น่ารักแล้ว การทวงเงินคืนไม่ควรทำให้คุณม่อนรู้สึกเป็นคนไม่ดี ในทางกลับกัน ถ้าแฟนรักเราเขาก็ต้องซัพพอร์ตเราเหมือนกัน เพราะการเงินเราก็ไม่ได้แข็งแรงตลอด ตอนนี้การเงินเริ่มสะดุดจนต้องขายของแล้ว มองไประยะยาวว่าหากคุณม่อนหาเงินไม่ได้ เขาจะซัพพอร์ตได้ไหม แล้วความสัมพันธ์จะเดินหน้าต่อได้จริงมั้ย ปัญหาเรื่องเงินกระทบความสัมพันธ์แน่ ๆ ต้องเปิดใจคุยกันว่าเขาติดหนี้อะไร การที่เขาติดหนี้ทั้งก้อนใหญ่ ทั้งยืมเงินในชีวิตประจำวัน เงินเก่าก็ยังไม่มีวี่แววจะคืน นั่นแปลว่าเขามีปัญหาบางอย่าง อาการเป็นหนี้ถ้าดูจากเคสที่เคยผ่านมาเขาอาจจะติดอะไรบางอย่าง เงินที่หายไป หายไปอยู่ที่ไหน เขาหาเงินได้เท่าไหร่ เขาพยายามคืนเงินจริงไหม มีความพยายามไหม มีความตั้งใจให้เห็นหรือเปล่า สิ่งพวกนี้จะบอกได้ว่าเขาใส่ใจจริงไหม ลองคุยกันอย่างตรงไปตรงมาว่าจะจัดการปัญหาอย่างไร ไม่อย่างนั้นความสัมพันธ์ก็จะไปไม่รอดด้วย" ถัดมาที่ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้คำปรึกษาว่า "เรื่องเงินเป็นเรื่องปากท้องถ้าไม่มีมันอยู่ไม่ได้ ไม่ใช่ปัญหาความไม่เข้าใจกันที่ปรับความสัมพันธ์กันได้ และไม่เห็นความพยายามในการพัฒนาความสัมพันธ์ไปข้างหน้ากับคน ๆ นี้ ไม่เห็นความพยายามในการหาเงินมาคืนคุณม่อน ไม่เห็นความพยายามในการพัฒนาตัวเองให้อยู่ในระดับเดียวกับคุณม่อน และศักดิ์ศรีเขาหายไปตั้งแต่ที่ยืมเงินเราจนเคยชินแล้ว วิธีการพูดกับเขาคือบอกไปว่า เรามีปัญหาเรื่องเงิน เขาก็มีปัญหาเรื่องเงิน มาช่วยกันหาทางออกว่าจะทำอย่างไรดี บอกเขาไปว่าเราขัดสนเรื่องเงิน ดูว่าเขาจะช่วยเราอย่างไรได้บ้าง เขาอาจจะเข้าใจเราและพยายามหาเงินมาช่วยคุณม่อนก็ได้ เวลาเขามีปัญหาคุณม่อนพยายามที่จะช่วยเขา ถึงเวลาที่คุณม่อนมีปัญหาก็จะได้ดูว่าเขามีความพยายามในการอยากจะช่วยเหลือคุณม่อนมากน้อยขนาดไหน ถ้าเขากระตือรือร้นพยายามที่จะช่วยคุณม่อน ผู้ชายคนนี้ก็ไปต่อได้ แต่ถ้าเขาเลือกที่จะงอน ถ้าเราทำในสิ่งไม่ได้ผิดแล้วเขาขี้แพ้ ถ้าทวงเงินแล้วมองว่าเราไม่เหมาะกัน ก็เลิกกันไปเลย อีกทางเลือกคือคุณม่อนต้องเลี้ยงเขา ทำงานให้หนัก และดูแลเขา คุณม่อนเลือกได้ ในวันที่เราเดือดร้อนลองดูว่าเขาพยายามช่วยเราขนาดไหน ช่วยได้ไม่ได้ก็ดูความพยายามของเขาหน่อย กระตือรือร้นกับเรื่องของเราแค่ไหน เพราะเรื่องเงินเป็นเรื่องใหญ่เป็นปัจจัยในการดำเนินชีวิต" สุดท้าย ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้คำแนะนำว่า "ไม่มีความจำเป็นต้องพยายามสรรหาเหตุผลหรือคำมาพูดให้เขารู้สึกดี เพราะการทวงเงินเขาไม่ใช่สิ่งที่ไม่สมควรทำ หรือทำให้เขาเสียศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เลยทั้งสิ้น เป็นสิ่งที่สามารถทำได้โดยชอบธรรม สิ่งที่คุณม่อนขอจากเขายังไม่เท่ากับสิ่งที่เขาเอาไปเลยด้วยซ้ำ มันปกติมาถ้าจะพูดกับแฟนว่าเดือนนี้เราช็อตต้องเอาของไปขาย ขอเงินคืนหน่อย เขาเองต้องสำนึกได้เองว่าเขาเอาเงินเราไปเท่าไหร่ ถ้าคุณม่อนขอคืน 1,000 - 2,000 แฟนที่ดีที่ไหนจะไม่ให้ หรือแฟนที่ดีที่ไหนจะมีปัญหากับการคืนเงิน ไม่นับว่าเขามีหรือไม่มี แต่ใครจะมีทัศนคติที่ว่า ทำไมมาทวงเงิน เขาต้องละอายใจว่าเอาเงินคุณม่อนไปจนไม่มีแล้ว ทำไมถึงจะช่วยกันไม่ได้ อย่าตัวเล็กขนาดนี้เลยในการมีแฟน ต้องคุยกันได้ทุกเรื่อง และในทางกลับกัน เวลาเขามีปัญหาเรื่องเงินเขายังมาขอคุณม่อนได้ ทำไมเราจะขอเขาไม่ได้ อย่าเอาสถานะที่เขามองว่าเราอยู่สูงกว่าเขามาบีบตัวเองขนาดนั้น วันไหนไม่มีก็ต้องบอกกันไปตามตรง หรือวันไหนเราอยากให้เขาทำมาหากินมากขึ้นก็บอกเขา อย่าแบกทุกอย่างไว้คนเดียว และจากที่คุณม่อนเล่าว่าเขาต้องไปยืมเงินเพื่อมาเดท พี่มองว่าถ้าการมีแฟนทำให้ชีวิตลำบากขนาดนั้น ก็แยกย้ายกันไปทำมาหากิน และค่อยกลับมาหากันในวันที่ดีขึ้นดีกว่า"เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

03 ก.ค. 2026
เป็นประธานนักเรียนแต่ดันมีปัญหาคือชอบเผลอตดกลางกลุ่มเพื่อนขอวิธีเนียนยังไงไม่ให้ใครรู้หน่อยค่ะ! ‘คุณลูซี่’ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 4 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (1 กรกฏาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม' เกี่ยวกับเรื่องราวที่ตนนั้นเป็นประธานนักเรียนแต่กังวลว่าเพื่อนจะจับได้ว่าเป็นคนตด หลังเผลอปล่อยกลางกลุ่มอยู่บ่อยครั้ง จนเพื่อนเริ่มตามหาเจ้าของกลิ่น ‘คุณลูซี่’ (นามสมมติ) อายุ 18 ปี ได้โทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับวิธีรับมือกับปัญหาการเผลอผายลมในที่สาธารณะ โดยเฉพาะเวลาที่อยู่กับกลุ่มเพื่อน เนื่องจากกังวลว่าเพื่อนจะจับได้ว่าเป็นคนที่ปล่อยกลิ่นอยู่เป็นประจำ คุณลูซี่ เล่าว่า ด้วยความที่ตนเองมีภาพลักษณ์เป็นประธานนักเรียน จึงรู้สึกไม่อายหากเพื่อนจะรู้ว่าเป็นคนผายลม โดยเหตุการณ์มักเกิดขึ้นในช่วงที่นั่งอยู่กับเพื่อนบริเวณโรงอาหาร หลังรับประทานอาหารเสร็จ ซึ่งเป็นช่วงที่ทุกคนจะนั่งเล่นหรือทำการบ้านต่อ เธอมักจะแอบผายลมไม่ให้ได้ยินเสียง แต่กลิ่นเป็นเรื่องที่เธอควบคุมไม่ได้ จึงทำให้เพื่อนได้กลิ่น และตามหาเจ้าของกลิ่นอยู่บ่อยครั้ง โดยที่ผ่านมาเธอสามารถทำได้อย่างแนบเนียน เพราะขณะนั้นกำลังนั่งตั้งใจทำการบ้าน ทำให้คนอื่นไม่คิดว่าเธอจะเป็นคนผายลม เธอบอกว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน แต่จะเกิดขึ้นเป็นระยะ และส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นช่วงเวลาเดิมคือหลังรับประทานอาหารเสร็จ อย่างไรก็ตาม ช่วงหลัง ๆ เพื่อนในกลุ่มเริ่มสงสัยมากขึ้นว่า คนที่ผายลมอาจเป็นคนในกลุ่ม เพื่อนเริ่มก้มดมและพากันถามว่า “ใครตด พูดมา ในกลุ่มเรา” คุณลูซี่ ยอมรับว่ารู้สึกกังวล เพราะกลัวเพื่อนจะจับได้ อีกทั้งเวลาจะลุกเดินออกไปจากบริเวณนั้นก็ทำได้ยาก เนื่องจากเพื่อนมักรั้งตัวไว้ เพราะเธอเป็นคนที่ต้องทำงานร่วมกับเพื่อนอยู่เสมอ โดยเพื่อนมักจะพูดว่า “เอ้ย ไปไหน ไปทำงานด้วยกันก่อน” ทำให้เธอไม่สามารถเดินหลบออกไปได้ตามที่ต้องการ เธอจึงอยากปรึกษาดีเจว่าควรจะทำอย่างไรกับเหตุการณ์นี้ดี ในฝั่งของ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้คำแนะนำที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูว่า “เเนะนำให้กลั้นใจรอบเดียวเเล้วอัดเต็ม ๆ เลย เเล้วบอก กูเอง ถ้าประธานนักเรียนทำอะไรในเเบบที่ไม่คิดว่าประธานนักเรียนจะทำ มันจะเป็นการซื้อใจเพื่อน ๆ นอกกลุ่มเราอีกเยอะเลย เอ้ย ประธานนักเรียนก็ทำอะไรพิเรนทร์ได้นี่หว่า อย่างงี้เราไปไหนไปกันกับประธาน สั่งอะไรไปด้วย คือถ้าพี่ค้นพบว่าประธานนักเรียนเป็นคนประมาณนี้ พี่รู้พี่ก็จะ เอ้อออ ใจว่ะ ประธานนักเรียนก็ตดได้ค่ะ แก๊สอ่ะค่ะ เเล้วหลังจากนั้นการตดของหนูจะกลายเป็นอิสระเสรีไปตลอด ไม่ต้องปิดบัง ก็เลือกเอาว่าลูซี่จะรักษาปัญหาที่ต้นเหตุ หรือจะปลดปล่อยอิสระให้ตัวเอง หรืออยากจะข่มด้วยอินเนอร์ที่บอกฉันไม่ได้ตด” ด้าน ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้มุมมองว่า “ตอนนี้ปัญหามันอยู่ที่กลิ่น มันคุมไม่ได้กลิ่นอ่ะ ไม่งั้นต้องพกสเปรย์ พี่เชียร์ให้ทานโพรไบโอติกเยอะ ๆ เเบบพวกโยเกิร์ต” ขณะที่ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้มุมมองว่า “ พี่มีเทคนิค พี่จะตดอัดใส่โซฟา มันจะซับกลิ่น อันนี้เรื่องจริง แต่ถ้ามันไม่ใช่โซฟา สำหรับพี่คือไม่รับ ตราบใดที่จมูกเพื่อนไม่ได้อยู่ตรงก้นเราเนี่ย ไม่มีวันยอมรับเเน่นอน ใครจะไปตดโอ๊ย….อย่างเงี้ย”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

03 ก.ค. 2026
ผมเคยทำร้ายแฟน..วันนี้เธอป่วยเป็นซึมเศร้าและขอเว้นระยะห่างแต่ก็ยังบอกว่ายังรักผมอยู่ผมจะทำยังไงต่อดี ? ‘คุณสิงโต ’ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (1 กรกฏาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม' เกี่ยวกับเรื่องราวที่เคยใช้ความรุนแรงกับแฟนถึง 2 ครั้ง จนอีกฝ่ายฝังใจและป่วยเป็นซึมเศร้า วันนี้เธอขอแยกไปอยู่คนละที่ แต่ยังยืนยันว่ารักอยู่ ทำให้คุณสิงโตไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรกับความสัมพันธ์ครั้งนี้ดี ‘คุณสิงโต’ อายุ 29 ปี ได้โทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาความสัมพันธ์กับแฟนสาว หลังจากที่คบหากันมานาน 4 ปี แต่ทั้งคู่ต้องเผชิญกับปัญหาการใช้ความรุนแรงภายในความสัมพันธ์ จนส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของแฟนสาว และทำให้ทั้งคู่กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิตคู่ คุณสิงโต เล่าว่า ในอดีตเคยมีเหตุการณ์ที่ตนใช้ความรุนแรงกับแฟนสาว เนื่องจากขณะนั้นโกรธกับคำพูดที่แฟนพูดออกมาจนรู้สึกว่าถูกทำร้ายจิตใจ จึงควบคุมอารมณ์ของตัวเองไม่ได้และลงมือทำร้ายร่างกายแฟน โดยยอมรับว่าขณะเกิดเหตุทั้งสองฝ่ายต่างใช้อารมณ์และต่างฝ่ายต่างแรงใส่กัน แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะผ่านมานานแล้ว แต่แฟนสาวของคุณสิงโต ยังคงลืมเหตุการณ์นั้นไม่ได้ และมีอาการแพนิคจากสิ่งที่เคยเกิดขึ้น โดยเวลาผ่านมาประมาณ 1 ปีแล้ว แต่ความรู้สึกหวาดกลัวและบาดแผลทางจิตใจก็ยังคงอยู่ เมื่อประมาณ 3 เดือนก่อน แฟนสาวได้บอกกับคุณสิงโต ว่าปัจจุบันเธอกำลังป่วยเป็นโรคซึมเศร้า พร้อมทั้งบอกเป็นนัยว่า สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากผลของการกระทำที่คุณสิงโตเคยใช้ความรุนแรงกับเธอ ทำให้เธอรู้สึกเครียด รู้สึกหวาดระแวง และไม่สามารถก้าวผ่านเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ คุณสิงโต เล่าว่า ตลอดระยะเวลาที่ทั้งคู่คบหากันมา 4 ปี ในช่วงเข้าปีที่ 2 ของความสัมพันธ์ ก็เคยเกิดเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายขึ้นมาแล้วเช่นเดียวกัน เมื่อย้อนกลับไปมองเหตุการณ์ทั้งหมด เขายอมรับว่ารู้สึกผิดกับสิ่งที่ตัวเองทำ จึงพยายามชดเชยในสิ่งที่เคยละเลย ทั้งการใส่ใจแฟนมากขึ้น ดูแลในรายละเอียดต่าง ๆ และพยายามปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นกว่าเดิม สำหรับเหตุการณ์ล่าสุด แม้จะไม่มีการลงไม้ลงมือกันอีกแล้ว แต่ทั้งคู่ได้มีการขึ้นเสียงใส่กันระหว่างทะเลาะ จนทำให้แฟนสาวหวาดกลัวว่าคุณสิงโตจะทำร้ายเธออีกครั้ง ความหวาดกลัวดังกล่าวทำให้แฟนสาวตัดสินใจนำเรื่องทั้งหมดไปเล่าให้พ่อและแม่ของตนเองได้รับรู้ หลังจากนั้น คุณสิงโต ก็ได้เข้าไปขอโทษคุณพ่อคุณแม่ของแฟนสาวเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งคนรอบตัวต่างก็เริ่มมีท่าทีที่ดีขึ้น เข้าใจและยอมรับการขอโทษของเขา แต่สำหรับแฟนสาวซึ่งเป็นผู้ถูกกระทำโดยตรง กลับยังไม่มีท่าทีว่าจะดีขึ้น เพราะบาดแผลที่เกิดขึ้นยังคงอยู่ในความรู้สึกของเธอ ภายหลังทั้งสองฝ่ายได้มีการพูดคุยและตกลงกันต่อหน้าพ่อแม่ของแฟนสาว โดยต่างฝ่ายต่างพูดถึงความต้องการของตัวเอง ว่า คุณสิงโตต้องการอะไร และแฟนสาวต้องการอะไร ซึ่งการพูดคุยดังกล่าวเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 10 กว่าวันที่ผ่านมา และนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ทั้งคู่ก็ไม่ได้มีการทะเลาะกันอีกเลย อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ทำให้คุณสิงโตยังรู้สึกกังวลใจคือ แม้แฟนสาวจะยังยืนยันว่าอยากคบกับเขาต่อ แต่เธอกลับขอแยกไปอยู่คนละที่ เพื่อให้ตัวเองได้มีพื้นที่ ได้ใช้ชีวิต และได้เยียวยาความรู้สึกของตัวเอง แต่คุณสิงโตกลับมีความคิดว่า การที่แฟนสาวย้ายออกไปอยู่ที่อื่น อาจทำให้บุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเพื่อนสาวของแฟนที่มักจะคอยยุยงให้แฟนสาวไปเริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่กับคนอื่น จึงทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจและกังวลกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ คุณสิงโต ยืนยันว่า หากแฟนสาวตัดสินใจขอเลิกรา เขาก็พร้อมยอมรับ เพราะรู้ดีว่าตัวเองทำผิดอย่างหนัก แต่สิ่งที่ทำให้เขาตัดใจไม่ได้ คือแฟนสาวยังคงพูดอยู่เสมอว่ายังรักเขา จึงยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ครั้งนี้ตัดกันไม่ขาด จะเดินหน้าต่อก็ยาก จะถอยออกมาก็ทำไม่ได้ จนกลายเป็นความสัมพันธ์ที่ Toxic อย่างชัดเจน ปัจจุบันแฟนสาวมีกำหนดย้ายออกไปอยู่ที่อื่นในวันมะรืนนี้ ทำให้คุณสิงโต ยอมรับว่าไม่รู้เลยว่าหลังจากนี้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะดำเนินต่อไปในทิศทางใด และยอมรับว่าปัญหาดังกล่าวรบกวนจิตใจมาก จนไม่มีสมาธิในการทำงาน ในฝั่งของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้คำแนะนำว่า “ถ้าเป็นพี่ พี่ก็ต้องยอมให้เขาย้ายออก เพราะพี่ก็เข้าใจเขา สมเหตุสมผลนะที่เขาจะไม่อยากอยู่กับเรา แฟนที่ทะเลาะกันแล้วตบพี่ 2 รอบ พี่ก็ไม่อยากอยู่ด้วยนะสิงโต พี่พูดตรง ๆ แต่ถามว่าเขาบอกว่ายังรักอยู่ ก็เป็นไปได้ที่ยังรักสิงโตอยู่ แต่เขาก็ไม่รู้ว่าสิงโตจะขยุ้มเขาเมื่อไหร่ เพราะฉะนั้น การที่เขาห่าง ๆ แต่ก็ยังเป็นแฟนกันอยู่ ตอนนี้พี่จะยอมนะ เพราะเราทำอะไรไม่ได้ ผิดจริง ๆ ตอนนี้ต้องยอมรับว่าเขามีสิทธิ์ที่จะขอแยกออกไป เพราะสิงโตเองก็ยังแก้ปัญหาตรงนี้ของตัวเองไม่ได้ หรือสิงโตจะเป็นคนบอกเลิกเองก็ได้ เพราะถ้ามันเป็นความผิดของสิงโต ก็ต้องบอกเขาว่าสิงโตไม่ได้เป็นผู้ชายที่ดีสำหรับเขา หรืออีกทางหนึ่งก็ต้องไปปรึกษาคุณหมอ ถ้ายังยืนยันว่ารักกันและอยากอยู่ด้วยกันต่อ ฝั่งผู้หญิงก็ต้องบำบัด ส่วนสิงโตก็ต้องไปบำบัด จะต้องไม่ใช้วิธีรุนแรงอีกแล้วเวลาทะเลาะกัน เป็นพี่จะไม่พยายามเซ้าซี้ให้เขาอยู่กับเรา เพราะพี่ว่ามันสมเหตุสมผลมากที่เขาจะมีอาการแบบนั้น เขารักตัวเอง” ในฝั่งของ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้มุมมองว่า “พอมันเกิด 2 ครั้ง มันไม่มีข้อแก้ตัวใด ๆ เพราะฉะนั้นตอนนี้เท่าที่คิดได้ก็คือ รอให้เขาย้ายออก แล้วก็ดูหลังจากนั้น เพราะพี่คิดว่ามันจะค่อย ๆ ห่างกันไป อยู่กันฉันสามีภรรยามา 4 ปี แล้วอยู่ ๆ จะย้ายออก แต่ยังคงความสัมพันธ์หรือสถานะเดิมไว้ พี่ยังคิดไม่ออก ถามว่าเป็นไปได้ไหม ก็เป็นไปได้ แต่พี่ฟังแล้วเหมือนมันจะค่อย ๆ ห่างกัน แต่อีกทางหนึ่งที่สามารถแสดงความรับผิดชอบของเราเองได้ก็คือ เราไม่ต้องรอให้เขามาบอกเลิก เพราะเราทำเรื่องไม่ดี ถ้าเรารู้สึกผิดกับสิ่งที่เราทำจริง ๆ ก็ปล่อยเขาไปเจอชีวิตที่ดีกว่านี้ การคบกันจนไปถึงการลงไม้ลงมือซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันไม่ดีหรอก มันถือเป็นความสัมพันธ์ที่ Toxic ถามว่าทั้ง 2 คนจะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิมแบบสนิทใจได้ไหม พี่ว่ามันคงยากมาก การเป็นคู่ชีวิตกันไม่ควรทำร้ายร่างกายกันเลย ไม่ว่ากรณีไหนก็ตาม แล้วมันก็เกิดขึ้นซ้ำด้วย การที่เพื่อนเขาจะหาแฟนใหม่ให้ก็ดีแล้วแหละ พูดกันแฟร์ ๆ นะ คือมันดีทั้งเขาและเรา แต่ไม่ใช่ว่าความรักครั้งต่อไป พอทะเลาะกัน เขาแรงมา เราจะไปลงไม้ลงมือเขาอีกเพราะบอกว่าโดนยั่วยุ พี่ว่ามันใช้ไม่ได้แล้วล่ะ” ในส่วนของ ‘ดีเจต้นหอม’ ปิดจบไว้ว่า “นี่คือการซ้อมเลิก ว่าถ้าหากไม่อยู่ด้วยกันมันจะดีขึ้นไหม ฉะนั้นเป็นเรื่องบุญเก่าของสิงโตแล้วว่าทำมาดี ทำให้เขาคิดถึงแล้วตามกลับมาไหม แต่ถ้าที่ผ่านมาไม่ดีพอ เขาก็จะรู้สึกว่าการแยกกับสิงโตครั้งนี้โคตรสบายใจเลย ถูกแล้วที่ตัดสินใจออกมา ทำใจได้อย่างเดียว เพราะความผิดมันได้เกิดขึ้นแล้ว ตอนนี้คือรับผลของการกระทำ รอความเมตตาจากเขาอย่างเดียวว่าเขาจะกลับมาไหม ให้เทคนิคถ้าอยากให้เขากลับมา ไปหาหมอเพื่อเขา ผู้หญิงจะรู้สึกว่ามันได้รับการแก้ไข แต่อย่างที่บอกคือ รอ”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

03 ก.ค. 2026
แม่สามีมาช่วยดูแลหลานทำให้หนูไม่มีเวลาได้อยู่กับลูกเลยแถมจะพาลูกไปอยู่ต่างจังหวัดอีกหนูอยากเปลี่ยนไปจ้างน้าสาวมาเลี้ยงแทน แต่ก็ต้องใช้เงินหนูควรจัดการเรื่องนี้ยังไงดีคะ ‘คุณดาว’ (นามสมมติ) สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (1 กรกฎาคม 2569) ได้เข้ามาขอคำปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ ถึงปัญหาที่ว่าคุณแม่สามีมาช่วยเลี้ยงลูกให้ แต่กลับเอาไปเลี้ยงเองหมดจนทำให้คุณดาวที่เป็นแม่อึดอัด ‘คุณดาว’ อายุ 27 ปีได้เล่าว่า ในตอนแรกที่ท้องได้ตกลงกับสามีว่าจะให้คุณย่า (แม่สามี) มาช่วยเลี้ยงลูก เพราะคุณดาวทำงานประจำ แต่พอคลอดลูกออกมา สัญชาตญาณความเป็นแม่ทำให้คุณดาวอยากอยู่กับลูกและอยากเลี้ยงเอง จึงชวนคุณย่ามาเลี้ยงหลานที่บ้านตนเอง แต่คุณย่าอยู่ที่ต่างจังหวัดก็ไม่สะดวกที่จะย้ายมาอยู่ถาวร จึงตกลงมาช่วยเลี้ยงแค่ในช่วง 1 เดือนแรก เมื่อคุณย่ามาถึง กลับกลายเป็นว่าคุณย่าเลี้ยงลูกเองทั้งหมด จนคุณดาวแทบไม่ได้ดูแลลูกเลย เช่น พอคุณดาวจะขออาบน้ำให้ลูก คุณย่าก็ให้คุณดาวมาทำแค่ช่วงอาบน้ำ แต่หลังจากนั้นคุณย่าก็พาลูกไป หน้าที่ของคุณดาวเหลือแค่เพียงปั๊มนมและล้างขวดนม ยิ่งผสมกับฮอร์โมนคุณแม่หลังคลอดที่กำลังสวิง ทำให้คุณดาวร้องไห้กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ด้วยความที่เกรงใจคุณย่าและไม่กล้าพูดตรง ๆ จึงยังไม่ได้พูดอะไรออกไป ในฝั่งของสามีซึ่งเป็นมือใหม่ในการเลี้ยงลูกก็ไว้ใจให้คุณแม่ของตัวเองจัดการ เพราะเชื่อว่าคุณแม่จะช่ำชองกว่า แต่ความคิดเห็นในการเลี้ยงดูเด็กของคุณย่าก็เป็นแบบคนโบราณที่จะขัดกับคำแนะนำของหมอที่คุณดาวเชื่อ แต่ถึงอย่างนั้นคุณดาวก็ไม่กล้าที่จะแย้งหรือพูดอะไรออกไป เมื่อครบหนึ่งเดือนคุณย่าต้องกลับต่างจังหวัดไป คุณดาวมีความสุขมาก แต่พอถึงเวลาที่ต้องกลับไปทำงาน เวลานั้นจะไม่มีใครเลี้ยงลูก คุณดาวก็กลับมากังวลอีกครั้งเพราะคุณดาวไม่อยากให้คุณย่ามาเลี้ยงแล้ว และคุณดาวก็เริ่มรู้สึกกลัวที่จะเสียลูกไป กลัวว่าคุณย่าจะโน้มน้าวให้พาลูกไปอยู่ต่างจังหวัดด้วย คุณดาวจึงมีแผนที่จะจ้างน้าสาวของตัวเองที่กำลังว่างงานมาช่วยเลี้ยงลูกแทน เพราะนอกจากจะเป็นคนคุ้นเคยแล้ว ในฐานะนายจ้าง คุณดาวจะมีความกล้าในการสั่งงานและกล้าปฏิเสธมากกว่า แต่แผนนี้ก็ยังมีความไม่แน่นอน เพราะได้คุยกับน้าสาวไว้แค่เบื้องต้น และยังไม่ได้ตกลงเรื่องเงินเดือนกันอย่างชัดเจน คุณดาวจึงกังวลว่าถ้าระหว่างนี้น้าสาวได้งานประจำทำไปก่อน แล้วต้องลางานมาเพื่อช่วยเลี้ยงหลาน ก็อาจจะกลายเป็นปัญหาตามมาในอนาคตได้อีก ซึ่งปัญหาคือ สามีอยากให้คุณแม่มามีส่วนร่วมในการเลี้ยงลูก และต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย โดยการเสนอเงื่อนไขว่าเดือนไหนคุณย่ามาเยี่ยมก็ไม่ต้องจ้างน้าสาว เดือนไหนคุณย่าไม่มาค่อยจ้าง ซึ่งคุณดาวมองว่าแผนนี้ใช้ไม่ได้ เพราะจะกลายเป็นปัญหาในการว่าจ้าง และเรื่องเงินเดือนของน้าสาวในอนาคต อีกทั้งคุณดาวเองก็ไม่แฮปปี้ที่จะให้คุณย่ามาช่วยเลี้ยงลูก แต่ก็ยังคงไม่กล้าพูดตรง ๆ ทำให้รู้สึกสับสนและอึดอัดใจมาก ๆ เริ่มด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเผือก’ ว่า “คุณดาวต้องเริ่มแสดงออกจากสิ่งที่รู้สึกก่อน ยิ่งผสมกับฮอร์โมนคุณแม่หลังคลอดด้วยแล้ว ยิ่งควรบอกความรู้สึกออกมาตรง ๆ แค่ครอบครัวขนาดเล็ก แค่พ่อแม่ลูกก็มีเรื่องให้จัดการเยอะแล้ว หากมีคนอื่นมาเพิ่มจะยิ่งมากความ ดังนั้นสามีควรจะเป็นตัวกลางในเรื่องนี้ให้ชัดเจนที่สุด ต้องคุยกับสามีให้รู้เรื่องก่อน เพราะตอนนี้เหมือนยังไม่มีใครรับรู้ความรู้สึกของคุณดาวเลย บอกสามีก่อนแล้วดูว่าเขาจะทำอย่างไร เราในฐานะพ่อแม่ควรมีสิทธิ์มากที่สุดที่จะกำหนดทิศทางการเลี้ยงลูก” ต่อด้วย ‘ดีเจเติ้ล’ ที่เสริมว่า “ตอนนี้คุณดาวไม่กล้าทำอะไรเลย ถ้าคุณย่ามาเลี้ยงก็คือมาช่วย ไม่ใช่มาแทนในบทบาทแม่ แต่เพราะคุณดาวไม่รู้ว่าถ้าพูดไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ก็เลยเลือกที่จะไม่พูด มันจึงไม่ถูกสื่อสารออกมา” ดีเจเติ้ลจึงแนะนำให้คุณดาวรวบรวมความกล้าและสื่อสารความต้องการของตนเองออกมาก่อน เพื่อตกลงกันให้ชัดเจนว่าจะเอาอย่างไรต่อไป ปิดท้ายที่ ‘ดีเจต้นหอม’ ที่สนับสนุนคำแนะนำทั้งหมดว่า “คุณดาวต้องมีความเด็ดขาดและกล้าที่จะสื่อสารออกไป ดีลกับน้าสาวเลยว่าเริ่มงานเดือนนี้นะ แล้วเราก็แค่บอกทุกคนว่า เดี๋ยวเดือนนี้น้าจะมาเลี้ยงแล้วนะ ถ้าแม่คิดถึงหลานแม่ก็มาเล่นกับหลานได้เลย (ไม่ต้องสลับจ้างน้าและให้ย่าเลี้ยง เพราะน้าก็อาจจะต้องการงานที่มั่นคง) ไม่มีปัญหาเลย กลั้นใจพูดออกไป เพื่อความสบายใจของตัวเองในระยะยาว”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin
![เรื่องเล่าจากคุณมิ้น หัตถา ‘เพื่อนจากโซเชียล’ l อังคารคลุมโปง X มิ้น หัตถา [7 ก.ค.69]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/74f78d17-7c61-4565-ad49-363914664d0e.jpeg)
14 ก.ค. 2026
“พี่หนูกลัว พวกมันมีปืน” คำพูดถูกส่งมาจากเด็กวัย 14 ที่หนีออกจากบ้านไปอยู่กับแฟน สิ้นสุดข้อความนั้นก็ติดต่อเธอไม่ได้อีก ผ่านไป 4 วันกลับได้รับข้อความว่า “หนูได้กลับบ้านแล้ว ต่อจากนี้ไม่ต้องห่วงหนูแล้วนะ” เป็นข้อความที่ไม่สามารถตอบกลับได้ เช้าวันถัดมากลับได้ข่าวว่า “น้องเสียชีวิตไปแล้ว” ใครติดต่อเธอมากันแน่? เบื้องหลังข้อความเหล่านั้นมีอะไรเกิดขึ้น! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X มิ้น หตถา [ 7 กรกฎาคม 2569 ]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เพื่อนจากโซเชียล’ ‘คุณมิ้น หัตถา’ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวประสบการณ์ตรงจาก ‘น้องมาย’ ซึ่งเป็นน้องสาว เรื่องราวเมื่อปี 2557 ในช่วงนั้นมีแอปพลิเคชันหาคู่ชื่อดังอยู่แอปหนึ่ง หน้าตาแอปเป็นไอคอนรูปผึ้งสีเหลือง ซึ่งน้องมาย ก็เล่นหาเพื่อนคุยตามปกติ จนกระทั่งได้เข้าไปในกลุ่มหาเพื่อนพูดคุยสนุก ๆ กลุ่มหนึ่ง และได้รู้จักน้องคนหนึ่งให้นามสมมุติว่า ‘น้องแนท’ โดยน้องเป็นทอมที่ชอบมาคุยเล่น และบ่นระบายในกลุ่มบ่อย ๆ ว่า ‘จะต้องทำอย่างไรให้ที่บ้านยอมรับ’พอคุยกันไปเรื่อย ๆ น้องแนทก็รู้สึกว่าน้องมาย เป็นที่ปรึกษาที่ดี จึงตัดสินใจทักไลน์มาคุยส่วนตัว เพื่อปรึกษาว่า “จะต้องทำอย่างไรให้พ่อยอมรับ” ด้วยที่ว่าบ้านน้องแนทเป็นคนใต้ เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วยังคงแอนตี้ LGBT คุณพ่ออยากจะให้น้องแนทเป็นผู้หญิง อยากให้แต่งงาน พ่อของน้องมีความฝันอย่างนั้น ซึ่งน้องแนทก็ได้เล่าว่า ถึงแม้เจ้าตัวจะเรียนได้เกรด 3.5 ขึ้นไป ได้เป็นนักกีฬาโรงเรียน แถมเป็นนักดนตรีด้วย เรียกได้ว่าเป็นคนเก่ง แต่คุณพ่อยังคงไม่ยอมรับอยู่ดี จนเมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ น้องแนทก็โทรมาเล่าว่า เจ้าตัวมีแฟนแล้วนะ โดนได้แฟนจากแอปนี้นี่แหละ ในตอนนั้นน้องแนทกำลังอยู่ในช่วงที่ตัดสินใจว่าจะย้ายไปอยู่กับแฟน ซึ่งในตอนนั้นน้องแนทอายุเพียงประมาณ 14 ปี ยังเรียนไม่จบม.3 ด้วยซ้ำ ในขณะแฟนน้องแนทอายุได้ 20 ปีแล้ว อายุห่างกันราว 5 ปี หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ไม่ได้พูดคุยอัปเดตเรื่องราวกัน จนเมื่อเวลาผ่านไปประมาณเกือบเดือน น้องแนทก็ทักมาบอกว่า “หนีออกจากบ้าน ไปอยู่กับแฟนที่ภาคกลางแล้ว” น้องมายจึงถามว่าเกิดอะไรขึ้น พ่อไม่ว่าหรือ เจ้าตัวจึงเล่าว่า มีปากเสียงกับคุณพ่อ เพราะเขาไม่อยากให้มีแฟนเป็นผู้หญิง และไม่ยอมรับในตัวน้องแนท เจ้าตัวจึงตัดสินใจไม่เรียนต่อ พร้อมทั้งหนีออกมาเลย โดยในตอนนั้นเจ้าตัวก็ทำงานอยู่ในมินิมาร์ตแห่งหนึ่งในภาคกลาง ซึ่งแฟนเป็นคนฝากงานให้เพราะน้องแนทยังอายุไม่ถึง เจ้าตัวเล่าเสริมว่าพอไปทำงานชีวิตดีมาก เมื่อได้เงินมาก็ให้แฟนเก็บ และแฟนก็ให้เงินใช้ด้วย ทางด้านน้องแนทก็หายไปอีกระยะหนึ่ง แต่จะทักมาหาเรื่อย ๆ ด้วยความถี่ประมาณ 1 - 2 อาทิตย์ครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งน้องแนททักมาเล่าเรื่องที่ไปรู้มาว่าแฟนเก่าของแฟนเป็นผู้ชายที่มีอิทธิพล และแฟนเก่าไม่ชอบทอมเอามาก ๆ หลังจากเล่าเรื่องนี้น้องแนทก็หายไปเงียบไปอีกครั้งหนึ่งก่อนที่ต่อมาจะทักมาหาว่า ‘หนูกลัวทำอย่างไรดี อยู่ที่ห้องน้ำในผับ และเขากำลังจะกระทืบหนู’ โดยที่น้องแนทไม่ได้บอกพิกัด และหายไปเลย น้องมายจึงพยายามติดต่อกลับไป จนระยะเวลาผ่านไปประมาณ 1 อาทิตย์ พอติดต่อได้น้องแนทก็โทรมาเล่าให้ฟังว่า วันนั้นเจ้าตัวไปดื่มสังสรรค์กันที่ผับ และบังเอิญเจอแฟนเก่าของแฟนมาเที่ยวด้วย พอเจอกันฝ่ายชายก็เขม่นมองหน้า น้องแนทจึงตัดสินใจว่าจะกลับก่อน เลยแวะเข้าห้องน้ำก่อนกลับ แต่เมื่อทำธุระเสร็จก็เห็นว่าผู้ชายดักรออยู่หน้าห้องน้ำ ถึงแม้แอบในห้องน้ำก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะในท้ายที่สุดก็ต้องออกมาอยู่ดี น้องแนทได้ถ่ายรูปส่งมาว่าถูกทำร้าย ทั้งอก มือ แขน ขา มีแต่รอยช้ำ บนหน้าปูด มีรอยเลือด และปากแตก น้องมายจึงถามว่าไปหาหมอหรือยัง ข้างในร่างกายบอบช้ำไหม เป็นอะไรหรือเปล่า แต่น้องแนทกลับบอกว่าไม่มีตังค์ พอน้องมายเสนอที่จะโอนค่ารักษาพยาบาลให้ด้วยความสงสาร น้องแนทก็เลือกที่จะปฏิเสธและขอบคุณน้ำใจของเธอจากนั้นน้องแนทก็หายไปอีกประมาณเกือบเดือน และทักกลับมาบอกว่า “พี่หนูอาจจะไม่ได้คุยกับพี่บ่อยนะเพราะแฟนขี้หึงมากไม่ให้คุยกับใครเลย” น้องมายก็ตอบกลับไปว่า “โอเคแต่ต้องดูแลตัวเองนะ และอยากให้เปลี่ยนใจกลับไปเรียนให้จบอย่างน้อยก็ ม.3 จะไปเริ่มทางไหนต่อก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยเรียนให้จบม.3” แต่น้องแนทก็ได้ยืนยันว่า “เขาเลือกแล้ว” และน้องแนทก็หายไปเป็นเวลาสิบกว่าวันครั้งนี้น้องแนท ได้ทักกลับมาอีกครั้งหนึ่งพร้อมกับข้อความว่า “พี่หนูกลัว” โดยในครั้งนี้น้องแอบอยู่หลังมินิมาร์ตในป่ากก พร้อมทิ้งข้อความสุดท้ายไว้ว่า “พวกมันมีปืน” ตอนนั้นน้องมายเริ่มใจไม่ดีแล้ว บอกให้เจ้าตัวส่งพิกัดมา เธอจะแจ้งตำรวจให้ และพยายามส่งข้อความเพื่อขอเบอร์ติดต่อที่บ้านของน้องแนท พยายามทั้งส่งข้อความและโทรเบอร์ แต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้ เมื่อเวลาผ่านไปอีกประมาณ 4 วัน น้องแนทก็ได้ติดต่อกลับมาช่วงเวลาประมาณเที่ยงคืนว่า “หนูได้กลับบ้านแล้ว ต่อจากนี้ไม่ต้องห่วงหนูแล้วนะ” น้องมายจึงรีบถามกลับไปว่า น้องแนทเป็นอย่างไรบ้าง วันนั้นหนีไปได้อย่างไร เล่าให้ฟังหน่อย แต่ข้อความทั้งหมดกลับส่งไม่ไป พอโทรไปก็ไม่มีสัญญาณตอบรับ น้องมายจึงคิดว่าไปต่าง ๆ นานาว่าหรือแนทโดนจับตัวไป และถูกบังคับให้ส่งข้อความจะได้ไม่มีคนห่วง ด้านน้องมายพยายามติดต่อไปหาทั้งคืน ในรุ่งเช้าวันถัดมา เวลาโดยประมาณ 8 โมงเช้า เบอร์โทรศัพท์ของน้องแนทก็ได้ติดต่อกลับมา มายจึงรีบรับสายและถามด้วยความเป็นห่วงว่า น้องแนทเป็นอย่างไรบ้าง กลับบ้านมาได้อย่างไร ใครมาช่วยไว้ ได้โทรบอกพ่อไหม แจ้งตำรวจกับตำรวจคนไหนไป แต่เสียงที่ตอบกลับมาเป็นเสียงผู้ชาย พร้อมทั้งถามกลับมาว่า “เธอเป็นใคร” น้องมายไม่ได้ตอบ แต่เลือกถามกลับว่า“คุณเป็นใคร มาใช้เบอร์น้องแนทได้อย่างไร รู้ไหมว่าเจ้าของเบอร์กำลังอยู่ในอันตราย คุณเป็นใครเป็นคนช่วย หรือเป็นคนที่ทำร้าย”ปลายสายเงียบไปสักพัก ก่อนจะถามกลับมาว่า “เธอรู้จักแนทได้อย่างไร” มายได้ตอบไปว่า “เป็นรุ่นพี่ที่รู้จักผ่านแอป และคอยให้คำปรึกษากับน้องแนทมาตลอด” ชายคนนั้นพูดขึ้นมาว่า“น้องแนทตายแล้ว ตายเมื่อ 3-4 วันที่แล้ว”แต่ถึงอย่างนั้นน้องมายยังคงไม่เชื่อ เพราะมีข้อความส่งมาเมื่อคืน น้องมายได้แคปข้อความนั้นส่งไปในไลน์ของน้องแนท และเข้าไปคุยกันต่อในไลน์ ปลายสายจึงบอกว่าเป็นไปไม่ได้ เขาเป็นพี่ชายของน้องแนท และเป็นคนไปรับศพแนทจากชลบุรีลงมาที่บ้านเกิดเมื่อ 3 วันที่แล้ว น้องมายก็ยังคงไม่เชื่อคำพูดจากคนที่อ้างตัวว่าพี่ชาย เขาจึงส่งภาพน้องแนทที่นอนอยู่ในโลงในสภาพถูกยิงกลางศีรษะ และกลางอกไปให้ดู พี่ชายเล่าเหตุการณ์ว่า ป้าที่ขายของอยู่ในละแวกนั้นเห็นคนวิ่งไปแอบในป่ากก และหายไปเป็นเวลานานมาก พร้อมทั้งเห็นผู้ชายสองคนกำลังวิ่งไล่ตามหา ก่อนที่ผู้ชายพวกนั้นก็หายไป กระทั่งช่วงเวลาประมาณ 1 ทุ่ม เด็กคนนั้นเดินออกมา พร้อมทั้งเห็นไฟจากปืนที่ยิงออกมาดัง “ปั้ง ปั้ง” จากนั้นน้องก็ล้มลงเสียชีวิตคาที่ พี่ชายพยายามหาฆาตกร แต่ผู้คนแถวนั้นไม่มีใครบอกเลยว่าใครเป็นคนทำน้อง และสถานที่เกิดเหตุคือ ป่ากกไม่มีกล้องวงจรปิด อีกทั้งยังอยู่ในจังหวะชุลมุน ไม่มีอะไรที่สามารถบ่งบอกชัดเจนว่าใครเป็นคนยิงพี่ชายจึงนำโทรศัพท์ใส่ลงไปในโลงศพ พร้อมทั้งพูดกับร่างไร้วิญญาณของน้องแนทว่าให้ช่วยพี่หาฆาตกรในจังหวะนั้นน้องมายทักมา พี่ชายจึงคิดว่าน้องมายคือ แฟนน้องแนทที่หลอกไป แต่ไม่ใช่ ฝั่งพี่ชายจึงได้ขอรูป และรายละเอียดของแฟนน้องแนทจากน้องมาย เธอส่งรายละเอียดเกี่ยวกับแฟนน้องแนทไปให้คร่าว ๆ โดยพี่ชายบอกกับเธอว่าหากได้เรื่องอย่างไรจะโทรกลับมา จนผ่านไปอีกประมาณ 1 เดือน พี่ชายโทรกลับมาแจ้งข่าวว่า“จับได้คนร้ายได้แล้ว ฆาตกรยอมรับสารภาพว่า ในตอนที่ผู้หญิงคนนี้ที่มาคบกับน้องแนท เขาทั้งคู่ยังไม่ได้เลิก เพียงแค่ทะเลาะกัน และผู้หญิงไปคบน้องแนทเพื่อประชดเขาเท่านั้น เขาไม่พอใจจึงยิงน้องแนทเลย”ส่วนตัวน้องมายไม่รู้จักผู้หญิงคนนั้นเป็นการส่วนตัว เพียงแค่รู้จักจากการที่น้องแนทเคยส่งรูปมาให้ดูเท่านั้น แต่สิ่งที่ยังคงเป็นปริศนาต่อไปคือ ใครเป็นคนส่งข้อความหาน้องมายกันแน่? ทำไมในห้องแชทเครื่องของน้องแนทไม่มีข้อความเหล่านั้นเลย ด้านคุณมิ้นสามารถยืนยันได้ว่ามีข้อความดังกล่าวจริง ในคืนที่น้องแนททักมาบอกว่าปลอดภัยคุณมิ้นก็อยู่กับน้องมาย และได้เห็นข้อความ แต่ในเครื่องของน้องแนทพี่ชายกลับไม่พบข้อความใด ๆ เลย(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)
![เรื่องเล่าจากคุณตาล ‘ห้อง 415’ l อังคารคลุมโปง X มิ้น หัตถา [7 ก.ค.69]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/11917da9-358e-4da0-b57b-75c3b7c61163.jpeg)
11 ก.ค. 2026
เมื่อเธอเจอเหตุการณ์ประหลาดหลายครั้ง และได้ยินเสียงกรี๊ดสุดทรมานดังก้องภายในห้องพัก ที่เธอไปเที่ยวพักผ่อนคนเดียว ก่อนที่จะรู้ความจริงสุดช็อก จากคุณลุงคนขับรถว่าห้องนั้นมันเคยมีคนถูกฆ่าตาย!เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X มิ้น หัตถา [7 ก.ค.69]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’‘ดีเจโซเซฟ’ และ ‘ดีเจมดดำ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ห้อง 415’ เรื่องราวนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ ‘คุณตาล’ มักจะเดินทางไปเที่ยวคนเดียวเป็นประจำ และไม่เคยนึกถึงเรื่องลี้ลับใด ๆ เลย จนได้เดินทางไปที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่ก่อนที่จะเริ่มทริปนี้ก็มีเรื่องให้เอ๊ะหลายครั้งมาก เริ่มจากไถฟีดโซเชียลก็เจอโพสต์แชร์ประสบการณ์หลอนตามโรงแรมเด้งขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่ปกติเธอไม่ได้สนใจคอนเทนต์แนวนี้เลย เมื่อไปถึงเธอก็เรียกใช้บริการรถรับส่งที่ติดต่อตั้งแต่จองโรงแรมเอาไว้ คนขับที่มารับก็เป็นคุณลุงสูงวัยที่เล่าว่า เคยเป็นตำรวจมาก่อน และด้วยความที่คุณลุงขับรถดี สุภาพเรียบร้อย ไม่พูดมาก คุณตาลจึงนัดคุณลุงมาขับรถเที่ยวในวันถัดไป ตอนเจ็ดโมงเช้า เมื่อถึงโรงแรมก็มีพนักงานของโรงแรมมาช่วยลากกระเป๋าพาไปส่งที่ห้องพักชั้น 4 แต่ความเอ๊ะที่สองก็เกิดขึ้น เมื่อลิฟต์ดันไปเปิดที่ชั้น 3 ก่อน ทั้งที่ไม่มีใครกด ยิ่งตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ 11 โมงเช้า แต่ภาพที่คุณตาลเห็นคือ ชั้น 3 ที่มืดสนิท พนักงานโรงแรมก็มองหน้าคุณตาลยิ้ม ๆ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรก่อนที่ลิฟต์จะปิด และไปต่อที่ชั้น 4พอถึงชั้น 4 สภาพทางเดินมีปูพรมสีกรมท่าที่ดูเก่ามาก และผ่านการใช้งานมาเยอะ และมีฟูกที่นอนเก่า ๆ วางเกะกะตามทาง โดยทางเดินมีลักษณะเป็นรูปตัวแอลยาว ซึ่งห้องของคุณตาลเป็นห้องเลขคี่ที่อยู่สุดทางเดินขวามือพอดี เมื่อเปิดประตูเข้าไป เธอก็สำรวจความเรียบร้อยทั้งใต้เตียง ห้องน้ำ และก็มีราวเหล็กเอาไว้แขวนเสื้อผ้าโดยไม่มีตู้เสื้อผ้าภายในห้อง พอเธอสำรวจทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวออกจากห้องเพื่อหาข้าวกิน และให้ทิปกับพนักงานที่ช่วยลากกระเป๋าขึ้นมาให้ แต่เอ๊ะที่สามก็เกิดขึ้นอีกตอนที่เธอกำลังจะปิดประตูห้อง จู่ ๆ ก็มีลมพัดวูบเข้ามาที่ท้ายทอย เลยเงยหน้ามองบนฝ้าเผื่อมีช่องแอร์แต่ก็ไม่มี คุณตาลจึงพยายามไม่คิดอะไร และเดินทางไปอีกโรงแรมอีกที่ที่ขึ้นชื่อเรื่องลี้ลับ ระหว่างที่นั่งแท็กซี่กลับก็แกล้งถามคนขับว่าโรงแรมนี้มีผีจริงมั้ย แท็กซี่ก็บอกไม่มีหรอก เขาเป็นนักร้อง และมารับงานที่นี่บ่อยก็ไม่เจออะไร จึงถามเพิ่มอีกว่าโรงแรมที่คุณตาลพักอยู่ตอนนี้ที่กำลังจะไปส่งมีผีมั้ย เขาก็ยืนยันเสียงแข็งอีกรอบว่าไม่มีเช่นเดียวกัน หลังจากที่คุณตาลกลับมาถึงห้องพัก ขณะที่กำลังนั่งเสิร์ชหาที่เที่ยวต่อ จู่ ๆ ก็มีเสียงกรี๊ดดังขึ้นมา มันเป็นเสียงร้องที่ดูทุรนทุราย และทรมานสุด ๆ ที่สำคัญคือ เหมือนเสียงมาจากภายในห้อง ไม่ใช่ข้างถนนหรือข้างนอก ทั้งที่ห้องพักมันติดถนน บรรยากาศในตอนนั้นมันเงียบมากจนเหมือนทีวีโดนตัดสัญญาณแต่ยังเปิดอยู่ คุณตาลกลัวมากเลยโทรลงไปที่ ฟรอนต์ของโรงแรมให้พนักงานขึ้นมาดูหน่อย แต่พนักงานก็ยืนยันว่าไม่มีอะไรผิดปกติ แต่เพราะเธอกลัวมาก ๆ จึงรีบโทรหาเพื่อนให้เพื่อนช่วยหาโรงแรมใหม่ให้หน่อย และรีบเก็บของเพื่อเช็คเอาท์หนีเลย พร้อมกับโทรเรียกคุณลุงคนขับเมื่อตอนเช้าให้มารับจนเมื่อเธอเก็บของเสร็จก็ยังไม่มีพนักงานคนไหนขึ้นมาดูเลยจนเพื่อนเธอหาโรงแรมใหม่ให้ได้เลย จึงโทรบอกให้พนักงานมารับพาลงไปให้หน่อย เพราะไม่กล้าออกไปเองคนเดียว คืนนั้นหลังจากที่มาถึงโรงแรมที่ใหม่เธอก็ดื่มเบียร์จนหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ จนเช้าวันรุ่งขึ้นที่เธอนัดกับคุณลุงคนขับรถเอาไว้ตอน 7 โมงเช้าก็มารับ และคุณลุงก็ถามเธอว่าทำไมถึงย้ายโรงแรมล่ะ โรงแรมเก่ามันไม่ดีหรอ คุณตาลเลยบอกไปตรง ๆ เลยว่า “หนูเจอผี” เมื่อจบประโยคนั้นคุณลุงก็เบรกรถทันที คุณลุงเลยเล่าว่า เมื่อวานจะเล่าให้ฟังอยู่แล้วแต่เพราะคุณตาล มัวแต่เล่นโทรศัพท์จึงไม่ได้เล่าความจริงคือ งานสุดท้ายของคุณลุงคือ ตำรวจ และงานนั้นคือไปเก็บศพที่โรงแรมนั้น เป็นคดีที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเรียกผู้หญิงบริการมาที่ห้อง แต่เกิดการทะเลาะทำร้ายร่างกายผู้หญิงจนเสียชีวิต และห้องที่เกิดเหตุก็คือ “ห้อง 415” ซึ่งห้องที่คุณตาลเข้าไปพักก็คือ “ห้อง 415” ที่เป็นห้องเดียวกันกับห้องที่เกิดเหตุฆาตกรรมพอดี(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)
![เรื่องเล่าจากคุณรัก ‘เรื่องเล่าบนเถียงนา’ l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 30 มิ.ย.2569 ]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/465ce90a-c2bf-4589-a968-36cf84c1b134.jpeg)
04 ก.ค. 2026
ใครจะไปคิดว่าการแวะทักทายคนรู้จักหน้าหมู่บ้าน จะกลายเป็นเรื่องราวสุดสยองที่ไม่มีใครคาดคิด! เมื่อเขาได้ฟังเรื่องเล่าเฉียดตายจาก ‘ผีแม่ม่าย’ จนจบ แต่พอเขาเดินกลับบ้านก็ได้รู้ความจริงว่าคนที่พึ่งแวะคุยมาตายไปหลายปีแล้ว แล้วคนที่เล่าเรื่องให้เขาฟังเมื่อกี้คือใครกันแน่ ?เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 30 มิ.ย.2569 ]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เรื่องเล่าบนเถียงนา’ เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ ‘คุณม้ง’ เดินทางกลับบ้านในช่วงเทศกาลปีใหม่ หลังจากที่ไม่ได้กลับบ้านมาหลายปี ทันทีที่รถบขส. ถึงที่หมาย ระหว่างทางที่กำลังเดินเข้าหมู่บ้าน คุณม้งก็บังเอิญเจอกับ ‘พี่ตั้ม’ คนรู้จักในหมู่บ้านกำลังนั่งเล่นอยู่ตรงทางเข้าหมู่บ้านพอดี ด้วยความที่ไม่ได้เจอกันนาน คุณม้งเลยแวะเข้าไปทักทาย “พี่ตั้ม สบายดีมั้ยพี่?” พี่ตั้มก็ตอบกลับมาตามปกติ ถามไถ่กลับมาว่ากลับมาเยี่ยมบ้านหรอ ก่อนที่จะชวนคุณม้งนั่งคุยด้วยกัน แล้วพี่ตั้มก็เปิดบทสนทนาขึ้นมาว่า“จำโต้งได้มั้ย? พี่มีเรื่องของโต้งมาเล่าให้ฟัง”พี่ตั้มเล่าให้ฟังว่า หลังจากที่ตัวแกเองพึ่งกลับมาจากต่างประเทศ พ่อแม่ก็ใช้ให้เขาไปนอนเฝ้านาข้าวตรงเถียงนา เพราะกลัวว่าจะมีคนมาขโมยข้าว คืนนั้นพี่ตั้มเลยได้เจอกับ ‘โต้ง’ ที่มาเฝ้านาเหมือนกัน คุยไปคุยมาจนได้รู้ว่าตอนนี้โต้งเองก็มีแฟนแล้ว แถมแฟนยังหน้าตาดีมาก เป็นชาวบ้านแถวนี้แต่ไม่รู้ว่ามาจากหมู่บ้านไหน หลังจากนั้นแฟนของโต้งก็พาเพื่อนผู้หญิงหน้าตาดีอีกหลายคนมานอนเล่นที่เถียงนาด้วยกัน และด้วยความที่ตั้มยังโสดอยู่ เลยแกล้งถามไปว่าเพื่อนของแฟนมีใครยังโสดบ้างมั้ย ซึ่งได้คำตอบกลับมาว่ายังโสดอยู่ทุกคน ตั้มเลยขอจีบในทันที คืนแรกทั้งกลุ่มก็นั่งคุยกันไปเพลิน ๆ จนตั้มเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ พอตื่นเช้ามาสาว ๆ ทั้งหมดก็หายไปหมดแล้ว ตั้มจึงคิดว่าพวกเธอทั้งหมดคงกลับเข้าบ้านกันไปตอนเช้าแล้ว พอเข้าคืนที่สอง เหล่าสาว ๆ ก็กลับมาหาที่เถียงนาอีกครั้ง แต่คราวนี้ตั้มก็เอะใจว่าเมื่อคืนตัวเองหลับไปตั้งแต่ตอนไหน คืนนี้เลยตั้งใจจะอยู่คุยกับสาว ๆ ยันเช้าไปเลย แต่คุยไปคุยมาก็เผลอหลับไปอีกจนได้ เช้าวันต่อมา ตั้มตื่นขึ้นมาแล้วหันไปเห็นโต้งนอนนิ่งสนิทอยู่บนเถียงนา ปลุก และเขย่าเท่าไหร่ก็ไม่ยอมตื่น จนตั้มเริ่มใจคอไม่ดีเลยรีบวิ่งเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อตามหาคนมาช่วยดู แต่คำตอบที่ได้รับจากชาวบ้านทำเอาตั้มกลับช็อกกว่าเดิม ชาวบ้านบอกว่าโต้งตายไปหลายวันแล้วนะ !”ซึ่งตั้มก็เถียงว่าจะเป็นไปได้ยังไง ในเมื่อเขาพึ่งนั่งคุยกับโต้งมาสองคืนเต็ม ๆ ชาวบ้านเลยอธิบายให้ฟังว่าโต้งพึ่งเสียชีวิตจากอาการ ‘ไหลตาย’ และเหล่าผู้หญิงที่ตั้มเห็นก็ไม่ใช่คน แต่เป็น ‘ผีแม่ม่าย’ ที่มาเอาชีวิตผู้ชายในหมู่บ้านไปหลายคนแล้ว ช่วงที่ผ่านมาในหมู่บ้านเจอดีกันหมด ตกกลางคืนไม่มีใครกล้าออกไปนอนที่เถียงนาเลย ผู้ชายทุกคนต้องเอาปลัดขิกมาแขวนไว้หน้าบ้าน และต้องแต่งหน้าทาปากให้เหมือนผู้หญิงเพื่อหลอกผีแม่ม่าย เพราะตกดึกจะมีเสียงผู้หญิงมาตะโกนเรียกหน้าบ้าน ถ้าใครเผลอขานรับ คืนนั้นจะหลับ และไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย แต่ความซวยของโต้งคือ โต้งไม่ได้อยู่บ้านจึงไม่รู้เรื่องที่ชาวบ้านเตือนกัน พอตกดึกแล้วออกไปนอนที่เถียงนาจึงโดนเรียก และตามพวกผีแม่ม่ายไป ส่วนตั้มก็รอดมาได้หวุดหวิดเพราะคืนนั้นพวกสาว ๆ ก็ชวนตั้มกลับบ้านไปด้วยกันแล้วแต่ตั้มปฏิเสธไป ไม่อย่างนั้นสภาพก็คงไม่ต่างกับโต้ง หลังจากพี่ตั้มเล่าเรื่องสุดหลอนจบ คุณม้งก็เตรียมตัวจะเดินเข้าบ้าน เลยชวนพี่ตั้มให้เดินเข้าไปด้วยกัน แต่พี่ตั้มก็ปฏิเสธพร้อมบอกว่า “ไม่เป็นไร เอ็งไปเถอะ แต่ฝากความคิดถึงให้พ่อแม่เอ็งด้วยนะ” คุณม้งก็งงว่าอยู่หมู่บ้านเดียวกันแท้ ๆ จะฝากความคิดถึงไปทำไม ทำไมไม่เข้าไปทักทายเอง แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากจึงเดินกลับเข้าบ้านเพียงคนเดียว พอถึงบ้านแม่คุณม้งก็ทักว่าทำไมมาถึงบ้านช้า ทั้ง ๆ ที่รถบขส. มาถึงตั้งนานแล้ว คุณม้งเลยเล่าให้ฟังว่า “พอดีแวะนั่งคุยกับพี่ตั้ม ลูกของยายข้างบ้านอยู่ตรงทางเข้าหมู่บ้านนี่เอง” แต่พอแม่ฟังจบก็พูดว่า“เอ็งจะบ้าหรอ ไอ้ตั้มมันตายไปหลายปีแล้ว !” ซึ่งความจริงก็คือ ตั้มไปทำงานที่ต่างประเทศ และได้เสียชีวิตลงด้วยอาการ ‘ไหลตาย’ ที่ต่างประเทศ และเพราะเสียชีวิตนอกเมืองไทย ทำให้ศพของตั้มยังไม่ได้ถูกส่งกลับมาที่ไทย เรื่องราวทั้งหมดจึงเป็นคุณม้งโดนตั้มที่เป็นผี มาเล่าเรื่องผีโต้งให้ฟัง หลอกซ้อนหลอก แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือ คุณม้งเจอตั้ม และนั่งคุยกันตอนกลางวันได้ปกติเลย(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)
![เรื่องเล่าจากคุณเอก ตายเเน่ ‘คุณไสยจากข้างบ้าน’ l อังคารคลุมโปง X เอก ตายแน่ [ 23 มิ.ย.2569 ]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/95ec67c4-fa21-480d-b18f-9718e8de0f1d.jpeg)
01 ก.ค. 2026
“ถ้ามึงไม่กิน เดี๋ยวมึงรู้” คำขู่จากคุณป้าข้างบ้านที่เคยสุภาพเรียบร้อย แท้จริงแล้วในบ๊ะจ่างที่เธอยัดเยียดให้กินมีอะไรซ่อนอยู่? เมื่อคำเตือนจากบ้านตรงข้ามเริ่มกลายเป็นความจริง เสียงสวดบทประหลาดดังจากบ้านคุณป้าในยามวิกาล คืนวันที่เธอบุกเข้ามารื้อถังขยะ และคลานสี่ขาพุ่งเข้ามา… เธอต้องการอะไรกันแน่? เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เอก ตายแน่ [ 23 มิถุนายน 2569 ]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘คุณไสยจากข้างบ้าน’ ‘คุณเอก ตายแน่’ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวประสบการณ์ตรงจากคนรู้จักที่ชื่อ ‘พี่ต่อ’ ปัจจุบันอาศัยอยู่แถวนนทบุรี แต่ก่อนหน้านี้เป็นคนกรุงเทพฯ และคบกับแฟนที่ชื่อ ‘พี่สุ’ หลังจากคุณแม่เสียชีวิต และทิ้งมรดกเป็นทาวน์เฮาส์เก่าในย่านคนจีนแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี ซึ่งก่อนเสียชีวิตคุณแม่ได้ขอให้พี่ต่อกลับไปดูแลบ้านหลังนี้ เพราะเคยอยู่ตั้งแต่เป็นสาว และด้วยทำธุรกิจตัดผ้ามีม้วนผ้าเก็บไว้เต็มบ้าน หลังจากแบ่งมรดกกับพี่น้องทั้งสี่คนเรียบร้อย พี่ต่อจึงย้ายม้วนผ้าทั้งหมดไปไว้ที่ตึกเช่า ก่อนจะเข้ามาทำความสะอาดบ้านเพื่อเตรียมอยู่อาศัยกับพี่สุวันแรกที่ย้ายเข้ามาทั้งคู่ได้พบกับคุณป้าข้างบ้าน รูปร่างผอม ผิวเหลืองซีด สวมชุดอาม่า ดูสุภาพ และพูดจาเนิบช้า เมื่อพี่ต่อแนะนำตัวว่าเป็นลูกของแม่สี คุณป้าก็แสดงความเสียใจพร้อมฝากเนื้อฝากตัว เพราะอาศัยอยู่เพียงลำพัง และทำบ๊ะจ่าง น้ำเต้าหู้ เต้าทึง และเต้าฮวยขาย ก่อนที่พี่ต่อจะออกไปทำงานในกรุงเทพฯ คุณป้าได้กวักมือเรียก พร้อมยื่นบ๊ะจ่าง 2 ลูก และน้ำเต้าหู้ 2 ถุงมาให้ลองชิม ระหว่างนั้นมีคุณลุงบ้านตรงข้ามที่กำลังรดน้ำต้นไม้หันมามองด้วยสายตาแปลก ๆ ด้วยความที่พี่ต่อไม่ชอบกินบ๊ะจ่าง จึงเก็บไว้ในตู้กับข้าวแล้วออกไปทำงาน พอกลับมาตอนกลางคืนก็พบว่าบ้านคุณป้าปิดไฟมืด แต่ภายในกลับมีเพียงแสงไฟสีเหลืองไสวคล้ายแสงเทียน ส่วนน้ำเต้าหู้ที่ได้รับมาก็บูดเสีย พี่ต่อจึงนำไปทิ้งรวมถึงม้วนบ๊ะจ่างที่ไม่รู้ว่าเสียหรือไม่ไปทิ้งด้วย เช้าวันต่อมา คุณป้าก็ถามว่า “บ๊ะจ่างอร่อยไหมลูก” ด้วยที่ไม่อยากทำร้ายจิตใจคนแก่พี่ต่อจึงตอบไปว่า “อร่อยครับ น้ำเต้าหู้ก็อร่อย” คุณป้าจึงนำบ๊ะจ่างมาให้อีก 4 ห่อ เพราะเข้าใจว่าพี่ต่อชอบกิน ระหว่างนั้นคนบ้านตรงข้ามต่างซุบซิบ และหันมามองราวกับรู้บางอย่าง พี่ต่อจึงรับไว้ตามมารยาทด้วยความไม่อยากกินจึงนำไปวางไว้บนโต๊ะในครัวเหมือนเดิมแล้วออกไปทำงาน ก่อนออกไปคุณป้ายังตะโกนกำชับว่า “กินด้วยนะลูกบ๊ะจ่างน่ะ”เมื่อกลับมาตอนกลางคืน บ้านของคุณป้ายังคงมีเพียงแสงไฟสีเหลืองเหมือนเดิม คราวนี้ฝั่งบ้านตรงข้ามได้กวักมือเรียกพี่ต่อ พร้อมเตือนว่า...“อย่าไปคุยกับบ้านข้าง ๆ แกสติไม่ดี แกเล่นของ เล่นคุณไสย แล้วของที่แกให้มาก็อย่าไปกินเด็ดขาด”แม้พี่ต่อจะเชื่อเพียงครึ่งเดียว เพราะคุณป้าดูเป็นคนปกติ แต่เมื่อกลับเข้าบ้านก็ต้องตกใจ เมื่อพบว่าห่อบ๊ะจ่างบนโต๊ะถูกคุ้ยจนข้าวกระจุยกระจายน้ำเต้าหู้แตกเลอะเทอะ ทั้งที่ประตู และหน้าต่างทุกบานยังปิดสนิท พี่ต่อเริ่มรู้สึกแปลก ๆ ทั้งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และที่มีคนเตือนเรื่องข้างบ้าน อีกทั้งยังมีถุงบ๊ะจ่างถูกนำมาห้อยไว้หน้าประตูบ้านเพิ่มอีกหนึ่งถุง พี่ต่อจึงนำทั้งหมดไปทิ้ง และคิดว่าต้องพูดอะไรสักอย่างให้คุณป้ารู้ว่าไม่ชอบกิน ก่อนจะขึ้นไปนอน กลางดึกคืนนั้น! พี่ต่อลงมาเข้าห้องน้ำซึ่งอยู่ติดกับบ้านข้าง ๆ และได้ยินเสียงคุณป้าตะโกนสวดบทแปลก ๆ ที่ไม่ใช่บทสวดทั่วไป พี่ต่อเคยบวชเรียนมาก่อนจึงมั่นใจว่า นั่นไม่ใช่บทสวดที่คุ้นเคยทำให้เริ่มรู้สึกว่าคำเตือนของบ้านตรงข้ามอาจเป็นเรื่องจริงเช้าวันต่อมา มีช่างแอร์ 3 คนเข้ามาที่บ้าน คุณป้าเห็นจึงนำบ๊ะจ่างมาให้อีก 5-6 ห่อ บอกว่าเผื่อช่างแอร์ด้วย พี่ต่อรับไว้ด้วยความสงสาร จังหวะที่รับบ๊ะจ่างจากคุณป้า ขณะเดียวกับบ้านตรงข้ามก็จ้องมองมา และทำสายตาเสมือนว่า “บอกแล้วนะ ไม่เชื่อก็แล้วแต่” และพี่ต่อเองไม่ได้นำขนมให้ช่างเพราะสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ จึงเก็บบ๊ะจ่างไว้ที่โต๊ะกินข้าวเช่นเคย หลังจากช่างกลับไป พี่ต่อก็ม้วนบ๊ะจ่างทั้งหมดทิ้งในช่วงเที่ยง ขณะที่กำลังจะออกไปทำงาน คุณป้ายืนนิ่งอยู่ข้างกำแพงแล้วถามว่า “บ๊ะจ่างอร่อยไหม” พี่ต่อจึงตอบไปว่า “ครับ อร่อย” ทันใดนั้นคุณป้าตะโกนสวนกลับว่า “โกหก! ตอแหX! มึงไม่ได้แดX!” พี่ต่อก็ตกใจว่าป้ารู้ได้อย่างไร จึงตอบกลับไปว่าได้กินไปแล้วจริง ๆ เพราะอย่างไรป้าก็ไม่น่าจะรู้ และได้รีบพาพี่สุขึ้นรถขับออกจากบ้านทันที และเมื่อหันกลับไปมองผ่านกระจกหลังก็ยังเห็นคุณป้ายืนอยู่ที่เดิม พี่ต่อเองก็รู้สึกขนลุก ทุกอย่างแปลกประหลาดไปหมดเมื่อกลับมาถึงบ้านในตอนกลางคืน สิ่งที่ทำให้พี่ต่อขนลุกยิ่งกว่าเดิมคือ คุณป้ายังคงยืนอยู่ที่เดิมราวกับไม่เคยขยับไปไหนแม้จะไม่รู้ว่าแกเพิ่งกลับมายืน หรือยืนอยู่ตรงนั้นมาตลอดทั้งวันแล้ว ทั้งคู่เข้าบ้านไปทุกอย่างยังคงปกติ บ๊ะจ่างในถังขยะก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม เมื่อนึกขึ้นได้ว่าลืมล็อครั้วบ้านจึงรีบออกไปจัดการ ทันใดนั้นคุณป้าก็ตะโกนข้ามกำแพงมาว่า “ถ้ามึงไม่กิน เดี๋ยวมึงรู้” คุณป้าไม่เหมือนสุภาพเรียบร้อยในวันแรกอีกแล้ว หลังจากขึ้นไปนอนได้ไม่นาน พี่สุปลุกพี่ต่อ เพราะได้ยินเสียงกุกกักดังมาจากห้องครัว กลัวว่าจะเป็นโจร พี่จึงต่อคว้าไม้เบสบอลแล้วย่องลงไปดู อาศัยแสงไฟจากถนนที่ส่องเข้ามาในบ้าน ก็ได้คุณป้าข้างบ้านที่กำลังรื้อถังขยะในครัว และฉีกห่อบ๊ะจ่างจนกระจุยกระจาย จังหวะนั้นพี่ต่อถึงกับขาแข็งขนหัวลุก พี่ต่อรีบรวบรวมสติ และเดินจับมือพี่สุเข้าไปถามว่าป้ามาทำอะไรที่บ้านพวกเขา มารื้ออะไร ทันใดนั้นคุณป้าหันมามอง ก่อนจะลงคลานสี่ขาพุ่งเข้าหาพี่สุ พร้อมคว้าบ๊ะจ่างยัดใส่ปากพี่สุ และตะโกนว่า“มึงแดก! มึงแดก!”พี่ต่อต้องใช้แรงทั้งหมดลากตัวคุณป้าที่แม้จะผอมแห้งแต่กลับมีแรงมหาศาลออกมาหน้าบ้าน เพื่อนบ้านที่เห็นเหตุการณ์รีบเข้ามาช่วยกันจับตัวไว้ ก่อนจะแจ้งตำรวจ หลังจากนั้นก็ได้ติดต่อลูกชายและลูกสาวของคุณป้า ลูก ๆ แจ้งว่าคุณแม่ป่วยเป็นโรคทางจิตเวช พร้อมกล่าวขอโทษกับเหตุการณ์ทั้งหมด พี่ต่อเห็นใจจึงไม่ติดใจเอาความ ด้านพี่ต่อและพี่สุก็ตัดสินใจย้ายไปอยู่คอนโด เวลาผ่านไปกว่าหนึ่งปี ในช่วงการระบาดของโควิด-19 พี่ต่อทราบข่าวว่าคุณป้าข้างบ้านเสียชีวิตแล้ว จึงย้ายกลับมาอยู่ที่ทาวน์เฮาส์อีกครั้ง ส่วนบ้านของคุณป้าถูกเปิดให้เช่า แต่กลับไม่มีผู้เช่ารายใดอยู่ได้นาน ทุกคนต่างเห็นในเดียวกัน มักฝันเห็นคุณป้าในสภาพเปลือยกาย คลานสี่ขาเข้ามาหาในฝัน และยังได้ยินเสียงสวดปริศนาดังลอยอยู่ภายในบ้านอยู่เสมอ มีเพียงครอบครัวหนึ่งที่อยู่ได้นานกว่าหนึ่งปี ก่อนจะย้ายออกไปเพราะอยู่ไม่ได้ ขณะที่พี่ต่อซึ่งอาศัยอยู่บ้านติดกันกลับไม่เคยพบหรือรับรู้ถึงความผิดปกติใด ๆ เลย ทั้งนี้ในตอนที่รื้อบ้านออกก็มีการทำพิธีในบ้านหลังนี้ด้วย สิ่งนี้อาจยืนยันได้ว่าบ้านหลังนี้อาจมีบางสิ่งที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถพิสูจน์ได้…“จากคำเตือนเรื่องคุณไสยในวันแรก ไปจนพฤติกรรมคลานสี่ขา บทสวดไม่ทราบที่มา และเหตุการณ์ประหลาดที่ยังคงเกิดขึ้นกับผู้เช่าหลังจากคุณป้าเสียชีวิต ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า สิ่งที่คุณป้าพยายามยัดเยียดให้พี่ต่อกินในวันนั้น อาจไม่ใช่เพียงบ๊ะจ่างธรรมดา แต่มีบางสิ่งบางอย่างแฝงอยู่ด้วยก็เป็นได้..”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)
![เรื่องเล่าจากคุณเป็ดน้อยลูกหมอผี ‘ทำไมไม่ช่วยผม’ l อังคารคลุมโปง X เอก ตายแน่ [ 23 มิ.ย.2569 ]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/7ea39f63-c346-406b-b591-052acc5efa67.jpeg)
28 มิ.ย. 2026
เรื่องราวที่สะเทือนใจทำให้เป็นคนกลัวผีมากจนถึงทุกวันนี้ กลับเรื่องราวที่เพียงไปเข้าห้องน้ำตอนบ่าย กลายเป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์คนแรกของรุ่นพี่ในวันนั้น แทนที่ทุกอย่างจะจบลงพร้อมพิธีไว้อาลัย แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์คนแรกกลับเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวชวนขนลุกที่ฝังใจมาจนถึงทุกวันนี้เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เอก ตายเเน่ [23 มิ.ย.2569]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจโซเซฟ’ และ ‘ดีเจมดดำ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ทำไมไม่ช่วยผม’ ‘คุณเป็ดน้อยลูกหมอผี’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวที่เป็นปมฝังใจ และเป็นสาเหตุที่ทำให้ตนเองหวาดกลัวเรื่องผีมาจนถึงทุกวันนี้ โดยก่อนเริ่มเล่าคุณเป็ดน้อย กล่าวขออภัยที่อาจเล่าด้วยน้ำเสียงสั่น เพราะเป็นเหตุการณ์ที่ยังคงจำได้ขึ้นใจ และไม่เคยกล้าเล่าให้ใครฟังมาก่อนเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในสมัยที่ คุณเป็ดน้อยกำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งในเวลานั้นยังแทบไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องเหนือธรรมชาติ โรงเรียนที่เรียนอยู่มีลักษณะอาคารเป็นรูปตัวยูคว่ำ โดยห้องเรียนของตนเองอยู่ฝั่งซ้ายของอาคาร ในสมัยนั้นหากนักเรียนขออนุญาตออกจากห้องเรียนไปเข้าห้องน้ำระหว่างคาบมักจะถูกเพื่อนล้อเป็นเรื่องปกติ แต่ในวันเกิดเหตุ คุณเป็ดน้อยปวดท้องอย่างหนักจนไม่สามารถทนได้ จึงจำเป็นต้องขออนุญาตครูออกไปเข้าห้องน้ำ แม้บริเวณฝั่งซ้ายจะมีห้องน้ำอยู่ แต่ค่อนข้างสกปรก จึงตัดสินใจเดินข้ามไปยังห้องน้ำฝั่งขวา ซึ่งเป็นโซนของนักเรียนชั้นโต และสะอาดกว่าเส้นทางดังกล่าวต้องเดินผ่านแนวกำแพงที่ติดกับบ้านเรือน ผ่านโรงยิม ก่อนจะถึงห้องน้ำ ระหว่างที่กำลังเดินผ่านบริเวณโรงยิม จู่ ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นว่า “ตัก…ตุบ” เสียงนั้นทำให้คุณเป็ดน้อยสะดุ้งตกใจ และรีบหันกลับไปมองก่อนจะพบรุ่นพี่นักเรียนชั้น ป.6 คนหนึ่งนอนอยู่บนพื้นในสภาพได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง มีเลือดเปรอะเปื้อนตามร่างกาย จากลักษณะเหตุการณ์จึงคาดว่ารุ่นพี่น่าจะตกลงมากระแทกพื้นด้วยศีรษะ ภาพที่เห็นทำให้ คุณเป็ดน้อยตกใจอย่างมาก เพราะบริเวณนั้นไม่มีใครอยู่เลยนอกจากตนเองไม่นานหลังจากนั้นก็มีเสียงร้องไห้ดังลั่นมาจากชั้น 3 ของอาคาร เมื่อเงยหน้าขึ้นไปมองตามเสียงร้อง ก่อนจะหันกลับมายังจุดเดิมอีกครั้ง คุณเป็ดน้อยกลับเห็นภาพที่ชวนขนลุกยิ่งกว่าเดิม ร่างของรุ่นพี่ยังคงนอนอยู่บนพื้น แต่กลับมีชายอีกคนยืนอยู่ข้างร่างนั้น เมื่อเพ่งมองให้ชัด จึงพบว่าคนที่ยืนอยู่ คือรุ่นพี่คนเดียวกันกับที่นอนอยู่บนพื้นเขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมาสบตา ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ช่วยกู…ช่วยกู” คุณเป็ดน้อยยืนนิ่งด้วยความตกใจ ไม่สามารถขยับตัว หรือเปล่งเสียงใด ๆ ออกมาได้ จากนั้นรุ่นพี่จึงพูดประโยคสุดท้ายว่า “ทำไมไม่ช่วยกู” เพียงสิ้นเสียงนั้น สติของคุณเป็ดน้อยก็หลุดหายไปทันที เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็พบว่าอาจารย์กำลังเข้ามาจับตัว และเรียกสติ ขณะเดียวกันสิ่งที่ตั้งใจจะไปเข้าห้องน้ำก็ไม่ทันได้ทำ เพราะด้วยความตกใจอย่างรุนแรง ทำให้ “ราดเลอะหมดเลย” หลังจากวันนั้น คุณเป็ดน้อยกลับจำเหตุการณ์ทั้งหมดไม่ได้ ราวกับความทรงจำในวันนั้นถูกลบหายไปจากสมอง รุ่งเช้าวันถัดมา ระหว่างพิธีเคารพธงชาติ โรงเรียนได้จัดพิธีไว้อาลัยให้กับรุ่นพี่ที่เสียชีวิต เพื่อนคนหนึ่งเดินเข้ามาถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง เพราะเป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์ คุณเป็ดน้อยกลับตอบได้เพียงว่า “จำอะไรไม่ได้เลย” ทั้งที่ตนเองเป็นคนแรกที่อยู่ในจุดเกิดเหตุเวลาผ่านไปจน คุณเป็ดน้อยศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และกำลังจะย้ายไปเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนแห่งใหม่ ในวันงานปัจฉิมนิเทศเพื่อน ๆ ได้หยิบยกเหตุการณ์ในอดีตขึ้นมาพูดอีกครั้ง พร้อมถามว่า “จำได้ไหม สมัยเราอยู่ ป.2 ป.3 มีรุ่นพี่คนหนึ่งตกลงมา” จากนั้นเพื่อนจึงเล่าว่า สาเหตุที่รุ่นพี่เสียชีวิตเป็นเพราะในช่วงเวลานั้นบริเวณหน้าต่างของอาคารยังไม่มีที่กั้น ขณะที่รุ่นพี่ขึ้นไปนั่งอยู่ริมหน้าต่าง คาดว่าอาจกำลังแคะฟัน หรือทำอะไรบางอย่างก่อนจะสะดุ้ง และพลัดตกลงมา เพื่อน ๆ หลายคนต่างวิ่งเข้าไปดู และร้องไห้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก่อนจะหันมาบอก คุณเป็ดน้อย ว่า “เอ้า แกก็อยู่ในเหตุการณ์นั้น” แต่ คุณเป็ดน้อยยืนยันว่าตนเองจำเรื่องราวในวันนั้นไม่ได้เลย กระทั่งเพื่อน ๆ เล่าต่อว่า หลังจากเกิดเหตุ เวลาช่วงพลบค่ำ หรือช่วงที่โรงเรียนเริ่มเงียบ คนที่กลับบ้านดึกมักจะได้ยินเสียงผู้ชายร้องไห้ หรือบางคนก็เห็นเด็กผู้ชายมายืนอยู่บริเวณจุดเกิดเหตุ ก่อนจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย เมื่อได้ยินเรื่องเล่าเช่นนั้น เพื่อนบางคนกลับรู้สึกท้าทาย และชวนกันว่า“อยากรู้ว่าพี่เขาเป็นยังไง เราลองเล่นผีถ้วยแก้วกันไหม”เพราะวันนั้นเป็นวันสุดท้ายก่อนทุกคนจะแยกย้ายไปเรียนต่อคนละที่ แม้เพื่อน ๆ จะพยายามชักชวน แต่คุณเป็ดน้อยยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่เล่นอย่างเด็ดขาด เพราะรู้สึกหวาดกลัวบริเวณดังกล่าวมาตลอด แม้เพียงเดินผ่านก็ยังรู้สึกขนลุก จึงคาดว่าลึก ๆ แล้วอาจมีบางอย่างฝังอยู่ในความทรงจำ แม้จะนึกไม่ออกก็ตาม สุดท้ายเพื่อน ๆ จึงพากันไปเล่นผีถ้วยแก้ว ส่วนคุณเป็ดน้อยไม่ได้ร่วมเล่น แต่เดินออกมายืนอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่บริเวณหน้าโรงยิม ซึ่งเป็นจุดเดียวกับที่เคยเกิดเหตุ โดยไม่ทันรู้ตัวว่าได้กลับมายืนอยู่ในสถานที่เดิมอีกครั้งระหว่างที่ คุณเป็ดน้อยกำลังยืนอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่ จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงที่คุ้นหูดังขึ้นอีกครั้ง “ตัก…ตุบ” เสียงเดียวกับที่เคยได้ยินในวันเกิดเหตุ เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นนักเรียนคนหนึ่งนอนอยู่ใกล้กับจุดที่เพื่อน ๆ กำลังนั่งเล่นผีถ้วยแก้ว ในขณะที่เพื่อนทุกคนกลับไม่เห็นสิ่งผิดปกติใด ๆ และต่างพูดขึ้นว่า “เฮ้ย ไม่เห็นมีอะไรเลย พี่เขาจะมีจริงไหม” แต่ในสายตาของคุณเป็ดน้อย กลับเห็นร่างของรุ่นพี่ค่อย ๆ ขยับเข้ามาใกล้ทีละน้อย แต่กลับไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้เลย ขณะเดียวกันความทรงจำที่เคยเลือนหายก็เริ่มค่อย ๆ ย้อนกลับเข้ามาในหัวอีกครั้ง ไม่นานหลังจากนั้น รุ่นพี่ก็เอื้อมมือไปแตะที่แก้วบนกระดานผีถ้วยแก้ว ก่อนที่แก้วจะเริ่มเคลื่อนที่ ทำให้เพื่อนที่กำลังเล่นอยู่ต่างตกใจและพูดขึ้นว่า “ใครขยับวะ” จากนั้นตัวอักษรบนกระดานก็ค่อย ๆ เรียงต่อกันเป็นประโยคว่า “ทำ ไม มึง ไม่ ช่วย กู” ทันทีที่เห็นข้อความดังกล่าว คุณเป็ดน้อยถึงกับตกตะลึง เพราะไม่เคยเล่าเหตุการณ์ที่ตนเองพบเจอในวันนั้นให้ใครฟังมาก่อน เนื่องจากตลอดเวลาที่ผ่านมาเชื่อว่าตนเองจำเรื่องทั้งหมดไม่ได้ แต่เมื่อเห็นข้อความนั้น ความทรงจำในอดีตก็ถาโถมกลับเข้ามาอย่างชัดเจนขณะที่เพื่อน ๆ ต่างพากันพูดด้วยความสงสัยว่า “เฮ้ย มันเกิดอะไรขึ้นวะ ทำไมมันต้องเป็นคำนี้วะ” ในขณะที่ทุกคนกำลังแตกตื่น คุณเป็ดน้อย กลับเห็นรุ่นพี่ค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน และเมื่อสบตา ก็ได้ยินเสียงดังขึ้นในหัวว่า “ทำไมมึงไม่ช่วยกู” จากนั้นรุ่นพี่ก็ค่อย ๆ เดินมายืนอยู่ข้าง ๆ ทำให้คุณเป็ดน้อย ตกใจอย่างรุนแรงจนทรุดตัวล้มลงต่อหน้าเพื่อน ๆ หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น คุณเป็ดน้อย ยิ่งหวาดกลัวสถานที่ดังกล่าวมากกว่าเดิม หากมีโอกาสกลับไปที่โรงเรียน ก็จะเดินเฉพาะฝั่งซ้ายของอาคารเท่านั้น และจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่กล้าเดินไปยังฝั่งขวา หรือเข้าใกล้บริเวณที่เกิดเหตุอีกเลย คุณเป็ดน้อย สันนิษฐานว่า สาเหตุที่รุ่นพี่พูดว่า “ทำไมไม่ช่วยกู” อาจเป็นเพราะในวันเกิดเหตุตนเองเป็นคนแรกที่อยู่ในบริเวณนั้น แต่กลับยืนนิ่งด้วยความตกใจ ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ เนื่องจากในเวลานั้นยังเป็นเพียงเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และเกิดอาการช็อกกับภาพที่เห็น โดยจุดที่รุ่นพี่ตกลงมานั้นอยู่ห่างจาก คุณเป็ดน้อยเพียงประมาณ 3 เมตรครึ่ง อีกทั้งในช่วงจังหวะแรกที่รุ่นพี่ตกลงมา และหันมาสบตาคุณเป็ดน้อย เชื่อว่ารุ่นพี่ยังมีชีวิตอยู่ ก่อนจะเสียชีวิตลงต่อหน้าต่อตา อย่างไรก็ตามหลังจากเหตุการณ์ผ่านไป ความทรงจำในวันนั้นกลับเลือนหายไปทั้งหมด และเพิ่งย้อนกลับมาอีกครั้งในวันที่เพื่อนชวนเล่นผีถ้วยแก้ว จากเหตุการณ์ทั้งหมดจึงทำให้ คุณเป็ดน้อยกลายเป็นคนที่กลัวผีอย่างมากมาจนถึงทุกวันนี้ แม้เวลาจะผ่านมานานแล้วก็ตาม ปัจจุบัน คุณเป็ดน้อยยังคงทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับมูลนิธิคนตาบอด ก่อนจะตัดสินใจนำเรื่องราวนี้มาเล่า พร้อมยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยกล้าพูดถึง เพราะทุกครั้งที่ย้อนนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้นก็ยังคงทำให้รู้สึกหวาดกลัวไม่ต่างจากเดิม(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)
![เรื่องเล่าจากคุณอาท จิตวิญญาณ 'แม่เลี้ยงใจร้าย' l อังคารคลุมโปง X อาท จิตวิญญาณ [ 9 มิ.ย.2569 ]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/111df116-d850-4838-809f-a67846283eb5.png)
16 มิ.ย. 2026
จากมื้อค่ำแสนธรรมดาที่สองพ่อลูกนั่งรอ ‘แม่เลี้ยง’ กลับซุกซ่อนความลับสุดสยองที่ไม่มีใครคาดคิด! เมื่อมีคำสั่งที่ต้องลงมือเชือด ‘สัตว์เลี้ยงแสนรัก’ เธอจึงต้องชำแหละทั้งน้ำตา แต่เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างหมูตัวนั้นยังวิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน แล้วเนื้อที่ถูกแช่แข็งอยู่คืออะไรกันแน่? เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X อาท จิตวิญญาณ [ 9 มิ.ย.2569 ]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘แม่เลี้ยงใจร้าย’ คุณอาท ได้เล่าเรื่องราวชวนขนลุกจากกระทู้ต่างประเทศ เรื่องราวมันเริ่มต้นขึ้นที่โต๊ะอาหาร เด็กผู้หญิงวัย 7 ขวบ กำลังนั่งอยู่กับคุณพ่อ เพื่อรอให้คุณแม่มาร่วมโต๊ะ แต่ก่อนที่จะเล่าต่อถึงเหตุการณ์บนโต๊ะอาหาร ก็ต้องย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดก่อนก่อนหน้านี้ ครอบครัวของเด็กหญิงใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันพร้อมหน้า พ่อ แม่ ลูก และที่บ้านทำกิจกรรมฟาร์มเกษตร คุณแม่ของเธอทำงานหนักมาก ออกจากบ้านตั้งแต่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น และกลับมาอีกทีหลังพระอาทิตย์ตก จนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง เมื่อเวลาผ่านไป คุณพ่อก็เริ่มรู้สึกไม่ประทับใจ และหมดรักในตัวคุณแม่ ในขณะเดียวกันแม่ก็มีน้องสาวชื่อ ‘ซูซาน’ ซึ่งเป็นผู้หญิงที่ดูแลตัวเอง หุ่นดีหน้าตาสวย คุณพ่อจึงแอบไปตามจีบลับหลังคุณแม่ หลังจากนั้นไม่นานครอบครัวก็ได้รู้ข่าวร้ายว่าคุณแม่ป่วยหนักด้วยโรคร้ายต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล แต่แทนที่คุณพ่อจะคอยไปดูแล เขากลับไม่ไปจนในที่สุดคุณแม่ก็เสียชีวิตลง ซึ่งสิ่งที่น่าตกใจก็คือ ในงานศพของคุณแม่ คุณพ่อไม่ได้มีท่าทีโศกเศร้าแม้แต่น้อย ยังดูดีใจมากกว่าด้วยซ้ำ และประกาศกลางงานศพว่าจะแต่งงานใหม่กับซูซาน ทั้ง ๆ ที่ร่างของคุณแม่ยังไม่ทันถูกฝัง นั่นทำให้เด็กหญิงสูญเสียความประทับใจในตัวคุณพ่อไปหมดแล้ว แต่ด้วยความที่เหลือพ่อเพียงคนเดียว เธอจึงต้องทำใจยอมรับหลังจากที่ซูซานเข้ามาเป็น ‘แม่เลี้ยง’ ต่อหน้าคุณพ่อเธอก็เป็นแม่พระที่แสนดี คอยดูแลเอาใจใส่ พูดจาอ่อนหวาน และหาข้าวหาอาหารมาให้กิน แต่ลับหลังคุณพ่อ ซูซานกลับกลายเป็นนางมารร้าย คอยออกคำสั่งใช้งาน ดุด่าทุบตีเด็กหญิงถ้าไม่ทำตามคำสั่ง เด็กหญิงพยายามบอกเรื่องที่เกิดขึ้นกับคุณพ่อ แต่คุณพ่อกลับไม่เชื่อคำพูดของลูกสาว แถมยังปกป้องซูซานอีกว่าคนดี ๆ แบบนั้นจะทำเรื่องโหดร้ายแบบนี้ได้อย่างไร แต่นานวันเข้านิสัยที่แท้จริงของซูซานก็เริ่มเผยออกมาให้เห็นมากขึ้น อย่างเวลาออกไปทานข้าวข้างนอกบ้าน หากอาหารมาช้าเธอก็จะเริ่มโวยวายเสียงดัง หรือหากไปสถานที่ไหนแล้วไม่ถูกใจก็จะวีนเหวี่ยงใส่ทุกคน แต่ถึงอย่างนั้นคุณพ่อก็ยังรัก และเทิดทูนว่าเธอยังเป็นภรรยาที่ดีที่สุด จนกระทั่งวันหนึ่ง เด็กหญิงต้องเข้าไปทำงานในฟาร์ม ทั้งเก็บมูลสัตว์ และให้อาหารหมู ปกติแล้วเธอจะพยายามหลบหน้าซูซานเพื่อที่จะได้ไม่ถูกเรียกใช้งาน แต่วันนั้นเธอหลบยังไงก็หลบไม่พ้น ซูซานก็เดินเข้ามาหา และออกคำสั่งให้เธอไปเชือดหมู ถึงแม้การเชือดหมูจะเป็นสิ่งที่คุณพ่อเคยสอนเอาไว้แล้ว แต่ความโหดร้ายอยู่ตรงที่ ซูซานเจาะจงให้เธอเชือด ‘มิสพิกเคิล’ หมูตัวโปรดที่เหมือนเพื่อนรัก และเคยพาไปประกวดจนได้รางวัลมาเยอะแยะ เด็กหญิงไม่รู้จะหาทางออกอย่างไรดี สุดท้ายเธอก็ต้องลงมือทำ เธอหยิบมีดมากรีดลงไปที่หน้าท้องช้า ๆ ทำตามขั้นตอนที่คุณพ่อเคยสอนเอาไว้ทุกอย่าง แล้วค่อย ๆ หยิบเครื่องในออกมาล้าง ซับให้แห้ง ก่อนที่จะนำไปแช่ในตู้เย็น เธอลงมือทำไปพร้อมกับร้องไห้ไป ตัดกลับมาที่เหตุการณ์ปัจจุบันบนโต๊ะอาหาร เด็กหญิงนั่งอยู่กับคุณพ่อ เพื่อรอแม่เลี้ยงซูซานมาร่วมโต๊ะ คุณพ่อก็ถามว่า “แม่ได้บอกแกมั้ยว่าจะไปไหน?” เด็กหญิงก็ตอบกลับมาว่า “ไม่ได้บอกค่ะ” และคุณพ่อก็พูดต่อว่า “ก็ดีแล้วล่ะที่ไม่ได้บอกอะไรใคร” หลังจบประโยคนั้นเด็กหญิงก็มองออกไปนอกหน้าต่างฟาร์มเธอมองเห็นฝูงหมูกำลังวิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน และหนึ่งในนั้นคือ มิสพิกเคิลหมูตัวโปรดของเธอที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ด้วย ในหัวของเด็กหญิงจึงนึกย้อนไปถึงงานเชือดหมูที่เพิ่งทำไป พร้อมกับความคิดที่นึกอยู่ในใจว่า “หมูในฟาร์มมันก็กินทุกอย่างที่ขวางหน้านั้นแหละ…รวมถึงน้าซูซานด้วย”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

14 ก.ค. 2026
รายการ EFM FANDOM LIVE [ 9 กรกฎาคม 2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมพบกับ “อัพ-ภูมิ” ที่จะมามอบรอยยิ้ม และเสิร์ฟความฟินให้แฟน ๆ ไปกับ 2 ดีเจสุดสวย “ดีเจแนน” และ “ดีเจดาว”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... หมอดูคนนี้เป็นของคุณครับนามปากกา : Deal666 'กรฤต' (ภูมิ) ปู่ทิ้งตำราดูดวงไว้ให้ อ่านไปก็ไม่เข้าใจ แต่ความจนบังคับเลยเปิดสำนักดูดวงปลอม ถือคติ "เปิดไปก่อนแม่นทีหลัง" 'ธารณ์' (อัพ) ประธานบริษัทร้อยล้านสายมูตัวพ่อที่ทำทุกอย่างตามฤกษ์ยาม โดนทักว่า "คนสนิทจะหักหลัง" ปรากฏว่าเพิ่งโดนโกงมา ธารณ์ก้มคุกเข่ากราบสามครั้งทุ่มเงินเดือนสามแสนจ้างมาเป็นที่ปรึกษาด้านญาณวิเศษ ย้ายมาอยู่บ้านเดียวกันเพื่อสะกดฮวงจุ้ย! อ.กรฤตไม่มีวิชาแต่มี Google เนียน ๆ ตามไปไซต์งาน อ.กลัวผีจนตกท่อ ฝ้าถล่มทับรังหนูยักษ์ บอก "ทลายสิ่งอัปมงคลแล้ว" อยู่ไปอยู่มาอาจารย์ชักติดใจ อยากศึกษาใจท่านประธานมากกว่าเรื่องดวง ความลับไม่มีในโลกคู่อริสืบรู้ว่ากรฤตเป็นสิบแปดมงกุฎจึงแฉกลางงานเลี้ยง กรฤตหน้าเสียยอมรับความจริงและกำลังจะเดินจากไป ทว่าโคมไฟระย้ายักษ์ดันจะร่วงใส่หัวธารณ์ กรฤตหันไปเห็น (จริง ๆ จะวิ่งไปหยิบขนมแต่สะดุดขาตัวเอง) พุ่งหลาวตะครุบ กลิ้งหลบเฉียดตาย ธารณ์ร้องไห้โฮประกาศลั่น "อาจารย์คือเทวดาประจำตัวผม" คู่อริหน้าแตก แขกสับสน หลังเคลียร์ใจเจอไดอารี่ของปู่ บันทึกไว้ว่าทั้งคู่ถ้าอยู่ด้วยกันจะพบแต่เรื่องโชคดี คว้าเสื้อสีมงคลย้ายไปอยู่กับผู้ชายซิครับ รอไร happy endingFANFICTION #1: This FANFICTION is titled... This fortune teller is yours.Pen Name : Deal666 Krit (Poom) inherited an astrology book from his grandfather, but it might as well have been written in another language—he just couldn’t grasp it. Strapped for cash, he resorted to launching a bogus fortune-telling business, following the cheeky philosophy, “Open first, figure it out later.” Meanwhile, Tharn (Up), the president of a thriving multimillion-dollar firm and a staunch believer in lucky timings, received the alarming news that “a trusted companion would betray him.” Little did he know he had already fallen victim to a scam. In desperation, Tharn knelt and pleaded three times before deciding to bring Krit on board as a psychic consultant, even moving in with him to fix their company’s feng shui! Krit, who didn’t possess any genuine clairvoyant skills and relied on Google for his insights, secretly trailed Tharn to a construction site. Overcome with fear of the supernatural, he stumbled and tumbled into a drain, triggering a ceiling collapse that released a swarm of rats. With a triumphant grin, he proclaimed, “I’ve vanquished the bad omens!” Yet, as time passed, Krit found himself more captivated by Tharn’s mind than his supposed gift of foresight. However, secrets have a way of surfacing, and soon, rivals uncovered Krit’s deception and exposed him at a swanky party. Faced with the truth, Krit was about to leave in shame when a massive chandelier nearly knocked Tharn out! In a twist of fate, Krit—who was really just dashing to grab a snack—dodged disaster just in time. Tharn, overwhelmed with emotion, cried out, “Your teacher is my guardian angel!” This left his rival feeling humiliated, while party guests could only look on in confusion. Once the fog of disbelief cleared, they stumbled upon their grandfather’s diary, revealing that living together would bring them nothing but good fortune. So, they donned their best lucky outfits and moved in with the man. What were they waiting for? A delightful ending awaited them!FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... หนังสือหน้าที่หายไป…และเธอผู้ถูกลืม (The Missing Pages)นามปากกา : ฮันนี่ที่มีวายสองตัว Honeyy~ อัพ อ่านหนังสืออย่างหนักเพราะเชื่อว่าต้านอัลไซเมอร์ที่เขากลัวที่สุดได้ แต่ความทรงจำกลับค่อย ๆ จาง เขาเดินทางมายังห้องสมุดสุดลี้ลับที่แม่กลองเพื่อขอยืมความทรงจำเกี่ยวกับคนรักที่เลือนลางจนจำหน้าไม่ได้ เขาเจอบรรณารักษ์หนุ่มชื่อ ภูมิ ยื่นหนังสือเล่มหนึ่งให้ เมื่อเปิดอ่านภาพวันวานก็พรั่งพรู จนอัพรู้ว่าคนรักที่เขากลัวจะลืมที่สุดก็คือภูมิ แต่หน้าท้าย ๆ กลับว่างเปล่า “หน้าที่หายไปคือตอนที่สมองคุณกลายเป็นสีขาวโพลน” ภูมิตาเศร้า “กฎคือถ้าก้าวออกไป คุณจะลืมความทรงจำทั้งหมดเพื่อแลกกับการมีชีวิตต่อ ยอมปล่อยให้มันว่างเปล่าเถอะครับ” “ไม่ ผมยอมลืมคนทั้งโลกได้ แต่ทำใจไม่ได้ถ้าต้องลืมคุณ” อัพกอดหนังสือร้องไห้โฮ “ขอบคุณที่อ่านหนังสืออย่างหนักเพื่อยื้อเวลาจำผมนะ” เสียงกระดิ่งดังกังวาน พร้อมเสียงชีพจรเครื่องช่วยหายใจในห้อง ICU กลับมาเต้นปกติ อัพลืมตาตื่นจากโคม่าราวปาฏิหาริย์ ข้างเตียงมีชายคิ้วหนายืนยิ้มอ่อนโยนให้ “คุณเป็นใครครับ” อัพถาม ชายหนุ่มกุมมืออัพไว้สัมผัสอบอุ่นนั้นทำให้ภาพความทรงจำแล่นกลับมาในหัวอีกครั้ง อัพสบตาคนตรงหน้าและรู้ว่าเขาไม่มีวันลืมคน ๆ นี้อีกตลอดไป “ภูมิ” “ยินดีที่ได้รู้จักอีกครั้งครับพี่อัพ”FANFICTION #2: This FANFICTION is titled... The Missing PagesPen Name : ฮันนี่ที่มีวายสองตัว Honeyy~ Up was deeply immersed in his studies, convinced that his relentless effort would protect him from his greatest terror: Alzheimer's. Yet, bit by bit, his memories slipped away. In search of solace, he ventured to a mysterious library in Mae Klong, hoping to reclaim the memories of his beloved, a face that had become a distant blur. There, he encountered a young librarian named Poom, who handed him a book that seemed to glow with promise. As he cracked it open, a whirlwind of memories surged back, and Up suddenly understood that the person he was most afraid to forget was Poom. But his heart sank as he noticed that the final pages lay empty. “The blank pages represent the moments when your mind goes completely blank,” Poom shared with a hint of sorrow. “The rule states that if you walk away, you’ll lose all your memories for the chance to keep living. Just let those pages remain unwritten.” “No,” Up cried, clutching the book tightly. “I might forget the rest of the world, but I cannot forget you. Thank you for working so hard to give me a little more time.” At that moment, a bell chimed, and the steady rhythm of the ventilator in the ICU resumed its normal cadence. Miraculously, Up awoke from his coma. There, beside him, stood a man with expressive brows, a gentle smile gracing his lips. "Who are you?" Up asked, bewildered. The man took his hand, and warmth flooded back, igniting a cascade of memories. Gazing into the familiar face, Up knew he would never lose this connection again. “Poom.” “It’s wonderful to see you again, P'Up,” he replied, his smile radiating warmth like sunlight breaking through the clouds.FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... คุณทนายสุดโหดกับมาเฟียโหมดขนมหวานนามปากกา : พอว์ลอ ภูมิเรียกแม่สิลูก เมื่อ ‘อัพ’ คุณทนายความรุ่นใหม่ไฟแรง ต้องมาเป็นทนายส่วนตัวให้กับ ‘ภูมิ’ มาเฟียสุดโหดที่อยู่ในโหมดเลิฟของหวานเป็นชีวิตจิตใจ การว่าความอันแสนปวดหัวพร้อมกับระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งปรี๊ดก็เกิดขึ้น จากเรื่องเล็ก มาเฟียภูมิก็สามารถทำให้เป็นเรื่องใหญ่ได้ ไม่ว่าจะวิวาทเพราะโดนแย่งคิวซื้อชานม สั่งปิดร้านขนมเพราะของที่ชอบหมด สารพันปัญหาจนคุณทนายประจำตัวอยากจะหนีให้ไกล หวั่นความดันจะพุ่งจนเส้นเลือดในสมองแตกดังปุ้ง แต่คุณอัพคงไม่ได้สังเกต ระดับลูกมาเฟียที่สามารถสั่งได้ทุกอย่างแค่ดีดนิ้วเปาะ จะเรียกหาทนายทำไมทั้งวันทั้งคืนเพียงเรื่องขี้ปะติ๋ว ถ้าเหตุผลไม่ใช่เพราะมาเฟียขนมหวานคนนี้ตกหลุมรักคุณทนายมาดขรึมเข้าอย่างจัง อาจจะเพราะความไม่ปกติ เอ้ย ความไม่ธรรมดาของคุณภูมิ ทำให้ทนายส่วนตัวสถานะอัพเกรด เปลี่ยนแมพไวกลายไปเป็นคนรู้ใจกันซะงั้น กอด หอม จนลูกน้องพากันเลิ่กลั่กเหมือนเป็นสาววายด้อมตุ้บตั้บ มีความสุขอ่าาา แต่เรื่องราวมันจะแฮปปี้เอนดิ้งได้ยังไง เมื่อวันหนึ่งลูกน้องคนสนิทของมาเฟียหนุ่มถูกฆ่าตาย ทิ้งเพียงข้อความสำคัญไว้ว่า เกลือกลายเป็นหนอน งานนี้คงต้องจับมือกันสู้กับศัตรูที่ยังไม่รู้ว่าใครซะแล้วFANFICTION #3: This FANFICTION is titled... The heartless attorney and the candy-loving crime lord.Pen Name : พอว์ลอ ภูมิเรียกแม่สิลูก When 'Up,' a spirited young lawyer with dreams of grandeur, finds himself serving as the personal attorney for 'Poom,' a sweet-toothed mafia kingpin with a penchant for chaos, a whirlwind of witty misadventures and sugar-fueled legal skirmishes unfolds. Seemingly trivial issues take on a life of their own under Poom’s zealous eye—whether it’s a spat over someone cutting the line at a bubble tea shop or the dramatic closure of a dessert café because his beloved sweets have vanished. Up yearns to escape this sugar-fueled insanity, worried his blood pressure might skyrocket to catastrophic levels. However, he remains blissfully unaware that a mafia heir, who can summon anything with a mere snap, wouldn't normally bother a lawyer with such petty grievances. The twist? This confection-loving crime lord is utterly smitten with the serious-minded lawyer. Poom’s quirky charm turns Up from mere legal adviser into his trusted confidant, and their frequent embraces and kisses leave their associates spinning, akin to fujoshi fans lost in a captivating fantasy tale. But how can their story reach a joyous conclusion when disaster strikes—a trusted lieutenant is murdered, leaving behind a cryptic warning: "The salt has turned into a worm"? It seems our heroes will need to unite against an unseen adversary.FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... ภาพวาดที่มีเสียงนามปากกา : zornor “สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับเข้าสู่ inside up ผมน่านนะครับ” น่าน เป็นผู้จัดรายการ podcast เขาไม่ใช่คนดังที่ชอบออกสื่อ ไม่มีวิดีโอ มีเพียงเสียงของเขาที่สื่อสารผ่านรายการเท่านั้น “ทุกคนเคยมีสถานที่ที่แค่คิดถึง ก็รู้สึกปลอดภัยไหมครับ อาจจะเป็นบ้านที่เราเติบโตมา ร้านกาแฟที่ไปประจำ หรือแม้กระทั่งม้านั่งที่สวนสาธารณะ” “มีสิ ก็ที่ผมนั่งอยู่ตรงนี้” เสียงตอบเบาๆ หลุดออกมาโดยไม่ทันคิด ทั้งที่รู้ดีว่าคนในหูฟังคงไม่มีทางได้ยิน เจ้าของเสียงหัวเราะเบา ๆ กับตัวเองก่อนยกแก้วโกโก้ขึ้นมาจิบ พลางมองกระดาษวาดรูปแผ่นใหม่ และมีเสียงรายการโปรดที่อยู่เป็นเพื่อนเขาทุกคืน “สำหรับผม สถานที่ปลอดภัยเป็นห้องเล็กๆห้องหนึ่ง มีโต๊ะ มีเก้าอี้ มีเปียโน ไมโครโฟนและหูฟังทุกครั้งที่ผมเดินเข้าไป ผมสามารถเป็นตัวเองได้เต็มที่” “มีเปียโนด้วยหรอเนี่ย แสดงว่าคุณน่านต้องเล่นเปียโนเป็นแน่ๆ” เขาพึมพำกับตัวเอง พลางร่างภาพตามสิ่งที่ได้ยิน ปลายดินสอเลื่อนลงไปมุมขวาล่าง เซ็นชื่อ Poom ลงไป พร้อมกับเสียงในหูฟังกล่าวทิ้งท้าย “ขอบคุณที่อยู่ด้วยกันจนจบนะครับ หวังว่า Inside up จะเป็นพื้นที่เล็กๆ ที่ทำให้คุณได้พักใจในคืนนี้ แล้วพบกันใหม่ครับ”FANFICTION #4: This FANFICTION is titled... Artwork that resonates with melodiesPen Name : zornor Hey there, welcome to Inside Up! I’m Nan," the host began. Unlike many in the spotlight, Nan isn’t one to chase the limelight. His podcast is a purely auditory experience—no videos, just the warmth of his voice. "Has anyone ever thought of a place that instantly gives them a sense of security? Perhaps it’s the home we grew up in, our favorite coffee shop, or even a solitary bench in the park?" "Yeah, just like right here," he mumbled softly, fully aware that the listener through the headphones couldn't hear him. A chuckle escaped him as he sipped his cocoa, his eyes drifting to a new sketch on the paper beside him. Each night, his beloved podcast was his faithful companion. "For me, my sanctuary is a cozy little room with a table, a chair, a piano, a microphone, and headphones. Whenever I walk in there, I feel free to be my true self." "Is there really a piano? You must be quite the musician, Nan," he whispered to himself, drawing inspiration from his thoughts. The tip of his pencil danced its way to the bottom right corner, where he signed his name, Poom. Just then, the voice in the headphones concluded with a warm farewell, "Thanks for sticking around with me until the end. I hope Inside Up offers you a little refuge tonight. Until next time!FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... คืนเดือนดับ (Dark Moon Night)นามปากกา : 289Love "คทา" เด็กหนุ่มนักเลงหัวไม้ ท้ายก้นซอย เขาไม่ชอบการชกต่อย ไม่ชอบหาเรื่องใครก่อน ไม่ชอบมีปัญหากับใคร เป็นคนนิ่งๆ คนทั่วไปอาจจะมองว่าเขา หยิ่ง เขามักจะโดนหมั่นไส้โดนหาเรื่องทุกวันจากพวกเด็กสลัมหางแถว ที่ชอบระรานและเกเรคนอื่นไปทั่ว แต่แท้ที่จริงนั้นมันคือเปลือกนอกที่ทุกคนเห็น เขาต้องปิดซ่อนตัวตนที่แท้จริง เพื่อปกปิดบางอย่าง บางอย่างที่ถูกพันธนาการด้วยคำว่า หนี้รัก "อาเจี้ยน" หัวหน้ามาเฟีย เบื้องหน้าเป็นนักการเมืองสุภาพ สุขุม หล่อ ผู้ดีเก่าตระกูลดัง มีผู้หญิงมากมายมาพัวพัน เขาไม่เคยคิดจริงจังกับใครสักคน แต่เบื้องหลังทำธุรกิจสีเทา เขาเฝ้ารอคอยบางอย่าง จากเจ้าของแหวนนิ้วก้อยข้างซ้ายของเขา เมื่อถึงเวลา เขาจะเอาสิ่งนั้นกลับมาอยู่ในกรงใจ ต่อให้หนีไปอยู่ที่แห่งหนใด เขาจะตามสิ่งนั้นให้เจอเธอหนีฉันไม่รอดหรอก "คทา" เมื่อ หนี้รัก ถูกพันธนาการในคืนเดือนดับ พอถึงเวลาปลดล็อค (ประตูฟ้าเปิด) เขาสองคนจะเจอกันอีกครั้งในเวลาที่เหมาะสม หนี้รัก ครั้งนี้ต้องถูกชำระด้วย ความรัก เท่านั้น ถึงจะลบคำสาปได้FANFICTION #5: This FANFICTION is titled… Dark Moon NightPen Name : 289Love "Katha," a restless youth from the street's edge, has a strong aversion to brawls, troublemaking, and entanglements. He tends to keep to himself, which can lead others to misinterpret him as aloof or arrogant. Yet, beneath this calm exterior lies a deeper struggle—he’s constantly tormented by the rascally children of the slums who take pleasure in bullying him. This behavior is merely a cover for his true self, concealing a profound secret entwined with a love-bound debt. On the other hand, "Ah Jian," a polished mafia leader, presents himself as an affable, elegant, and attractive politician hailing from a prestigious lineage. Though surrounded by admirers, he views their affections lightly, never engaging deeply with anyone. In secret, he operates an underworld business and is patiently biding his time, waiting to reclaim a distinctive ring that graces his left pinky—an emblem of his past. When fate decides to intervene, he will retrieve it, no matter how far it wanders, for “Katha” is not destined to elude him. When the debt of love surfaces under the cloak of a moonless night, the gates of destiny will swing open, allowing their paths to intertwine once more. The only way to break this curse is through love itself, a payment destined to restore what was lost.เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVEค่ำคืนนี้ต้อนรับ “อัพ - ภูมิ” ที่จะมาแจกความน่ารักสดใสให้เหล่าแฟนคลับได้ยิ้มตาม !( ระดับความสนิทที่ค่อยเป็นค่อยไป ) สองหนุ่ม “อัพ - ภูมิ” เคยมารายการ EFM FANDOM LIVE ล่าสุดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว และหลังจากนั้นก็มีหลากหลายเหตุการณ์เกิดขึ้น “ภูมิ” เลยเล่าว่า หลังจากซีรีส์เรื่องเก่าจบไป ก็ได้มีไปเวิล์ดทัวร์หลากหลายประเทศ หลายเมือง เรียกได้ว่าได้รับประสบการณ์ใหม่ ๆ มาเพิ่มเยอะแยะเลย และ “อัพ” ก็เสริมอีกว่า ตั้งแต่ตอนนั้นก็สนิทกันมากขึ้นไปอีก เพราะอยู่ด้วยกันตลอด ทำงานและไปสถานที่ต่าง ๆ ด้วยกันตลอด เพราะตอนที่ผู้ใหญ่จับให้มาอยู่ด้วยกันก็ยังไม่ได้มีโอกาสทำความรู้จักกันสักเท่าไหร่ แต่พอได้ทำงานด้วยกันเยอะ ๆ ไปไหนมาไหนด้วยกันก็ทำให้ทั้งคู่ค่อย ๆ สนิทกันมากขึ้น( ผู้ติดตามครึ่งล้าน… ) “ภูมิ” เล่าว่า ด้วยความที่ “อัพ” เป็นคนที่ Active มาก ๆ ชอบเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ หากิจกรรมทำเยอะแยะ จนล่าสุดก็ได้เรียนปริญญาเอกมาครึ่งทางแล้ว แต่ว่าตอนนี้ “อัพ” ก็ได้หยุดเอาไว้ก่อน เพื่อมาโฟกัสกับการทำงานตอนนี้ให้ดีที่สุด และในตอนนี้ “อัพ - ภูมิ” ก็กำลังปั้นช่อง TikTok ด้วยกัน จนเดินทางมาถึง 500,000 ผู้ติดตามแล้ว เรียกได้ว่าขายหล่อ ขายแปลกกันเต็มที่จนตกแฟนคลับเพิ่มได้มากมายเลยทีเดียว( เรื่องเล่าน่ารัก ๆ ของทั้งคู่ที่อยากแชร์ ! ) “ภูมิ” มาแชร์เรื่องราวที่เซอร์ไพรส์ของ “อัพ” ให้ฟังว่า “อัพ” เป็นคนที่รักครอบครัวมาก ๆ รักอาม่าสุด ๆ และเล่นลอตเตอรี่กับอาม่าด้วย อีกทั้งยังเป็นคนที่แนะนำที่กินที่เที่ยวให้ “ภูมิ” ตลอด เขาเป็นผู้นำ และเราก็ยินดีเป็นผู้ตาม ส่วน “อัพ” ก็เล่าว่า “ภูมิ” เป็นคนที่ทำงานแบบเต็มที่ เขาประทับใจมาก ๆ เพราะทุกงาน “ภูมิ” พร้อมที่จะทำให้มันเต็มที่ และมาตรฐานแบบนี้ทำให้ทำงานด้วยแล้วรู้สึกดี( เซ็ตคำถามพิเศษ Shade of Love สีแห่งรัก : มองอีกฝ่ายเป็นสีอะไร ? ) เริ่มที่ “อัพ” ก่อนว่า เขามองเห็น “ภูมิ” เป็นสีน้ำเงินเข้ม เพราะเห็น “ภูมิ” กำลังเติบโต เริ่มนิ่งขึ้น น่าค้นหา ส่วน “ภูมิ” ก็มองว่า “อัพ” เป็นสีน้ำเงินเข้มเช่นเดียวกัน เพราะรู้สึกว่า “อัพ” สุขุม เป็นคนโต ๆ ที่คิดไตร่ตรองเยอะ( เซ็ตคำถามพิเศษ Shade of Love สีแห่งรัก : การที่มีอีกฝ่ายเข้ามาอยู่ในชีวิต ทำให้ชีวิตเป็นสีอะไร ? ) คำถามนี้ “ภูมิ” ชิงตอบก่อนเลยว่า “อัพ” เป็นสีรุ้ง เพราะเขาทำให้เรารู้สึกหลากหลายอารมณ์ มีอะไรให้ทำเยอะแยะ และยังได้ผ่านอะไรด้วยกันมาหลากหลายเหมือนกับสีรุ้ง ส่วน “อัพ” มองว่า “ภูมิ” เป็นสีเขียวเข้ม เพราะนอกจากจะเป็นสีที่เจ้าตัวชอบเองอยู่แล้ว แต่เพราะเราได้เติบโตไปพร้อมกันเลยได้รู้ว่าอีกฝ่ายเริ่มโต และตกผลึกกับชีวิตกันมากขึ้น( เซ็ตคำถามพิเศษ Shade of Love สีแห่งรัก : แล้วชาวตุ๊บตั๊บเป็นสีอะไร ? ) สำหรับ “ภูมิ” มองว่าชาวตุ๊บตั๊บเป็นสีชมพู เพราะมันคือความรักที่แฟน ๆ มอบให้กับ “อัพ - ภูมิ” แฟนคลับทุกคนอยากให้เราได้ดี และอยากเห็นพวกเรามีความสุข คอยซัพพอร์ตกันตลอดไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ส่วน “อัพ” บอกว่าเห็นเป็นสีเหลือง และต้องเป็นสีเหลืองสีแชมเปญที่ให้ความอบอุ่น เพราะทุกครั้งที่เจอกับชาวตุ๊บตั๊บ ทุกคนทำให้ “อัพ - ภูมิ” รู้สึกอบอุ่น ไม่ว่าจะในประเทศและนอกประเทศ ก็ต้อนรับด้วยความอบอุ่นเสมอ( รักแห่งสีลมมอบประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้อัพภูมิ ) ด้วยความที่ซีรีส์พึ่งจบไปหมาด ๆ “อัพ - ภูมิ” ก็รู้สึกใจหายปนคิดถึง เพราะอยู่กับซีรีส์เรื่องนี้มานานมาก ๆ แถมครั้งแรกที่ได้ยินเกี่ยวกับโปรเจกต์นี้คือเมื่อปลายปี 2024 ซึ่งมันนานมาก ๆ จนมีช่วงหนึ่งที่โปรเจกต์ก็เงียบหายไปจนคิดว่ามันจะไม่เกิดขึ้นแล้ว แต่สุดท้ายก็ได้เกิดขึ้นจริง ๆ “อัพ” ตื่นเต้นมากในตอนนี้ได้อ่านบทครั้งแรก และเรื่องนี้ทำให้ทั้งคู่ได้เรียนรู้สกิลอะไรใหม่ ๆ มาเพิ่ม อย่าง “ภูมิ” ก็ได้เรียน ‘โพลแดนซ์’ เพื่อที่จะใช้ขึ้นโชว์จริง ๆ ในซีรีส์ ถึงแม้จะมีเวลาเรียนน้อยมาก ๆ เพียงแค่ 5 ครั้ง แต่ “ภูมิ” ก็สามารถทำออกมาได้ดีจนครูน้ำตาคลอ และเอ่ยปากชมอย่างหนัก เพราะว่า “ภูมิ” ไม่มีสกิลการเต้นอะไรเลย ต้องเริ่มต้นใหม่จากศูนย์เพื่อซีรีส์เรื่องนี้เลย และในฝั่งของ “อัพ” ก็ได้เรียนรู้ศิลปะการต่อสู้อย่าง ‘ยูยิตซู’ ที่ได้นำมาใช้ผสมผสานในซีนแอ็กชันของซีรีส์เรื่องนี้ด้วย เป็นประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ท้าทายมาก( เบื้องหลังซีรีส์ที่มีเด็กเล็กในกอง ) ใน Final EP. ได้มีช่วงที่ “อัพ - ภูมิ” อยู่บนเวทีและอุ้ม “น้องสิงโต” อยู่ด้วยจนแฟน ๆ แซวว่าเหมือนครอบครัวเลย ทั้งคู่เลยเล่าเบื้องหลังสนุก ๆ เกี่ยวกับน้องอย่าง “ภูมิ” เล่าว่า ช่วงที่กำลังถ่ายซีนหนึ่งอยู่และอุ้มน้อง น้องก็เห็นว่า “ภูมิ” ใส่ต่างหูเป็นห่วงกลม ๆ อยู่ ช่วงแรก ๆ น้องก็แค่เอานิ้วเขี่ย แต่สักพักน้องก็เอานิ้วมาเกี่ยวจนหัวโยกเลย เรียกเสียงหัวเราะจากคนในกองไปเลย และ “ภูมิ” ก็แวะชมน้องว่าน้องเขาอายุเพียงแค่ 2-3 ขวบ แต่ไม่ค่อยงอแงและแสดงได้ดีมาก ๆ( ถ้าหากอัพภูมิเป็นพ่อคนจริง ๆ ) ด้วยความที่ “อัพ - ภูมิ” เวลาอุ้มน้องก็เหมือนว่าเป็นพ่อของน้องจริง ๆ เลยอยากรู้ว่าถ้าทั้งสองได้เป็นพ่อจริง ๆ จะเป็นพ่อสายไหน สำหรับ “อัพ” จะเป็นพ่อสายสปอยล์ สายเปย์ ซื้อของเล่นให้ ถึงจะตามใจแต่ก็จะให้ลูกมีวินัย มีระเบียบ และให้อ่านหนังสือบ้างเป็นครั้งคราว ส่วน “ภูมิ” ถึงแม้ว่าตอนนี้จะยังนึกภาพตัวเองมีลูกไม่ออก แต่ก็คิดว่าจะเป็นพ่อที่ชอบสอนลูก สปอยล์นิดหน่อยแต่ก็จะสอนเขาด้วย แต่ทั้งคู่ก็ปิดท้ายเป็นเสียงเดียวกันว่าอยากเลี้ยงหมามาก ๆ อาจจะต้องเริ่มจากซ้อมเลี้ยงหมาก่อนว่าลำบากมากมั้ย เพราะเมื่อถึงเวลาที่เรามีลูกจริง ๆ เราจะได้รู้ว่าตอนนี้เราพร้อมแล้วหรือยัง เขาจะได้รับความรัก และเติบโตมาอย่างดีและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “อัพ - ภูมิ” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อว่า “ภารกิจรัก MISSION LOVE OF …”ซึ่งเกมนี้ทั้งคู่ก็เล่นกันออกมาได้น่ารักมากกก ชวนแฟน ๆ เขินน้วยตัวบิดกันแบบสุด ๆ !สามารถไปติดตามรับชมความน่ารักของทั้งคู่ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “อัพ - ภูมิ”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “อัพ - ภูมิ” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ ฝากทุกคนติดตามซีรีส์ “Love of Silom รักแห่งสีลม” ดูย้อนหลังได้ทาง WeTV ที่เดียวเท่านั้น! ฝาก Boxset ของซีรีส์ และรอติดตามผลงานอื่น ๆ ในอนาคตของทั้งสองหนุ่มด้วยน้าาาสามารถเข้าไปรับชมความเคมีเคใจของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

13 ก.ค. 2026
รายการ EFM FANDOM LIVE [ 2 กรกฎาคม 2569 ] ค่ำคืนนี้พบกับ “แจน - จิงจิง” ที่จะมามอบรอยยิ้ม และเสิร์ฟความฟินให้แฟน ๆ ไปกับ 2 ดีเจสวยหล่อ คารมณ์ดี “ดีเจแนน” และ “ดีเจโซเซฟ”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... Spectrum Blueนามปากกา : Teaypss สำหรับ ‘แจน’ โลกใบนี้เต็มไปด้วยสีสันที่ส่งเสียงได้ เธอเป็นออทิสติกที่มองเห็นผู้คนเป็นเฉดสีต่าง ๆ เหมือนออร่ารอบตัว และเธอมักจะซ่อนตัวจากความวุ่นวายด้วยการร้องเพลง เสียงเพลงของแจนบริสุทธิ์และทรงพลังอย่างน่าอัศจรรย์ แต่มีเพียงไม่กี่คนที่จะได้ยินมัน จนกระทั่งวันหนึ่งที่เธอได้พบกับ ‘จิงจิง’ นักร้องซุปเปอร์สตาร์ชื่อดัง ในความเงียบของห้องซ้อม จิงจิงเดินเข้ามาพร้อมกับแสง ออร่า ‘สีฟ้าพาสเทล’ ที่นุ่มนวลและสงบที่สุดเท่าที่แจนเคยเห็นมา สีฟ้าของจิงจิงทำให้อาการตื่นตระหนกของแจนมลายหายไปอย่างน่าประหลาด แจนเผลอพูดคุยกับจิงจิงได้อย่างเป็นธรรมชาติ จนตัวเองยังตกใจ จิงจิงที่ได้ยินแจนฮัมเพลงเบา ๆ ถึงกับชะงัก สายตาของเธอจับจ้องไปที่เด็กสาวผู้มีพรสวรรค์ด้วยความทึ่ง "เสียงของเธอ... สวยงามเหมือนสีฟ้าเลย" จิงจิงเอ่ยพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น หัวใจของซุปตาร์สาวเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความน่ารัก บริสุทธิ์ และดนตรีที่เชื่อมถึงกัน ทำให้จิงจิงตกหลุมรักแจนตั้งแต่แรกพบหลังจากวันนั้น จิงจิงจูงมือแจนเข้าสู่สปอตไลท์ ร่วมโปรดิวซ์เพลงพิเศษด้วยกัน เสียงร้องของแจนประสานเข้ากับทำนองของจิงจิงได้อย่างสมบูรณ์แบบFANFICTION #1: This FANFICTION is titled... Spectrum BluePen Name : Teaypss For Jan, the world is a canvas painted in vibrant hues that seem to whisper secrets. As someone on the autism spectrum, she perceives people as a spectrum of colors, their very essence glowing like auras. To escape the overwhelming noise of life, she often retreats into her own world through song. Jan has a voice that rings with purity and strength, but it remains a hidden gem, heard by just a few. All of this changes when she crosses paths with Jingjing, a renowned pop star. In the tranquil haven of a rehearsal space, Jingjing enters, emanating a soothing and delicate "pastel blue" aura that captivates Jan like never before. In an instant, the gentle blue light seems to wash away Jan’s worries, allowing her to connect with Jingjing in a way she never thought possible. As she hums softly, Jingjing stops in her tracks, her eyes wide with wonder as she takes in the remarkable talent in front of her. "Your voice... it’s as exquisite as the color blue," Jingjing says, her smile radiating warmth. In that moment, something stirs within Jingjing—her heart races like it never has before. Jan's sweetness, her purity, and the musical bond that sparks between them capture Jingjing at first glance. From that day forward, Jingjing brings Jan into the limelight, and together, they create a special song that resonates, with Jan's enchanting voice blending effortlessly with Jingjing's captivating melody.FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... คนที่หายไปจากรูปถ่ายนามปากกา : Quiet June จิงจิง มีความลับ ทุกครั้งที่ถ่ายรูปกับใคร คนคนนั้นจะค่อย ๆ เลือนหายจากรูป เมื่อความสัมพันธ์จบลง รูปเพื่อนสมัยเด็กเหลือเพียงสนามหญ้า รูปครูที่ย้ายโรงเรียนเหลือแค่เก้าอี้ ไม่มีใครเชื่อ จนวันที่จิงจิงถ่ายรูปกับ แจน หลายปีผ่านไปรูปใบนั้นยังเหมือนเดิม “แปลกจัง…” แจนหัวเราะ “อาจเพราะเรายังอยู่ไง” คืนหนึ่งจิงจิงพบกล้องโบราณในร้านเก่า เจ้าของร้านเตือน “กล้องตัวนี้ถ่ายได้…ไม่ใช่ใบหน้า แต่เป็นอนาคต” จิงจิงลองยกขึ้นถ่ายแจน ภาพที่ปรากฏทำให้หัวใจแทบหยุดเต้น ในรูป…ไม่มีแจน ทั้งคืนจิงจิงพยายามเปลี่ยนทุกอย่าง พาแจนกลับบ้านเร็วขึ้น เลี่ยงทุกเส้นทาง ห้ามออกจากบ้าน จนแจนยิ้มแล้วจับมือไว้ “รู้ไหม…” “คนเรามัวแต่กลัวการจากลา จนลืมใช้เวลาที่มี” จิงจิงค่อย ๆ วางกล้องลง เลือกหัวเราะ แทนการหวาดกลัว เลือกอยู่กับปัจจุบัน แทนการวิ่งหนีอนาคต เช้าวันต่อมาจิงจิงหยิบรูปในกล้องขึ้นมาดูอีกครั้ง ภาพเดิมหายไป เหลือเพียงแจนที่กำลังยิ้มกว้าง พร้อมข้อความเล็ก ๆ ด้านหลัง ‘อนาคต…จะเปลี่ยนทุกครั้งที่หัวใจเลือกความสุข มากกว่าความกลัว’ จิงจิงยิ้ม ก่อนกดชัตเตอร์อีกครั้งFANFICTION #2: This FANFICTION is titled... Absent souls in the snapshot.Pen Name : Quiet June Jingjing harbored a unique secret. Every time she snapped a photo with someone, that person would mysteriously fade from the image as their bond diminished. Photos of her childhood pals ended up featuring nothing but the grass beneath them, while images of teachers who moved away showcased only their empty chairs. No one took her seriously—until the moment she posed with Jan. Years later, that picture remained unchanged. “Weird…” Jan chuckled. “Maybe it’s because we still are a thing.” One evening, Jingjing stumbled upon an old camera in a dusty shop. The owner cautioned her, “This camera captures not faces, but rather glimpses of the future.” Intrigued, she took a shot of Jan. The result made her breath hitch. In the photograph… Jan was nowhere to be seen. That night, Jingjing felt urgency pulse through her as she tried to alter their fate. She ushered Jan home early, took every detour possible, and insisted she stay inside until Jan, with a joyful smile and a hand clasped in hers, broke through. “You know…” “People are so scared of goodbyes that they forget to savor the moments they share.” With that, Jingjing lowered the camera, choosing laughter over trepidation, deciding to embrace the now rather than flee from the uncertain future. The following morning, she revisited the photo. The original shot had vanished, replaced by a radiant Jan, with a sweet note on the back: ‘The future… shifts every time your heart opts for joy over fear.’ Jingjing beamed before snapping the shutter once more.FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... เจตนาร้ายในคืนสายฝน You Brought Me Malice in the Rainนามปากกา : Nomarszy บริษัทกำจัดความเป็นไปไม่ได้ บริษัทครีเอทีฟเล็ก ๆ ที่ถูกขนานนามว่าเป็นปีศาจแห่งวงการมายาซึ่งหาตัวจับได้ยาก ครั้งนี้ได้เข้ามามีบทบาทในวงการแพทย์อย่างเต็มตัว ทว่าไม่ใช่การร่วมมือทางธุรกิจแต่เป็นการพัวพันกันด้วยพันธะบางอย่าง ซีน CEO (แจน) ระดับคิวทองของบริษัทกำจัดความเป็นไปไม่ได้ ผู้ที่ใคร ๆ ต่างก็อยากพบหน้าเพื่อเจรจาธุรกิจ แต่เธอมักจะหลบซ่อนตัวอยู่ในเงามืด เธอเป็นครีเอทีฟมือฉมังที่มักจะรังสรรค์ไอเดียระดับพันล้านออกมาได้ในคืนวันฝนพรำ ทว่าเมื่อ ไนล์ นิติเวชหญิงแถวหน้าประจำโรงพยาบาล (จิงจิง) เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ซีนออกมาจากเงามืดได้ด้วยเสน่หาและแรงดึงดูดบางอย่าง แต่กลับเจอเรื่องลึกลับเข้ามาพัวพันในความสัมพันธ์ของเธอทั้งสอง เมื่อไนล์ไม่ใช่แพทย์นิติเวชธรรมดา แต่เธอคือผู้ถูกเลือกให้มีพลังแห่งการเห็นนิมิตของร่างไร้วิญญาณ แม้จะเคยมีคำกล่าวอ้างว่าเธอนำพาเรื่องราวสุดสยองขวัญมาสู่โรงพยาบาลแห่งนี้ ทว่าเธอไม่สนคำครหาจากผู้ใด ทั้งยังคงปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างไร้ที่ติเสมอมา ขณะนี้การเดินทางครั้งใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อได้รู้ว่า ซีนเป็นสาเหตุหลักของการจากไปอย่างผิดธรรมชาติFANFICTION #3: This FANFICTION is titled... You Brought Me Malice in the RainPen Name : Nomarszy "The Impossible Elimination Company," a daring little creative hub known for its relentless spirit in the entertainment world, is taking a bold leap into the medical arena. But this isn’t your average business partnership; it’s a complex tapestry of connections. Enter Scene, the enigmatic CEO of The Impossible Elimination Company, a woman whose presence everyone craves for business endeavors, yet she prefers to dwell in the shadows. A true creative savant, she often devises billion-dollar concepts during stormy nights. Then there’s Nile, a distinguished forensic pathologist at the hospital (Jingjing), whose captivating allure is enough to draw Scene out from her cocoon. However, their bond spirals into a mysterious entanglement. Nile isn't just another forensic pathologist; she possesses the uncanny gift of glimpsing into the realm of the deceased. Though her service has been linked to a string of eerie incidents at the hospital, she faces the scrutiny with unwavering confidence, executing her responsibilities with precision. But a new chapter unfolds when it comes to light that Scene may be at the heart of several unnatural fatalities.FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... เมื่อเมฆเปลี่ยนสีนามปากกา : N3vermxnd ถ้าเมฆมีรสชาติ คุณคิดว่ามันจะเป็นแบบไหน? หอมหวานดั่งสายไหม หรือเปรี้ยวสดชื่นอย่างเลมอน แจนไม่เคยคิดถึงมันมาก่อน จนได้พบกับร้านปรุงเมฆในตรอกลึกลับที่ปรากฏเฉพาะตอนพระอาทิตย์ขึ้น เมฆที่นี่กินได้ มีหลากหลายสีสันและรสชาติ พวกมันช่วยเยียวยาจิตใจผู้ได้ลิ้มลอง อย่างเมฆรสวานิลลาช่วยปลอบใจ เมฆรสเลม่อนช่วยไล่ความเหนื่อยล้า ที่พิเศษคือ "เมฆสายรุ้ง" เพราะมันจะเปลี่ยนสีตามหัวใจของผู้ครอบครอง กว่าสามเดือนที่ “แจน” แวะมาร้านนี้ทุกเช้า จนกลายเป็นลูกค้าประจำของ “จิงจิง” คนปรุงเมฆที่ยิ้มเก่งที่สุดในโลก วันหนึ่งแจนเลือกเมฆสายรุ้งเป็นครั้งแรก ทันทีที่รับมา มันกลับเปลี่ยนเป็นสีชมพู "สีชมพู...หมายถึงเจ้าของหัวใจกำลังตกหลุมรักใครสักคนค่ะ" จิงจิงพูดพลางหน้าแดง แจนยิ้มแล้วตอบเบา ๆ "งั้นก็คงจริง...เพราะฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อซื้อเมฆเท่านั้นหรอกค่ะ" "เอ๊ะ?" "ฉันมาหาคนปรุงเมฆต่างหาก" "บังเอิญจัง..." จิงจิงหัวเราะเขิน ๆ ก่อนยื่นเมฆของตัวเองให้ "เมฆของฉันก็เป็นสีชมพูตั้งแต่วันแรกที่เจอคุณแล้ว" ตั้งแต่นั้นมา เหนือร้านปรุงเมฆเล็ก ๆ จึงมีเมฆสีชมพูลอยอยู่เสมอ เพราะบางครั้ง...ความรักก็เบาราวกับก้อนเมฆFANFICTION #4: This FANFICTION is titled... When the skies don a new huePen Name : N3vermxnd What if clouds had flavors? Would they taste sweet and delicate like cotton candy, or would they be zesty and vibrant like a lemon? Jan had never pondered this whimsical question until she stumbled upon a magical cloud-making shop nestled in an enchanting alley that only materializes at dawn. Here, the clouds are not just for looking at; they're edible delights, adorned in a spectrum of colors and infused with unique flavors. Each cloud has its own healing magic—vanilla clouds comfort weary hearts, while lemon clouds invigorate the spirit. Yet, the true marvels are the "rainbow clouds," which shift colors in harmony with their owner's emotions.For over three months, Jan has made it a ritual to visit this hidden treasure each morning, forming a delightful bond with Jingjing, the sunniest cloud creator in existence. One morning, eager to try something new, Jan selected a rainbow cloud for the very first time. The moment it touched her hands, it transformed into a soft pink hue. "Pink... signifies that the owner is falling in love," Jingjing remarked with a shy blush. Jan beamed in response, her voice barely above a whisper, "Then that must be it... because I didn’t just come here for clouds." "Huh?" Jingjing questioned, wide-eyed. "I actually came to discover the cloud maker," Jan confessed. "What a coincidence..." Jingjing giggled bashfully as she presented her own cloud, adding, "Mine has been pink since the very first time we met." From that day forward, pink clouds have elegantly drifted above the charming cloud-making shop, reminding everyone that sometimes, love is as light and airy as a cloud.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... โปรดระวังช่องว่างระหว่าง “เพื่อนสนิท”นามปากกา : หนุ่มเองPlease mind the gap between train and platform Thank you ถ้าให้เปรียบความสัมพันธ์ระหว่าง ‘เมษา’ (แจน) กับเพื่อนสาวคนสนิท ‘เพลงรัก’ (จิงจิง) เธอคิดว่ามันคงคล้ายกับเสียงสัญญาณแจ้งเตือนเมื่อสักครู่ ช่องว่างระหว่างเราสองคนที่แม้จะเกือบใกล้ชิด แต่หากผลีผลามล้ำเส้นทำตามหัวใจตัวเองออกไป พนันได้เลยว่าเมษาคนนี้คงได้เผลอทำบทเพลงแสนรักของตนหล่นหายไปจากชีวิตเหมือนที่ผู้คนต่างก็พากันทำสิ่งของตกหายลงไปในช่องว่างระหว่างพื้นชานชาลาแห่งนี้ เพลงรักสดใสและอ่อนโยน จนฉันยกเพลงรักทุกเพลงให้เป็นของเธอ เพราะฉะนั้นฉันจึงควรระวังที่จะก้าวข้ามไป แต่ช่องว่างตรงนั้นก็เริ่มอันตราย เมื่อหัวใจของเพื่อนที่ตนแอบหลงรักมานานหลายปีกำลังโลดเต้นโดยที่สาเหตุของการเต้นนั้นไม่ใช่ฉัน บทเพลงรักที่เมษาไม่ได้เป็นคนบรรเลงแต่กลับกลายเป็นเมโลดี้โปรดของเธอ หรือระยะของเพลงรักกับใครคนนั้นมันถูกต้องแล้ว ส่วนเมษาคนนี้คงต้องกลับมาอยู่ในระยะที่ควรจะเป็น ระยะของ ‘เพื่อนสนิท’FANFICTION #5: This FANFICTION is titled… Keep an eye on the space that exists between 'close friends.'Pen Name : หนุ่มเอง Please mind the gap between train and platform Thank you. If she were to reflect on the bond between 'Maysa' (Jan) and her closest friend 'Plaengrak' (Jingjing), she’d liken it to the warning chime she just heard. The space between them, though seemingly small, loomed large—stepping over that boundary in pursuit of her feelings could mean losing her cherished song, much like people misplacing items between train platforms. That enchanting and tender love song—she poured every bit of her affection into it for her friend. So, she really needed to tread carefully and resist that temptation. Yet, this gap was turning perilous, for her friend’s heart, which she had adored in secret for years, was now beating with excitement, and the source of that thrill wasn’t her. The love song Maysa left unsung had become an anthem she couldn't escape. Perhaps the distance Plaengrak had kept from that other person was the ideal one, while Maysa needed to find her way back to the comfort of their ‘best friends’ boundary.เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVEค่ำคืนนี้ขอต้อนรับ “แจน - จิงจิง” ที่พกพาความสว่างไสวมาแจกทุกคน !( เฮห้ะ มาจากอะไร? ) แฟน ๆ เรียก “แจน - จิงจิง” ว่า “เฮห้ะ” กันเยอะมาก ซึ่งที่มาก็มาจากทั้งสองคนอย่าง “แจนแฮ” และด้วยความที่จิงจิงหูไม่ค่อยดีเลยพูด ‘ห้ะ’ บ่อย ๆ ทำให้กลายเป็น “จิงห้ะ” ซึ่งเรื่องที่ “จิงจิง” หูไม่ดีก็เคยไปปรึกษาหมอแล้ว เช็กระดับการได้ยิน ทำให้รู้ว่าเป็นคนที่การได้ยินระดับเสียงต่ำ คนอื่นอาจจะได้ยินปกติแต่ “จิงจิง” จะไม่ได้ยิน ห้ะบ่อยมาก ๆ จน “แจน” ชินแล้ว และเข้าใจว่าจะต้องพูดดัง ๆ หรือพูดใกล้ ๆ จนบางที “จิงจิง” ก็จะทำเป็นได้ยินในสิ่งที่คนอื่นพูดแล้วเพราะเกรงใจ ไม่อยากให้คนอื่นพูดซ้ำ แต่ “แจน” ก็จะจับได้ว่ายังไม่ได้ยินนะเพราะสายตาว่างเปล่าสุด ๆ ซึ่ง “แจน” ก็ไม่ได้ว่าอะไรและเข้าใจกัน( เซ็ทคำถามสุดพิเศษ : คู่ไหนที่ยกให้เป็นคู่ที่หวานที่สุดใน BBFanFest2026 ) สำหรับคู่ที่หวานที่สุดสำหรับ “แจน” ก็คือคู่ของตัวเอง เพราะหลังจากจบคอนเสิร์ต “จิงจิง” ก็ได้มาพูดความในใจให้กัน “จิงจิง” เล่าว่าเป็นเรื่องที่เก็บเงียบมานานเลย เพราะทั้งคู่เข้าวงการกันมานาน มากกว่า 10 ปีเลย กว่าจะมีวันนี้ได้มันก็นานมาก ๆ แล้วด้วยความที่มีแพชชั่นเหมือนกัน ได้มาเล่นคู่กัน ประสบความสำเร็จ และตามความฝันไปด้วยกันมันทำให้มีความสุขมาก ๆ ที่ได้มาอยู่ด้วยกัน เพราะเจ็บกันมาเยอะมากกว่าจะมีวันนี้ และสำหรับ “จิงจิง” คู่ที่หวานยกให้เป็นคู่ของ “กระปุก-ไซซี” เพราะในโชว์คู่ของทั้งสองคนดีไซน์ตอนจบออกมาได้น่ารักมาก เหมือนลูกลิงเกาะแม่ เลยยกให้ความน่ารักนี้ทำให้คู่นี้หวานที่สุด( เซ็ทคำถามสุดพิเศษ : ประทับใจโชว์ไหนที่สุดใน BBFanFest2026 ) เริ่มที่ “จิงจิง” ยกให้โชว์ ‘Touch’ ที่เป็นโชว์แรกของคู่ “แจน-จิงจิง” เพราะกว่าที่โชว์นี้จะเสร็จก็แก้กันหลายรอบมาก ๆ ซึ่งเพลงเสร็จก่อน 1 อาทิตย์ก่อนที่จะขึ้นโชว์จริง ซึ่งถ้าเพลงแก้ ท่าเต้นก็ต้องแก้เพราะจังหวะเพลงมันเปลี่ยน ในโชว์ที่มีกรงก็พึ่งได้ซ้อมกันตอนวันซ้อมใหญ่ ในตอนแรกก็กังวลมาก ๆ ว่าโชว์จะออกมาไม่ดี แต่สุดท้ายโชว์ก็ออกมาสวยตามที่ “จิงจิง” คิดเอาไว้เลย ส่วน “แจน” ก็ชอบโชว์นี้เหมือนกัน แต่ก็มีอีกโชว์ที่ชอบมาก ๆ เหมือนกันก็คือเพลง ‘Genie’ เพราะ “แจน” เป็นแฟนคลับของวง ‘Girls' Generation’ อยู่แล้ว ได้เต้นเพลงนี้มาตั้งแต่เด็ก ดีใจมาก ๆ ที่ทีมให้ขึ้นโชว์เพลงนี้ด้วย “จิงจิง” แซวว่าตอนที่กำลังต่อท่าเพลงนี้ “แจน” คือเต้นได้อยู่แล้ว ซ้อมมาตั้งแต่สิบกว่าขวบ( เซ็ทคำถามสุดพิเศษ : ตอนไหนที่มองอีกฝ่ายสวยที่สุดตอนที่อยู่ใน BBFanFest2026 ) สำหรับ “แจน” มองว่า “จิงจิง” ตอนเต้นสวยที่สุด เพราะว่าเขาชอบเต้นมาก และเราก็รู้ว่าเขามีความสุขกับการเต้นขนาดไหน “แจน” เชื่อว่าคนที่ได้ไปดูหรือเห็นการแสดงจะรับรู้ได้ว่า “จิงจิง” มีความสุขขนาดไหน และตอนที่เขามีความสุขที่สุดก็คือตอนที่เขาสวยที่สุด ส่วน “จิงจิง” บอกว่ารู้อยู่แล้วที่ “แจน” ร้องเพลงได้ เพราะงั้นตอนที่สวยที่สวยที่สุดให้เป็นตอนที่พูดความในใจในคอนเสิร์ต เพราะว่า “จิงจิง” ได้เห็นว่าเขามีความสุขกับตัวเองขนาดไหน ยิ่งตอนที่เขาขอบคุณตัวเอง เห็นน้ำตาก็ยิ่งเอ็นดู เพราะกว่าจะมีวันนี้ได้ ในจังหวะนั้น “แจน” เขาเปล่งประกายเลย( บทคุณไวน์ที่คุณลัลล์เลือกมาเอง ) ตอนแรกเรื่องนี้ “แจน” ถูกวางตัวมาก่อน ซึ่งก่อนหน้าที่จะแคส “แจน” ก็ได้รู้จักและสนิทกับ “จิงจิง” มาก่อนอยู่แล้ว “แจน” รู้สึกว่าไลฟ์สไตล์เราไปด้วยกัน และร่วมงานด้วยกันมันสนุกมาก ๆ ก็เลยให้ทีมเรียก “จิงจิง” มาแคส ให้ผู้ใหญ่ช่วยดูเคมีให้ ซึ่งมันก็ออกมาดีจึงได้บทนี้กัน แต่ระหว่างทางก็เคยได้สลับบทกันดูทำให้รู้ว่าบทเดิมแต่แรกก็ดีอยู่แล้ว จึงทำให้ได้ ‘คุณลัลล์ และคุณไวน์’ ในเวอร์ชันนี้มา( จากคนเฟียร์ซกลายเป็นคนต๊อง ) “แจน” เคยให้สัมภาษณ์ว่า “จิงจิง” เขาเหมือนคนเฟียร์ซ แต่จริง ๆ แล้วเขาต๊องมากกว่าที่คิด ซึ่งเหตุการณ์ที่ทำให้เปลี่ยนความคิด มาจากช่วงที่ถ่ายซีรีส์ ‘น้องสาวหายนะ Hide Sis’ ซึ่งตอนนั้นพึ่ง Q.2 ทำให้ยังไม่สนิทกันขนาดนั้น เป็นเหตุการณ์ที่ “แจน” กำลังเข้าห้องน้ำอยู่ ซึ่งห้องน้ำในกองมีเพียงห้องน้ำเดียว และ “จิงจิง” กำลังจะมาเข้าห้องน้ำและพยายามจะเปิดประตู “แจน” ก็ตะโกนออกไปบอกแล้วว่ามีคนอยู่ในห้องน้ำ แต่ประตูก็ถูกเขย่าและพยายามเปิดอยู่อย่างนั้น จนมีจังหวะที่ประตูเหมือนกำลังจะเปิดออกได้แล้ว ทำให้ “จิงจิง” เห็นว่ามีคนอยู่ในห้องน้ำ “แจน” ก็ต้องรีบออกมาจากห้องน้ำและบอกว่าพี่อยู่ในห้องน้ำ ตะโกนบอกหลายรอบแล้ว แต่ “จิงจิง” ก็บอกว่าหนูไม่ได้ยิน ทั้งกองบอกว่าได้ยินเสียงดังตะโกนลั่น มีแค่ “จิงจิง” คนเดียวที่ไม่ได้ยิน หลังจากเหตุการณ์นั้นทำให้ “แจน-จิงจิง” สนิทกัน และ “จิงจิง” ก็ได้รู้อีกว่า “แจน” เป็นคนที่ตลกมาก พูดจาตลกตลอด และชอบเล่นมุกห้าบาทสิบบาท( คนขี้แกล้งกับคนขี้เขิน ) ด้วยความที่ซีรีส์เรื่องนี้คือ ‘Enemies with Benefits’ ทำให้มันมีฉากที่ต้องเข้าหากันเยอะมาก ๆ เหตุผลที่ทำให้ไม่เขินเพราะ “แจน” บอกว่ามันคือการแสดง ด้วยความที่เคยเล่นซีรีส์แนวนี้มาก่อนแล้ว และ “จิงจิง” ก็มืออาชีพ ยิ่งสนิทกันก็เลยไว้ใจกันมาก ๆ การแตะตัวกันมันเลยเป็นเรื่องปกติไม่ได้รู้สึกแปลกหรือเกร็ง แต่หลัง ๆ “แจน” ก็ยอมรับแล้วว่าเขิน เพราะมีฉากแบบนั้นมากกว่าที่คิด ที่เคยผ่านมาก็แค่ 3-4 ซีน แต่เรื่องนี้คือตั้งแต่ 8 โมงเช้าจนถึง 4 ทุ่มก็มีแต่ซีนแบบนั้น และในส่วนของ “จิงจิง” คือ ในช่วงแรกเขินมาก แต่หลัง ๆ เริ่มเปลี่ยนเป็นแกล้งแทนแล้ว เพราะด้วยความที่ “จิงจิง” เป็นนางแบบมาก่อนทำให้ชอบดูรูปสวย ๆ ที่มีออกแบบท่าสวย ๆ ก็เลยได้ไปคุยและดีไซน์ท่ากับผู้ช่วยผู้กำกับว่าซีนนี้เริ่มที่ท่านี้ แล้วไปท่านี้ดีมั้ย ซึ่งก็แกล้งด้วยการไม่บอก “แจน” ก่อนถ่าย พอเข้าซีนด้วยกัน “แจน” ก็เขินมาก เพราะบางท่าก็ค่อนข้างที่จะน่าเขิน และซีนที่เขินที่สุดคือซีนที่เป็นบนโต๊ะ ใน Ep.5 เขินที่สุดตั้งแต่ถ่ายทำมาเลย แค่พูดถึงก็เขินแล้ว( ความคาดหวังในอนาคต ) จบจากเรื่องนี้แล้ว “แจน” บอกว่าอยากเล่นแบบหนังจีน แนวกำลังภายใน เพราะตอนเด็ก ๆ ชอบดูมังกรหยก ส่วน “จิงจิง” บอกว่าด้วยความที่เป็นคนชอบเต้น ก็อยากได้แนวไอดอล ได้โชว์ Performance เข้าไปด้วย แต่สิ่งที่อยากลองมากที่สุดก็คือรำไทย เพราะชอบเวลาตัวเองได้ใส่ชุดไทย ได้รำไทย ถ้ามีโอกาสก็อยากจะเล่นพีเรียด ย้อนยุค หรืออะไรที่ได้รำไทยด้วย( ประโยคที่อยากบอกคุณลัลล์และคุณไวน์ ) เดินทางมีถึง Ep. สุดท้ายแล้วสำหรับซีรีส์เรื่อง ‘Enemies with Benefits’ ทั้งคู่ก็มีประโยคที่อยากบอกตัวละคร เริ่มด้วย “แจน” ที่ขอบคุณคุณลัลล์ที่เลือกแจน ดีใจที่ตัวเองได้มารับบทนี้ และได้สื่อสารอะไร ๆ แทนลัลล์ คุณลัลล์เป็นคนเก่ง ขอให้หลังจากนี้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และสำคัญที่สุดคือขอบคุณคุณลัลล์ที่ทำให้ได้มาพบกับ “จิงจิง” และแฟนคลับทุก ๆ คน ส่วน “จิงจิง” ก็ขอบคุณคุณไวน์เช่นเดียวกัน เพราะ “จิงจิง” รักคุณไวน์มาก ทำการบ้านเกี่ยวกับคุณไวน์หนักมาก รู้หมดเลยว่าคุณไวน์เป็นคนอย่างไร เห็นใจกับปมของเขามาก ๆ ที่กว่าจะกล้าก้าวข้ามความกลัวนั้นมาได้ และคุณไวน์สอนให้รู้ว่า ‘บางทีเรื่องความรักก็ต้องใช้หัวใจนำทาง’( ดีลลับที่ทุกคนรอคอย ! ) “แจน” เคยพูดเอาไว้ว่าถ้างาน ‘ลัลล์ไม่ชอบไวน์ Final EP. FAN MEETING’ ขายบัตรหมดภายใน 30 นาที จะม้วนหน้าและจุ๊บ “จิงจิง” แต่เพราะว่าบัตรหมดในระยะเวลา 1 ชั่วโมง ทำให้เปลี่ยนดีลเป็น 4 สาวอย่าง “แจน-จิงจิง และกระปุก-ไซซี” จะม้วนหน้าไปพร้อม ๆ กันในงานเลย ถ้าหากจะรอจุ๊บต้องรอเป็นงานกดบัตรครั้งถัดไป ซึ่งมีแน่ ๆ ให้ทุกคนรอติดตามและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “แจน - จิงจิง” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อว่า “บริษัท จจจปฟก จำกัด (มหาชน)”ซึ่งเกมนี้ทั้งคู่ก็เล่นกันออกมาได้น่ารัก ชวนแฟน ๆ เขินน้วยตัวบิดกันแบบสุด ๆ !สามารถไปติดตามรับชมความน่ารักของทั้งคู่ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “แจน-จิงจิง”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “แจน - จิงจิง” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ ฝากทุกคนติดตามซีรีส์ ‘ลัลล์ไม่ชอบไวน์ Enemies with Benefits’ ที่สามารถดูย้อนหลังได้ทางแอป oneD และรอติดตามภาคพิเศษอย่าง ‘ลัลล์ไม่ชอบไวน์ : แต่รักไวน์ที่สุด Married to My Enemy’ ที่พึ่งประกาศออกมาที่งาน Final EP. FAN MEETING ที่ผ่านมานี่เองสามารถเข้าไปรับชมความเคมีเคใจของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

01 ก.ค. 2026
รายการ EFM FANDOM LIVE [ 25 มิถุนายน 2569 ] ค่ำคืนนี้พบกับความน่ารักจาก “นอร์ท - อ๊อตโต้” ที่จะมามอบรอยยิ้ม และเสิร์ฟความฟินให้แฟน ๆ ไปกับ 2 ดีเจ “ดีเจแนน” และ “ดีเจโซเซฟ”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... เขตห้ามจอดนามปากกา : Mypnqiy คุณเคยจินตนาการถึงใครสักคนที่จะก้าวเข้ามาสั่นคลอนหัวใจบ้างไหม? หลายคนอาจวาดฝันถึงเจ้าชาย ถึงเจ้าหญิงผู้เพียบพร้อมด้วยรูปโฉม หรือพรั่งพรูไปด้วยทรัพย์ศฤงคารที่ใครต่างก็หมายปอง ทว่าสำหรับ ‘นอร์ท’ นิยามความรักกลับเรียบง่ายกว่านั้น ตลอด 3 ปีหัวใจของเขาถูกจับจอง โดยคนธรรมดาคนหนึ่ง... ผู้ไม่ได้มีดวงหน้าโดดเด่น และไม่ได้เป็นที่รู้จักของใครต่อใคร มีเพียงสิ่งเดียวที่เหนือกว่าใครทั้งหมด นั่นคือ ‘รอยยิ้ม’ ที่คลี่คลายความทุกข์หม่น ไม่ว่าโลกภายนอกจะถาโถมด้วยมรสุมเพียงใด ‘อ๊อตโต้’ คือคนๆนั้น ใครต่อใครอาจมองว่า ‘การตกหลุมรัก’ เป็นเรื่องง่ายดาย ทว่าสำหรับนอร์ท... มันกลับเป็นกำแพงที่สูงชันจนยากจะข้ามผ่าน “เพื่อนสนิท” คำสั้นๆ ทว่าทรงพลังในการขีดเส้นคั่นความสัมพันธ์ไว้อย่างแน่นหนา หากเปรียบความรู้สึกนี้เป็นดั่งเส้นจราจรบนท้องถนน มันคงไม่ใช่เพียงเส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบ แต่มันคือ ‘เส้นทึบ’ สีขาวสะดุดตา เส้นจราจรที่บ่งบอกว่าเป็น เขตห้ามจอด เสมือนหัวใจของนอร์ทที่ทำได้เพียงเคลื่อนผ่าน เฝ้ามองอยู่ห่างๆ แต่ไม่มีสิทธิ์จับจองหรือหยุดพักใจไว้ที่ตรงนั้นเลย แม้จะครอบครองไม่ได้ แต่ยินดีที่จะรักมันFANFICTION #1: This FANFICTION is titled... No parking areaPen Name : Mypnqiy Have you ever pictured someone stepping into your life and stirring the very depths of your heart? While many might fantasize about a flawless prince or princess, adorned with beauty or wealth and sought after by the masses, North sees love in a different light. For him, it’s not about grand gestures or stunning looks. For the past three years, his heart has been won over by someone utterly ordinary, someone who doesn’t shine in the spotlight. The one thing that brightens everything is that person’s smile, a beacon that chases away all clouds of sadness, no matter how fierce the storms rage outside. That person is Otto. Many might think falling in love is simple, but for North, it’s like scaling a steep cliff—challenging and daunting. The term "best friend" may seem brief, but it draws a clear, strong boundary around their bond. If this feeling were a line on the road, it would be a bold solid line, indicating a no-parking zone, not just a pair of parallel lines destined to remain apart. North’s heart can only wander through that space, observing from a distance, unable to stop or linger. Yet, even without the chance to claim it, he embraces the beauty of that love.FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... ตกสวรรค์ทั้งทีพบรักกับเจ้าที่ไปซะแล้วนามปากกา : heyboo ณ สรวงสวรรค์มีนางฟ้าตนหนึ่งนามว่า “สรนันท์” เธอนั้นมีหน้าตาสะสวย จิตใจดีมีเมตตา แต่ความจิตใจดีมีเมตตาของเธอนั้นได้ทำให้เธอกระทำผิดกฎของสวรรค์จนทำให้ถูกลงโทษ โดยการถูกขับไล่ลงมายังโลกมนุษย์ ในวันที่เธอตกลงมาจากฟากฟ้า ร่างกายของเธออ่อนแรงและไม่มีพลังใด ๆ หลงเหลืออยู่ เธอได้ตกลงมาที่หมู่บ้านดมด. และนอนสลบอยู่หน้าบ้านที่เจ้าที่ท่านหนึ่งนามว่า “ชัชพล” ดูแลอยู่ ตอนที่ท่านกำลังตรวจความเรียบร้อยรอบ ๆ บ้านจึงได้เจอกับนางฟ้าตกสวรรค์ตนนี้นอนอยู่ จากสภาพของเธอแล้วท่านชัชพลไม่สามารถทิ้งให้เธอนอนอยู่ตรงนั้นได้ จึงได้เข้าไปช่วยเหลือให้เธอเข้ามาพักที่ศาลพระภูมิของท่านและใช้พลังส่วนตัวรักษานางฟ้าตนนี้ให้พอมีสติตื่นขึ้นมา เธอรู้สึกขอบคุณท่านชัชพลที่ช่วยชีวิตเธอและให้เธอได้มีที่พักพิง เธอจึงอยู่ช่วยงานท่านเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่าที่จะช่วยได้ เมื่ออยู่กันไปนานวันเข้า ด้วยความที่ทั้งคู่อยู่ด้วยกันมาเรื่อย ๆ ช่วยกันดูแลบ้าน และเป็นคนจิตใจดี ทำให้เข้าอกเข้าใจกันจนเกิดความรู้สึกดีๆให้แก่กัน ทั้งคู่จึงตัดสินใจขยับความสัมพันธ์เป็นคู่รักเจ้าที่ – นางฟ้าคู่แรกของโลกแห่งนี้ และเขาสองคนก็ครองรักกันไปตลอดกาล...FANFICTION #2: This FANFICTION is titled... After losing her favored status, she unexpectedly found herself captivated by a local spirit.Pen Name : heyboo In the realm above, there was a radiant angel named Soranan. With her stunning looks and a heart overflowing with kindness, she often found herself bending the sacred rules of the heavens. This led to her unexpected fall from grace, casting her into the human realm. When she descended, fragile and drained of her celestial energy, she landed in the quaint village of Domd. There, she fainted right in front of a humble abode owned by a local guardian, Chatchapol. While inspecting his property, Chatchapol stumbled upon the unconscious angel and, unable to abandon her, brought her to safety at his shrine. Drawing on his powers, he healed her, gently bringing her back to awareness. Filled with gratitude for his compassion, Soranan soon found herself developing a profound bond with her rescuer. As the days unfolded, their affection flourished, leading to a beautiful romance that intertwined their fates. Thus, they became the first-ever couple of a guardian angel and a villager in this world, embarking on a journey of shared happiness that would last a lifetime…FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... Rain, Coffee, Usนามปากกา : Lnwza นอร์ท เกลียดหน้าฝนเข้าไส้ ทั้งเฉอะแฉะและน่าหงุดหงิด ผ้าที่ตากมีกลิ่นอับ รถติดยาวเหยียด แต่มีวันหนึ่งนอร์ทติดฝนอยู่ที่ร้านกาแฟใต้ตึกคณะและพบว่า 'ฝน' อาจไม่ใช่ศัตรูเสมอไป เมื่อเขาขอแชร์โต๊ะตัวสุดท้ายร่วมกับ อ๊อตโต้ ที่นั่งอ่านหนังสืออยู่เพียงลำพังภายในร้านกาแฟ จากความตั้งใจแค่จะมานั่งหลบฝน นอร์ทกลับพบว่าตัวเองเริ่มจมไปกับเสียงหัวเราะและบทสนทนาอย่างเรียบง่ายของอ๊อตโต้ ความหงุดหงิดที่เคยมีหายไปหมด เมื่อถูกดึงดูดด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่นเหมือนแสงแดดใต้ความมืดมัวของพายุฝน อ๊อตโต้ชวนคุยเก่งจนนอร์ทแทบไม่ทันสังเกตว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ร้านกาแฟที่เคยจอแจดูเหมือนเงียบงันราวกับเหลือแค่เขาสองคนในโลกใบเล็ก ๆ นี้ จนเมื่อฝนเริ่มซาจนเกือบจะหยุดตก อ๊อตโต้ปิดหนังสือแล้วส่งยิ้มหวานมาให้ นอร์ทใจเต้นรัว ไม่ใช่เพราะเสียงฟ้าร้อง แต่เป็นเพราะความรู้สึกที่อยากจะยื้อเวลาออกไปอีกนิด “ถ้าวันไหนฝนตกอีก… เรามานั่งที่โต๊ะตัวเดิมกันไหม?” คำชวนเรียบง่ายของอ๊อตโต้ทำเอานอร์ทถึงกับไปไม่เป็น เขาไม่เกลียดหน้าฝนอีกต่อไปแล้ว เพราะจากนี้ไป... หน้าฝนจะเป็นฤดูที่เขาเฝ้ารอ เพื่อจะได้มานั่งรอใครบางคนในร้านกาแฟที่เดิมอีกครั้งFANFICTION #3: This FANFICTION is titled... Rain, Coffee,UsPen Name : Lnwza North always dreaded the rainy season. It was a time of dampness and annoyance; his clothes took on a musty odor, and the never-ending traffic was maddening. However, one fateful day, sheltered from the downpour in a coffee shop beneath his faculty building, he stumbled upon a revelation: perhaps 'rain' wasn’t such an adversary after all. He took a chance and asked Otto, who was lost in his own thoughts while reading, if he could share the last empty table. What began as a mere escape from the storm blossomed into a delightful connection filled with laughter and easy conversation. As North listened to Otto’s warm chuckles, his irritation melted away, illuminated by Otto's radiant smile, like a beam of sunlight piercing through the gloomy skies. Time slipped by unnoticed as Otto chatted animatedly, creating a bubble of intimacy in the once-bustling café that felt like their exclusive little universe. Eventually, when the rain tapered off, Otto closed his book and flashed a sweet smile that made North’s heart race—not because of the thunder rumbling outside, but from an eagerness to freeze this moment in time. “If it rains again… should we meet at the same table?” Otto’s simple invitation caught North off guard, leaving him momentarily speechless. No longer did he despise the rainy season. Now, it became a period of anticipation—a time he eagerly awaited, just to find himself once again at that coffee shop, sharing warmth and smiles over the soothing sound of raindrops.FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... รักแรกในรอบแค้นนามปากกา : Doshark เสียงปืนที่พรากชีวิต 'ออโต้' ดึงให้ ‘อ็อตโต้’ แฝดน้อง ก้าวเข้าสู่โลกมืดในฐานะเงาของพี่ชาย เบาะแสเดียวชี้ไปที่แก๊งมาเฟียทรงอิทธิพล เขาจึงปลอมตัวแฝงรากลึกขยับเข้าใกล้หัวหน้าแก๊งฝั่งศัตรู ทว่าโชคชะตากลับเลวร้ายกว่าที่คิด เมื่อ “บอสใหญ่” คนนั้นคือ ‘นอร์ท’ รักแรกในอดีตที่พลัดพรากจากกันไป จากคนรักแสนดี บัดนี้กลายเป็นมาเฟียผู้น่าเกรงขาม ทุกครั้งที่อ็อตโต้สบสายตาเย็นชาคู่นั้น หัวใจเขาพลันสั่นคลอนอย่างรุนแรง ระหว่าง "ความแค้นที่ต้องสะสาง" กับ "หัวใจที่รักนอร์ทจนหมดใจ" เขาต้องกลืนก้อนความทุกข์ระทมเพื่อรอวันปิดบัญชีเดือด จนกระทั่งคืนที่อ็อตโต้ลอบเข้าห้องทำงานหมายจะลงมือเด็ดขาด เขาซุ่มรอในความมืดพร้อมปืนในมือ แต่สิ่งที่ได้ยินจากบทสนทนาลับของนอร์ทกับคนสนิท กลับทำให้แผนการพลิกผัน "ถ้าเธอจะยิง ก็เอาเลย" นอร์ทพูดขึ้นลอยๆ สายตาคมปลาบ ตวัดมองมายังมุมมืดที่อ็อตโต้ซ่อนตัวอยู่ ราวกับรู้ทันตั้งแต่แรก บรรยากาศพลันหนักอึ้งและทวีความเข้มข้น ความจริงคือกรงลวง นอร์ทคือผู้บริสุทธิ์หรือฆาตกรที่ซ่อนคมกันแน่? สงครามประสาทและศึกสายเลือดครั้งนี้เพิ่งเริ่มต้นขึ้น!FANFICTION #4: This FANFICTION is titled... First love in a cycle of revenge.Pen name : Doshark The gunshot that ended Auto's life plunged Otto, his twin brother, into a murky underworld, where he became nothing more than a shadow flitting behind his lost sibling. The only hint? A formidable crime syndicate lurking in the background. Determined to unravel the mystery, he donned a disguise and infiltrated the enemy’s inner circle, all in pursuit of its elusive leader. But destiny had a more twisted path in store for him. That leader was none other than North, the love he thought he had lost forever. Once a gentle soul, North had transformed into a ruthless mafia kingpin. Every encounter with those icy eyes sent shivers down Otto’s spine, and he found himself torn between the thirst for vengeance and a love that remained unwavering for North. He kept his pain bottled up, biding his time for the moment of reckoning. Then came the night Otto slipped into North's office, ready to deliver justice, his weapon clenched tightly in hand. But what he overheard during North's clandestine conversation with a trusted aide turned his mission on its head. “If you want to shoot, go ahead,” North said with unsettling nonchalance, his piercing gaze cutting through the shadows where Otto lurked, as if sensing his presence. The air thickened with tension, revealing that the truth could be just as deceptive as a mask. Is North a victim of circumstances or a master manipulator cloaked in darkness? The clash of wills and the bloodshed were only just beginning!FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... ความทรงจำที่หายไป กับหัวใจที่ยังจำเธอนามปากกา : มอมอม ไออุ่น คุณหนูผู้เป็นทายาทตระกูลใหญ่ ประสบอุบัติเหตุจนสูญเสียความทรงจำช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมื่อลืมตาขึ้นมาในโรงพยาบาล คนแรกที่เธอเห็นคือ “น่านน้ำ” บอดี้การ์ดหนุ่มที่คอยเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่าง “คุณเป็นใครคะ?” คำถามนั้นทำให้หัวใจของน่านน้ำเจ็บแปลบ เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาแอบรักเธออยู่เงียบ ๆ หลังออกจากโรงพยาบาล น่านน้ำยังคง ทำหน้าที่ดูแลไออุ่นเหมือนเดิม เขาพาเธอไปยังสถานที่ที่เคยไปด้วยกัน เล่าเรื่องราวในอดีตให้ฟัง และคอยปกป้องเธอจากอันตรายทุกอย่าง ยิ่งใช้เวลาด้วยกัน ไออุ่นก็ยิ่งรู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่อยู่ใกล้เขา แม้จะจำอดีตไม่ได้ แต่หัวใจกลับเต้นแรงเหมือนเคยรักผู้ชายคนนี้มาก่อน วันหนึ่งความทรงจำทั้งหมดกลับคืนมา เธอจำได้ว่าเคยสารภาพรักกับน่านน้ำใต้ต้นไม้ใหญ่หลังคฤหาสน์ แต่เขาเลือกเก็บความรู้สึกไว้เพราะหน้าที่ ไออุ่นยิ้มทั้งน้ำตา ก่อนจับมือเขาไว้ “ถึงฉันจะลืมทุกอย่างไปครั้งหนึ่ง แต่หัวใจฉันก็ยังเลือกคุณอีกครั้งอยู่ดี” น่านน้ำยิ้มเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ก่อนดึงเธอเข้ามากอด เพราะบางครั้ง ความทรงจำอาจเลือนหายได้ แต่ความรักที่แท้จริงจะหาทางกลับมาหากันเสมอFANFICTION #5: This FANFICTION is titled… Memories may fade, but my heart continues to hold onto you.Pen name : มอมอม Ai-Oun, a young heiress from a distinguished lineage, faces a tragic accident that erases her memories from the last few years. When she finally regains consciousness in the hospital, the first face she sees belongs to Nannam, her devoted bodyguard who has remained steadfastly by her side. "Who are you?" she asks, a question that pierces Nannam’s heart, for he has quietly harbored feelings for her all this time. After her discharge from the hospital, Nannam continues to watch over Ai-Oun, taking her to familiar places from their shared past, recounting tales that warm her heart, and shielding her from any harm. As they spend more time together, Ai-Oun starts to feel a unique comfort around him—her heart flutters with an inexplicable connection, as if she’s known and loved him all along. One day, the fog of lost memories begins to lift, flooding back a vivid recollection of a heartfelt confession shared beneath a grand tree at the back of their estate, a moment Nannam had kept hidden out of loyalty to his duties. Tears of joy mix with her smile as she clasps his hand. "Even though I've forgotten so much, my heart still chooses you." For the first time in years, Nannam beams as he draws her into a warm embrace. Sometimes, memories may blur, but the essence of true love always finds a way to shine through.เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVEค่ำคืนนี้ต้อนรับ “นอร์ท - อ๊อตโต้” ที่จะมาแจกความตลก สดใสตามสไตล์ของสองหนุ่ม !( เรื่องราวสนุก ๆ บนเครื่องบิน ) สำหรับหลาย ๆ คนที่ต้องเตรียมตัวขึ้นเครื่องบิน อาจจะกลัวเกิดอุบัติเหตุ แต่ “นอร์ท” กลัวติดตม.สนามบิน เพราะกังวลเรื่องการตอบคำถาม และกลัวสื่อสารไม่รู้เรื่อง โชคดีที่ทริปไปจีนวันนั้นโดนถามน้อยจึงรอดออกมาได้ “นอร์ท” เล่าว่าตอนนั้นถึงกับมือสั่น พอโดนคำถามว่ามากับใคร เลยชี้ไปทาง “อ๊อตโต้” ที่อยู่เคาน์เตอร์ข้าง ๆ กัน ซึ่ง “อ๊อตโต้” ก็เสริมว่าก่อนขึ้นเครื่องบิน “นอร์ท” กดดันมาก แถมยังหลับตลอดการเดินทาง เพราะกลัวจะเจ็ทแล็ก แม้ไทม์โซนประเทศจะต่างกันนิดเดียวก็ตาม “อ๊อตโต้” เลยแซวว่าอาจจะเพราะเป็นความสามารถพิเศษที่หลับได้ทุกที่ต่างหาก “นอร์ท” เลยแก้ตัวขำ ๆ ว่าลงจากเครื่องแล้วพร้อมเที่ยวเลย เอเนอร์จี้มาเต็ม ปิดท้ายเรื่องราวบนเครื่องบินด้วยที่ “อ๊อตโต้” จัดการเลือกเมนูให้เรียบร้อย พร้อมจัดการอาหารในส่วนของหนุ่ม “นอร์ท” ที่หลับตลอดทางให้ด้วย( มีกันสองคน... ก็ช่วยกันดูแล ) สองหนุ่มเล่าว่าทั้งสองคนสลับกันดูแลคนละเรื่อง ช่วยกันแบ่งเบากันไป ในด้านของ “นอร์ท” ก็ดูแล “อ๊อตโต้” ในเรื่องการขี้ลืม เพราะ “อ๊อตโต้” ขี้ลืมมาก ลืมเกือบทุกอย่าง แล้วตอนนี้กระติกน้ำของเจ้าตัวก็หายไปแล้วถึง 2 กระบอกแล้ว ดังนั้น “นอร์ท” จะคอยช่วยเตือนหลาย ๆ เรื่องให้ และในส่วนที่ “อ๊อตโต้” ดูแล “นอร์ท” ก็จะเป็นเรื่องการกิน เวลามาที่กองถ่ายแล้วต้องแยกย้ายกันไปแต่งหน้า “อ๊อตโต้” ก็จะจัดการสั่งอาหารมาให้ “นอร์ท” เลย โชคดีที่ “นอร์ท” เป็นคนที่กินง่าย อยู่ง่าย แค่ไม่กินผักและกินเผ็ดไม่ได้( ไลฟ์สไตล์และความชอบเหมือน ๆ กัน ! ) ไลฟ์สไตล์อาหารการกินทั้งสองตอบเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า ชอบเหมือนกัน ! “นอร์ท - อ๊อตโต้” ชอบไปกินข้าวด้วยกัน ทั้งบุฟเฟต์ ร้านอาหารหลาย ๆ ประเภทเรียกได้ว่ากินเหมือนกันทั้งหมด ร้านประจำที่อยากแนะนำก็มีร้านหมาล่าแถวย่านรัชดา-ห้วยขวาง หรือร้านอาหารเกาหลีสุดอร่อย แต่ “อ๊อตโต้” ก็แซวปิดท้ายว่าทั้ง ๆ ที่กินด้วยกันแต่ “อ๊อตโต้” น้ำหนักขึ้นแค่คนเดียวเลย “นอร์ท” เลยบอกว่าร่างกายเผาผลาญดี กินเสร็จแล้วก็ไปออกกำลังกาย เคยชวน “อ๊อตโต้” ให้ไปเล่นบาสด้วยกันแล้วแต่สุดท้ายก็ปฏิเสธเพราะเล่นไม่เป็น( ชื่อด้อมของ นอร์ท - อ๊อตโต้ ในอนาคต ) ในตอนนี้ “นอร์ท-อ๊อตโต้” ยังไม่มีชื่อด้อมเป็นของตัวเองเลย แต่ทั้งสองก็ได้คิดกันเอาไว้เล่น ๆ แล้วอย่าง ‘ปลาหมึก’ ที่ได้ไอเดียมาจากในรายการ ‘DMD Friendship the Reality’ ที่ “นอร์ท” หั่นปลากหมึกให้ และ “อ๊อตโต้” ก็ส่งจดหมายตอบกลับไปว่าปลาหมึกอร่อยมาก หรือชื่อ ‘นัตโตะ’ ที่มีที่มาจากการเล่นคำของชื่อทั้งสองคนที่ออกเสียงคล้ายกับคำว่า ‘นัตโตะ’ และชื่อสุดท้ายอย่าง ‘หมอนข้าง’ ที่มาจากในรายการเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นซีนที่แฟนคลับชอบพูดถึงกัน “นอร์ท-อ๊อตโต้” ให้สัญญาเลยว่าเวลาที่เหลือก่อนที่จะประกาศอย่างเป็นทางการจะคิดชื่อให้ดีที่สุดเลย มารอลุ้นกันเลยว่าสุดท้ายแล้วชื่อด้อมของทั้งคู่จะได้ชื่อว่าอะไร( เซ็ทคำถาม : จัดอันดับ DMD SPORT DAY 2026 ทีม GREEN MONSTER ) ในปีนี้ “นอร์ท” ได้อยู่ ‘ทีม GREEN MONSTER’ ทางรายการเลยให้จัดอันดับ Top 5 คนเก่งประจำทีม โดยอันดับ 5 คือ “ตี๋ตี๋” เพราะปีที่แล้วได้เล่นบาสด้วยกัน ฝีมือเขาดี ต่อที่อับดับ 4 คือ “เก่ง” เพราะเล่นฟุตซอลด้วยกัน และเชียร์ทีมเดียวกันอีกด้วย ต่อไปอันดับ 3 คือ “ก้อง” เพราะได้เห็นฝีมือเล่นฟุตซอลจากปีที่แล้วเหมือนกัน ต่อไปอันดับ 2 คือ “เติ้ล” เพราะปีที่แล้วเขาทำแต้มได้ในกีฬาฟุตซอล และได้มีไฮไลต์ทำแต้มเป็นของตัวเอง สุดท้ายที่อันดับ 1 ยกให้เป็นของ “อู๋อู๋” เพราะสกิลการเล่นฟุตซอลตึงมาก ๆ เรียกได้ว่าเป็นทีมที่มีแต่ตัวตึงสำหรับกีฬาฟุตซอลเลยทีเดียว( เซ็ทคำถาม : จัดอันดับ DMD SPORT DAY 2026 ทีม PINK POWER ) ในส่วนของหนุ่มน้อย “อ๊อตโต้” ได้อยู่ ‘ทีม PINK POWER’ ทางรายการก็ให้จัดอันดับ Top 5 คนเก่งประจำทีมด้วยเช่นเดียวกัน โดยอันดับ 5 คือ “เวฟ” เพราะคนนี้ขึ้นชื่อเรื่องความตึง อีกทั้งเขามีฉายาว่า ‘เวฟ 5g’ ชื่อนี้เร็วแรงแน่นอน ต่อมาที่อันดับ 4 คือ “เฟิร์สวัน” เพราะเคยเห็นเล่นบาสกับ “นอร์ท” และรู้มาว่าฟุตซอลก็เล่นเก่งเช่นเดียวกัน ถัดไปอันดับ 3 คือ “ปัง” เพราะเล่นบาสเก่ง ต่อมาอันดับ 2 คือ “น้ำปิง” แต่เป็นในด้านของความสวยเริ่ด เรื่องฝีมือการเล่นกีฬาอาจจะต้องรอไปวัดกันเองในสนาม สุดท้ายอันดับ 1 คือ “โทมัส” เพราะเขาเล่นกีฬาหลากหลาย แถมได้ยินมาว่าเล่นวอลเลย์บอลโหดมาก ๆ และสำหรับ “อ๊อตโต้” อาจจะเป็นตัวตึงด้านการก่อกวนประจำทีม เพราะตัวเองไม่ค่อยถนัดกีฬา( เซ็ทคำถาม : DMD SPORT DAY 2026 ทีมไหนจะเป็นผู้ชนะ ? ) “อ๊อตโต้” รีบตอบก่อนเลยว่า ‘ทีม PINK POWER’ ชนะอย่างแน่นอน เพราะมีนักกีฬาเก่ง ๆ ทั้งด้านกายภาพและมันสมอง ทีมสีชมพูจะหาทางเอาชนะได้แน่นอน อีกทั้งจะใช้พลังความน่ารักเข้าสู้แทน แต่หนุ่ม “นอร์ท” บอกว่า ‘ทีม GREEN MONSTER’ จะต้องชนะ เพราะเพื่อน ๆ ในทีมเป็นนักกีฬาที่เก่ง และแข็งแรงกันมาก ๆ ทีมจะไม่แพ้ให้กับทีมคู่แข่งเด็ดขาดถึงแม้จะใช้ความน่ารักมาสู้ก็ตาม แต่ก็รอดูการแข่งขันในสนามอีกทีว่าจะเป็นอย่างไร( เจมี่ - มาร์วิส VS นอร์ท - อ๊อตโต้ ) จากซีรีส์ ‘ด้วงกับเธอ | Duang With You Series’ สองหนุ่มได้รับบท ‘เจมี่ - มาร์วิส’ ซึ่ง “นอร์ท” บอกว่าหลาย ๆ คนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเหมือนเล่นเป็นตัวเอง ซึ่ง “นอร์ท” บอกว่าตัวเองมีส่วนที่คล้ายกับ ‘เจมี่’ เยอะเหมือนกัน อย่างเป็นคนอารมณ์ดี ชอบแซวคนอื่น เฮฮา เลยเหมือนเล่นเป็นตัวเองเลย แต่เพราะ ‘เจมี่’ มาในลุคแบด ๆ เลยจะต่างกับ “นอร์ท” ที่ไม่กล้าเข้าหาคนก่อน จะส่งกระแสจิต มองจนให้เขารู้ตัวก่อน และในฝั่งของ “อ๊อตโต้” ก็เล่าว่าตอนเปิดตัว ‘มาร์วิส’ ทุกคนตกใจกันมาก ๆ เพราะเปิดตัวหลังสุดเลย แต่ก็ได้การต้อนรับอย่างดี “อ๊อตโต้” บอกว่าตัวละคร ‘มาร์วิส’ เรียนแฟชั่นเขาเลยแต่งตัวเก่ง แต่ไม่ใช่สไตล์ที่เราแต่งเป็นปกติ แต่ “อ๊อตโต้” ชอบนะ สุดท้ายก็ได้มีแต่งตามบ้างแต่ก็ไม่บ่อย และถ้าในส่วนของ ‘มาร์วิส’ คล้าย “อ๊อตโต้” ในบางมุม เพราะทั้งสองจะรู้ว่าตัวเองอยากได้อะไรเหมือนกัน เลยต้องให้ “นอร์ท” มาช่วยบอกว่าเหมือนกันในเรื่องซื่อ ๆ ดื้อตาใส( ขั้นตอนการเตรียมตัว DUANG GO ROUND CONCERT ) สำหรับ ‘DUANG GO ROUND CONCERT’ หนุ่ม “นอร์ท” บอกว่าเริ่มต้นไปได้ 20% แล้ว อยู่ในช่วงเริ่มต้น ขั้นตอนกำลังเตรียมตัวอะไรหลาย ๆ อย่าง “นอร์ท-อ๊อตโต้” คุยกันเรียบร้อยแล้วว่าจะร้องเพลงไหนบ้าง ในส่วนของการแต่งตัว “อ๊อตโต้” บอกว่าจะมาในลุค Circus ในส่วนของโชว์ก็ให้แฟนคลับลุ้นกันไปและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีภารกิจพิเศษมาให้ “นอร์ท - อ๊อตโต้” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อว่า “Yes Or No ?? คำถามนี้ ตอบแค่ ใช่ หรือ ไม่”ในภารกิจพิเศษนี้ “นอร์ท - อ๊อตโต้” ก็เล่นกันออกมาได้น่ารัก ชวนแฟน ๆ ยิ้มฟินแก้มแตก !สามารถไปติดตามรับชมความน่ารักของทั้งคู่ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “นอร์ท-อ๊อตโต้”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “นอร์ท - อ๊อตโต้” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ ฝากทุกคนติดตาม DUANG GO ROUND CONCERT จัดขึ้นวันที่ 15 สิงหาคม แล้วมาเจอกันที่งาน DMD SPORT DAY 2026 วันที่ 15 กรกฎาคมนี้ และติดตามผลงานอื่น ๆ ของสองหนุ่ม “นอร์ท - อ๊อตโต้” ด้วยน้าสามารถเข้าไปรับชมความเคมีเคใจของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

17 มิ.ย. 2026
รายการ EFM FANDOM LIVE [ 11 มิถุนายน 2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมพบกับ “ลาเต้ - คิม” ที่มามอบรอยยิ้ม ความสดใส และเสิร์ฟความฟินให้แฟน ๆ ไปกับ 2 ดีเจ “ดีเจแนน” และ “ดีเจโซเซฟ”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... เพราะคุณคือพรของผมนามปากกา : มะเขือเทศลูกกลม 088 269 4514 องศา ชายวัยสามสิบปียืนอยู่หน้าบันไดวัดเก่าแก่ของเชียงใหม่ ชีวิตของเขาประสบความสำเร็จทุกเรื่อง ขาดเพียงเรื่องเดียวคือ "ความรัก" ที่ไม่เคยสมหวังเลยสักครั้ง เบื้องหน้าองค์พระ องศาตั้งใจอธิษฐานอย่างแน่วแน่ เขาไม่ได้ขอคนสมบูรณ์แบบ ไม่ได้ขอรักที่เหมือนในหนัง แค่ขอให้ได้เจอใครสักคนที่พร้อมจะรักในสิ่งที่เขาเป็น "ขอพรเสร็จหรือยังครับ?" เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นทำให้องศาสะดุ้งหันไปพบชายหนุ่มอายุราวยี่สิบปลายๆ ในมือถือกล้องฟิล์มและมีแววตาอบอุ่น "ผมจะขอพรต่อ ถ้าคุณยังอยู่แบบนี้ผมรอได้ครับ" องศารีบเอ่ยขอโทษ ชายคนนั้นยิ้มตอบ "จริงๆ ผมกำลังเดาว่าคุณขอพรเรื่องอะไร ใช่เรื่องความรักไหมครับ" ทำเอาองศาชะงัก "คนที่ทำหน้าตาจริงจังแบบคุณส่วนใหญ่น่าจะเป็นเรื่องหัวใจมากกว่า" องศาหลุดอมยิ้ม "งั้นคุณคงเดาถูก" ชายหนุ่มยิ้มกว้างจนตาปิดด้วยความดีใจ "ดีเลยครับ ถ้าพรข้อนั้นสำเร็จ ช่วยจำไว้นะครับว่าวันนี้คุณได้เจอกับ 'ฟากฟ้า' เผื่อว่า...พรนั้นจะเป็นผม" องศานิ่งค้างไปหลายชั่วขณะ นั่นเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ทำให้หัวใจขององศากลับมาเต้นแรงอีกครั้ง พรที่เขาขอ...ดูเหมือนจะเริ่มทำงานเร็วกว่าที่คิดFANFICTION #1: This FANFICTION is titled... Because you are my blessing.Pen Name : มะเขือเทศลูกกลม In the heart of Chiang Mai, at the foot of an age-old temple, stood thirty-year-old Ongsa. His life was a tapestry woven with success, yet love remained a thread conspicuously absent. Before the serene Buddha image, Ongsa poured his heart out in prayer, his focus absolute. He wasn't seeking a fairytale romance or a flawless partner; his simple plea was for someone to cherish him for exactly who he was. A deep voice, cutting through his quiet devotion, startled him. "Finished praying?" Ongsa turned to find a man in his late twenties, a film camera slung over his shoulder, his eyes radiating warmth. "I'll just be a moment longer. If you're still around, I can wait," Ongsa offered, a touch apologetically. The man's smile was a gentle acknowledgment. "I figured. You looked so intensely focused. Was it love you were petitioning for?" Ongsa's breath hitched. "People with that kind of earnest expression usually have matters of the heart on their minds," the stranger explained. A genuine smile bloomed on Ongsa's face. "Then you've hit the nail on the head," the young man said, his eyes sparkling with a contagious joy. "That's wonderful. And if that wish comes to pass, don't forget you met 'Fakfa' today. Maybe... maybe that wish is for me." Ongsa froze, a jolt running through him. It had been years since his heart had fluttered like this. His wish, it seemed, was already starting to weave its magic, far sooner than he’d dared to hope.FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... Once More : กาลครั้งหนึ่ง...ในความทรงจำนามปากกา : DINO.CHAPTER 085 229 2989 "คิดถึงนะ.." มิน (Mintue |คิม) ยิ้มเมื่อเห็นประโยคนั้น "วันนี้เหนื่อยมั้ย? กลับหรือยัง?" "ไปกินข้าวกันผมหาร้านอร่อยๆรอไว้แล้ว" คำเดิม ๆ ที่ ไทม์ (Time | ลาเต้) ชอบพูดเสมอ สไตล์คนซึนบอกรักไม่เก่งแต่ใส่ใจเป็นที่หนึ่ง ตั้งแต่รู้จักกันชีวิตมินก็มีสีสันขึ้นเหมือนมีซามอยด์เด็กคอยป่วน ทุกเช้าหรือก่อนนอนมินจะอ่านข้อความเหล่านี้ซ้ำ ๆ เจออะไรตลก ๆ ก็ยังคิดจะเล่าให้ฟัง ราวกับได้ใช้ชีวิตคู่และคอยอยู่เคียงข้างกัน ไม่ว่าใครจะพูดอะไรเกี่ยวกับไทม์ สมองของมินเลือกจะปิดรับ เพราะถ้าฟังเขาต้องยอมรับความจริงที่แสนเจ็บปวด คืนหนึ่งมินเปิดอ่านประโยคสุดท้าย "ผมรักพี่นะ..." น้ำตาค่อย ๆ ไหลลงมา สายตาเลื่อนผ่านตัวอักษรไปยังมุมกระดาษ... ไม่ใช่หน้าจอโทรศัพท์ ไม่ใช่ข้อความใหม่ แต่เป็นประโยคในนิยายเล่มเดิม เขาอ่านมันเพื่อเบี่ยงเบนความจริงเรื่องไทม์ แต่ยิ่งอ่านตัวละครก็ยิ่งคล้ายไทม์จนน่าเหลือเชื่อ ทั้งวิธีหยอกล้อหรือนิสัยต่าง ๆ เมื่อเรื่องจบเขาก็เปิดกลับไปหน้าแรก เริ่มต้นใหม่อยู่อย่างนั้น ราวกับตราบใดที่นิยายยังไม่จบ ไทม์ก็ยังอยู่ ทั้งที่ความจริงเรื่องราวของไทม์จบลงไปนานแล้ว...และคนที่ยังเดินออกจากหน้าสุดท้ายไม่ได้ มีเพียงมินคนเดียวFANFICTION #2: This FANFICTION is titled... Once MorePen Name : DINO.CHAPTER A simple "I miss you..." from Time (Mintue | Kim) always brought a smile to Min's face. He'd then get the usual well-meaning inquiries: "Rough day? Heading home soon?" followed by the offer of a meal, "Let's grab a bite. I found this amazing spot." These were Time's signature lines, the predictable rhythm of someone who struggled with grand declarations of love but overflowed with genuine care. Ever since they connected, Min's world had felt brighter, like having a playful Samoyed constantly underfoot, nudging him into life. He'd find himself re-reading these messages each morning and night, sharing amusing snippets as if they were sharing their days, a constant presence in each other's lives. Anyone who dared to speak ill of Time would find Min's mind simply tuning them out, unwilling to entertain anything that might shatter his carefully constructed reality. Then came one evening, as Min read the final message, "I love you..." A slow stream of tears traced paths down his cheeks. His eyes drifted from the words, scanning the page's edge... not his phone screen, not a new notification, but a familiar passage from an old novel. He'd turned to it as a distraction from the stark reality of Time's absence, but the more he read, the eerier the resemblance became. The fictional character mirrored Time uncannily – their teasing banter, their very essence. Once the story concluded, he'd instinctively flip back to the beginning, starting anew. It was as if, for him, the novel's unended pages meant Time was still within reach. But Time's chapter had closed long ago... and Min was the one stuck, unable to move past that final, painful sentence. There was only Min left.FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... พบกันเสียทีนามปากกา : กาแฟไม่หวาน 092 651 3789 “ลาเต้” ช่างภาพหนุ่มที่ชอบสะสมกล้องฟิล์มเก่า วันหนึ่งเขาได้กล้องบังเอิญกล้องโพลารอยด์วินเทจมาตัวหนึ่งมา แต่เมื่อเขาได้ลองกดถ่ายรูปในห้องนอน รูปที่ค่อย ๆ ปรากฏ ชัดขึ้นกลับไม่ใช่ห้องของเขา แต่เป็นภาพบ้านไม้เรือนไทยโบราณที่มีชายหนุ่มหน้าตาสะสวย ราวกับผู้หญิงคนนึง กำลังนั่งมองมาที่กล้องด้วยความฉงน ทุกครั้งที่เขากดชัตเตอร์ ภาพจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลา และยังเป็นชายหนุ่มคนเดิมที่ปรากฏขึ้นในภาพอยู่ตลอด เขาจึงเริ่มรู้สึกผูกพันและเริ่มตกหลุมรักชายหนุ่มในภาพ จึงได้ลองเขียนโน้ตเล็ก ๆ แปะไว้หน้าเลนส์ก่อนจะกดถ่าย เพื่อหวังให้อีกฝ่ายเห็น และเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองจะสื่อ วันหนึ่งเขาเห็นภาพในฟิล์มว่าบ้านเมืองฝั่งนั้นกำลังเกิดไฟไหม้และการทะเลาะวิวาท ชายหนุ่มเห็นภาพกำลังตกอยู่ในอันตราย ลาเต้จึงพยายามกดถ่ายรัว ๆ เพื่อหาวิธีช่วย แต่ฟิล์มโพลารอยด์แผ่นสุดท้ายกำลังจะหมดลง ฟิล์มแผ่นสุดท้ายเด้งออกมา มันเป็นภาพในยุคปัจจุบัน เป็นรูปตัวเขาเองที่กำลังยืนถือกล้อง แต่ข้างหลังเขามีเงาของชายที่อยู่ในรูปมาตลอดยืนยิ้มให้ พร้อมข้อความจาง ๆ บนขอบฟิล์มที่เขียนด้วยลายมือโบราณว่า "ได้พบกันเสียทีนะ" - คณิน (คิม)FANFICTION #3: This FANFICTION is titled... Finally, we meet.Pen Name : กาแฟไม่หวาน Meet Latte, a young shutterbug with a soft spot for vintage film cameras. His collection takes an unexpected turn when he stumbles upon an old Polaroid. Curiosity piqued, he snaps a photo in his bedroom, only to watch a scene unfold on the developing print that's decidedly not his own. Instead, it's an old-fashioned Thai wooden house, and within it, a strikingly handsome, almost delicate young man stares back with a look of bewilderment. Every click of the shutter reveals a new moment in time, yet it's always this same captivating man. A peculiar connection blossoms, and Latte finds himself falling for the enigmatic figure in the developing images. He starts leaving little notes taped to the lens, a silent plea for the man in the photo to see and understand. Then, a chilling image appears: a town ablaze, the young man caught in the heart of the chaos. Latte frantically tries to capture more shots, searching for a way to intervene, but the Polaroid film is dwindling fast. The very last sheet slides out, revealing a snapshot from the present. It's Latte himself, holding the camera, but in the background, a shadowy silhouette—the man from the photos all along—smiles enigmatically. Scrawled on the film's edge in elegant, old-world script is a single, poignant message: 'We finally meet again.' - Kanin (Kim)FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... Taste Test for Twoนามปากกา : Sleepymeen 065 527 2476 ลาเต้ เจ้าของตึกแถวสองชั้นที่ปล่อยพื้นที่ชั้นล่างให้เช่า เป็นคนไม่ค่อยชอบกินขนมหรือของหวาน ๆ เท่าไร แต่เพื่อน ๆ พูดกันว่าถ้าลาเต้บอกว่าอะไรอร่อย แปลว่ามันอร่อยจริง คิม เชฟทำขนมที่เพิ่งย้ายมาเปิดร้านขนมเล็ก ๆ ในตึกของลาเต้ เริ่มพัฒนาสูตรขนมใหม่ แต่ติดปัญหาตรงคนรอบตัวชอบของหวานกันหมด จึงไม่ค่อยแน่ใจว่าคำชมนั้นมันดีจริงไหม เลยลองขอให้ลาเต้ช่วยมาชิม “เต้ช่วยชิมขนมให้พี่หน่อยได้ไหม” จากที่ตั้งใจจะชิมแค่ครั้งเดียว กลายเป็นว่าลาเต้ถูกเรียกตัวมาชิมขนมแทบทุกวัน คืนนั้นร้านปิดไปนานแล้ว แต่ไฟในครัวยังสว่างอยู่ “เต้มาชิมอันนี้ให้หน่อย” ลาเต้นั่งพิงเคาน์เตอร์อย่างหมดแรง “ผมหมดแรงหยิบแล้ว...พี่ป้อนหน่อยได้ไหมครับ” “นี่กำลังอ้อนพี่อยู่หรือเปล่า” ลาเต้หัวเราะเบาๆ สุดท้ายคิมเลยต้องเดินเข้ามาใกล้ แล้วยื่นช้อนป้อนจริงๆ "เป็นไง" "อร่อย" แค่คำเดียวก็ทำให้คิมยิ้มออกมา "ดีใจนะ" "เรื่องขนมเหรอครับ" คิมส่ายหน้า "เปล่า" "..." "ดีใจที่นายยังอยู่ตรงนี้กับพี่จนดึก" หลังจากนั้นการอยู่ชิมขนมจนดึกก็ไม่แน่ใจแล้วว่าเป็นการพัฒนาสูตรขนมหรือเป็นข้ออ้างที่ทำให้ทั้งสองคนได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้นกันแน่FANFICTION #4: This FANFICTION is titled... Taste Test for TwoPen Name : Sleepymeen Latte, who owned a two-story shop with the ground floor leased out, wasn't exactly a fan of sugary treats. But his friends swore by his taste – if Latte said something was good, it truly was. Enter Kim, a pastry chef who'd recently set up a cozy little shop downstairs in Latte's building. Kim was busy experimenting with new creations, but he was a bit shaky on whether the praise he'd been getting was genuine. He figured Latte was the perfect litmus test. "Latte, could you give this a go for me?" he'd asked. What began as a single favor quickly snowballed into Latte becoming Kim's unofficial, daily taste-tester. One evening, long after the shop had closed, the kitchen lights were still blazing. "Latte, try this one," Kim coaxed. Latte, thoroughly worn out, leaned against the counter. "I'm too beat to even lift it... could you feed me?" A playful smirk touched Latte's lips. "Trying to butter me up, are we?" Kim, a little flustered, had to step closer. And then, he actually offered a spoonful, gently feeding Latte. "So, what do you think?" "Delicious." A single bite brought a genuine smile to Kim's face. "I'm so happy." Latte raised an eyebrow. "About the dessert?" Kim just shook his head. "Nope. I'm just glad you're still here with me this late." From then on, it was anyone's guess whether those late-night dessert sessions were truly about refining recipes or just a sweet excuse to linger in each other's company.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... วิธีการจีบเด็กวัด 101นามปากกา : yirennn. 064 634 4047 "พรุ่งนี้อยากกินอะไร เดี๋ยวพี่ตักบาตรไปให้" เสียงใสของ 'นิว' เอ่ยขึ้นก่อนจะส่งรอยยิ้มหวาน ๆ ให้กับ 'เต' เด็กหนุ่มหน้าตาบ้าน ๆ ที่สะพายย่ามพระอยู่บนไหล่ เตถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนปรายตามองหนุ่มหน้าหวานที่อายุมากกว่าตนถึงสามปี แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ผมยังไม่ตายนะพี่นิว อยากทำบุญใส่บาตรอะไรก็ทำเถอะ" "งั้นก็มาบ้านพี่สิ เตก็รู้ว่าพี่ทำกับข้าวอร่อยจะตาย" ร่างอรชรคว้าแขนเด็กหนุ่มมากอดไว้หลวม ๆ พลางส่งสายตาออดอ้อน "ชวนไปบ้านกี่คนแล้วล่ะ" ชายหนุ่มร่างกำยำค่อย ๆ ปัดแขนเล็กออก ก่อนจะเดินหนีคนหน้าหวานตรงหน้า "หึงพี่ก็พูดเถอะ" คนตัวเล็กกว่ายกยิ้มก่อนเอ่ยแซวขึ้น ชายหนุ่มร่างกำยำส่ายหน้าอย่างเอือมระอา แต่นิวหาได้แคร์ท่าทีของเขาไม่ คงเป็นเพราะนิวตามจีบเด็กวัดอย่างเต มาได้กว่าสามเดือนแล้ว แม้อีกฝ่ายจะเย็นชาแค่ไหน แต่ใครสนกันล่ะ ในเมื่อเขารักของเขาไปแล้ว แม้เข้าทางเจ้าอาวาส เป็นเจ้าภาพทั้งงานกฐิน ซองผ้าป่า หรือแม้แต่ทำโรงทานติดต่อกันตลอดสามเดือน นิวก็ทำมาหมดแล้ว ถ้าทำดีขนาดนี้แล้วยังไม่ได้ใจเด็กวัดคนนั้น เห็นทีคงต้องใช้วิธีการ "จีบ" ในแบบของเขาแล้วล่ะ ดูสิว่า 'นายเด็กวัดคนนั้น' จะทนได้สักกี่น้ำกันเชียวFANFICTION #5: This FANFICTION is titled… How to Capture a Temple Boy 101's heart.Pen Name : yirennn. “Thinking about dinner tomorrow, Te? I can offer some alms in your name,” purred New, flashing a disarmingly sweet smile at Te, a young man with a decidedly simple aura and a monk’s satchel slung across his shoulder. Te let out a soft sigh, his gaze drifting to the older, gentle-faced man. “I’m not dead yet, New,” he replied in a rather flat tone. “Do whatever good deeds you feel like.” “Then you absolutely must come to my place, Te! You know I whip up the most delicious meals,” New declared, his slender frame wrapping around the younger man’s arm in a loose embrace, his eyes alight with affection. “Just how many people have you already invited over?” the muscular Te retorted, gently but firmly freeing his arm before walking away from the persistent New. “Just admit you’re feeling a little jealous,” New chirped back with a grin. Te simply shook his head in mild exasperation, but New remained undeterred. After all, he’d been cheerfully pursuing Te, the quiet temple boy, for a solid three months. Te’s cool demeanor was hardly a deterrent; New was head-over-heels, even if it meant ruffling the abbot’s feathers. For three months straight, New had been a whirlwind of activity – organizing Kathin ceremonies, spearheading fundraising drives, and even running a food stall. If all this virtuous effort still hadn’t managed to sway the temple boy, New mused, it was probably time to unleash his own brand of unique courtship. He wondered just how long ‘that temple boy’ could resist.เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้ต้อนรับ “ลาเต้ - คิม”ที่จะมาแจกเคมีความน่ารักทำเอาแฟนคลับใจละลายไปหมดเลย ~( สกิลการพูดของหนุ่ม ๆ ) ด้วยความที่เป็นซีรีส์พีเรียดย้อนยุคเลยต้องใช้สกิลการพูดอย่างหนัก ในบรรดานักแสดง “คิม” เป็นคนที่พูดชัดที่สุดแล้ว ส่วน “ลาเต้” บอกว่า พูดคำว่า วิปลาศ ได้ชัดที่สุด ส่วนการพูดควบกล้ำ เน้นร.เรือ ก็กังวลนิดหน่อย ซึ่งการเก็บคำให้เหมือนกับคนสมัยก่อนก็ใช้เวลานานประมาณหนึ่งเลย มีคุณครูมาสอนครึ่งปี อย่าง “พี่เน็ต” ต้องนวดลิ้นเลย เพราะลิ้นแข็งทำให้พูดร.เรือไม่ชัด แต่ “ลาเต้ - คิม” ไม่โดน ในบรรดานักแสดงมีแค่ “เน็ต” เป็นคนเดียวที่โดน( เป้าหมายในปีนี้ ) ตอนนี้ก็ครึ่งปีแล้ว เป้าหมายที่อยากทำให้สำเร็จภายในปีนี้ก็ยังมีอีกเยอะ “คิม” บอกว่าปีนี้อยากมีเพลงเป็นของตัวเองซึ่งก็ได้มีแล้ว “ลาเต้ - คิม” ลงความเห็นเหมือนกันว่า อยากไปต่างประเทศด้วยกันอีก อย่างประเทศญี่ปุ่น เกาหลี หรือเวียดนามก็อยากไป ซึ่งถ้าได้ไปทำงานด้วยก็ได้ หรือถ้าแค่ไปเที่ยวก็ได้เช่นเดียวกัน( เซ็ทคำถามหวานร้อยยังน้อยไป : ข้อที่หนึ่ง ) เซ็ทคำถามสนุก ๆ เริ่มต้นข้อแรกด้วยคำถามหวาน ๆ ที่ว่า ในสายตาของ “ลาเต้” “คิม” ทำหน้าแบบไหนแล้วน่ารักที่สุด? เห็นแล้วต้องยอมแพ้ให้กับความน่ารักนี้ “ลาเต้” บอกว่า แค่ “คิม” ยิ้มก็น่ารักแล้ว ยิ้มมุมปากและมีสายตาเจ้าเล่ห์นิดหน่อย ในใจ “คิม” นี่เริ่มโกรธแล้ว “ลาเต้” เลยต้องยอม แต่ยังไงก็น่ารักทุกหน้าอยู่ดี เพียงแต่ว่าหน้านี้ทำบ่อยที่สุด( เซ็ทคำถามหวานร้อยยังน้อยไป : ข้อที่สอง ) ต่อด้วยคำถามที่สองที่ถาม “คิม” ว่า ข้อดีขอการที่มีคนข้าง ๆ ที่แข็งแรงอยู่เสมอคืออะไร? โดย “คิม” บอกว่า ร่างกายอาจจะดูแข็งแรง แต่จิตใจอาจจะยัง เพราะ “ลาเต้” มีความเป็นเด็ก ด้วยความที่อายุห่างกัน 5 ปี มี “ลาเต้” อยู่ด้วยมันก็ดี เขาปกป้องเราได้ ถึงแม้ตอนสุดท้าย “คิม” จะแซวขำ ๆ ว่าถ้ามียุงกัดเขาก็จะตีไม่โดนยุงแล้วโดนตัวเราเองก็เถอะ( เซ็ทคำถามหวานร้อยยังน้อยไป : ข้อสุดท้าย ) ปิดท้ายเซ็ทคำถามด้วยคำถามว่า ถ้าได้อีกฝ่ายเป็นแฟนจะโชคดียังไงบ้าง? โดย “ลาเต้” เริ่มตอบก่อนว่า สบายแน่นอนเพราะ “คิม” คอยไปรับ-ส่ง เทคแคร์ดูแล ตามใจทุกอย่างเลย แถมยังสายเปย์เลี้ยงข้าวตลอด อีกทั้งเขาก็ผ่านประสบการณ์มาเยอะด้วย ส่วน “คิม” ก็ตอบว่า ชีวิตมีสีสันเพิ่มมาเยอะเลย แต่ละวันไม่เบื่อเพราะมีเรื่องให้เครียดเพิ่มแทน ด้วยความที่ “ลาเต้” เขาเป็นคนที่ซน เป็นตัวของตัวเองสูงด้วย แต่เขาก็ทำให้ภาพลักษณ์เราดี เพราะเราได้มีแฟนเด็ก หล่อนิดหน่อย 2/10 ยังไงก็ได้มีความสุขทุกครั้งที่เขายิ้ม ถึงแม้ว่า “ลาเต้” จะยิ้มเพราะตลกหน้าเราก็เถอะ แต่พอเราเห็นว่าเขายิ้มเราก็โกรธไม่ลงหรอก( บรรยากาศในกองภพเธอ ) หนุ่ม ๆ เล่าว่าในกอง “คิม” เป็นสายกินเลย ส่วน “ลาเต้” บอกตัวเองอ่านบท แต่ “คิม” ก็แย้งกลับมาว่า “ลาเต้” ชอบหลับไม่ก็แกล้งคนอื่น แกล้งพี่เน็ต แซวคนอื่นเขาไปทั่ว “ลาเต้” จึงขอแก้ตัวเพิ่มว่าที่ทำแบบนี้เพราะกลัวบรรยากาศในกองอ่อม ต้องถ่ายทำนานทั้งวันเลยช่วยบูสท์เอนเนอร์จี้ให้กับคนอื่น อีกอย่างซีรีส์เรื่องนี้ก็เป็นการแสดงครั้งแรกของทั้งสองคนด้วย เรื่องแรกก็เจอพีเรียดเลย เลยคิด ๆ กันไว้ว่าถ้ามีโอกาสได้เล่นโปรเจ็คถัดไปอีก “ลาเต้ - คิม” ก็อยากจะเล่นแนวโหด ๆ มาเฟีย แนวบู๊เลย อยากเล่นอะไรที่ฉีกจากคาแรคเตอร์ปกติของทั้งคู่( สิ่งที่อยากขอบคุณซีรีส์เรื่องนี้ ) ซีรีส์ก็เดินทางมาถึง Final EP. แล้ว “ลาเต้ - คิม” มีอะไรอยากจะพูดกับตัวละครของตัวเองบ้างมั้ย เริ่มจาก “คิม” ที่บอกว่า ใจหายนิดหน่อย ก็ต้องขอบคุณน้องแก้วที่ทำให้เราได้เรียนรู้ความรัก ความเชื่อมั่น และความทุ่มเท ส่วน “ลาเต้” ก็ขอบคุณพี่จอมที่สอนความเป็นผู้ใหญ่ให้กับตัวเอง ทำให้เราดูโตขึ้น นิ่งมากขึ้น และ “ลาเต้ - คิม” ย้ำว่าสิ่งสำคัญที่สุดก็คือทำให้ทั้งคู่ได้เจอกับแฟนคลับและคนดูทุกคน และ “คิม” ก็มีซีนที่ชอบก็คือ ซีนที่ตลาด เพราะในซีนนั้นตัวละครพี่จอมต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมากที่จะพูดออกมา และ “ลาเต้” ก็ชอบซีนงูกัดเป็นพิเศษ เล่นเองก็ขำเอง ชอบมาก ๆ อีกทั้งซีนนั้นก็ทำได้ดีมากด้วยและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “ลาเต้ - คิม” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อว่า “3 ภพ บรรจบรัก” ซึ่งทั้งคู่ก็เล่นกันออกมาได้น่ารัก ชวนแฟน ๆ เขินน้วยตัวบิดกันแบบสุด ๆ !สามารถไปติดตามรับชมความน่ารักของทั้งคู่ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “ลาเต้ - คิม”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “ลาเต้ - คิม” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ ฝากทุกคนติดตามซีรีส์ "ภพเธอ ( Love upon a Time Series )" ทุกวันศุกร์ เวลา 21:30 น. ทางช่อง Workpoint 23 และเวอร์ชัน UNCUT ทาง iQIYI ด้วยน้าาสามารถเข้าไปรับชมความเคมีเคใจของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

10 มิ.ย. 2026
รายการ EFM FANDOM LIVE [ 4 มิถุนายน 2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมพบกับ “เน็ต - เจเจ” ที่จะมามอบรอยยิ้ม และเสิร์ฟความฟินให้แฟน ๆ ไปกับ 2 ดีเจสวยหล่อ คารมณ์ดี “ดีเจแนน” และ “ดีเจโซเซฟ”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... สลักไว้ด้วยรัก (Engraved in love)นามปากกา : คุณหญิงเสือแม่หมื่นภพ "คุณติดอยู่ในนี้มานานแค่ไหนแล้ว" นั่นเป็นคำถามที่ผมเลือกถามกับชายแปลกหน้าที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม "ตั้งแต่ฉันตาย" "นี่ผมพูดอยู่กับผี ถูกไหม" นอกจากจะถูกดึงเข้ามาในรูปวาดอย่างไม่เป็นปี่เป็นขลุ่ยแล้ว พระเจ้ายังทดสอบความกลัวของผมโดยการให้มานั่งสนทนากับผีอยู่ในบ้านทรงยุโรปสมัย ร.๕ แบบนี้ด้วย สมองผมเออเร่อแล้วตอนนี้ ไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรก่อนดี "คงจะอย่างนั้น" ผีตรงหน้ายิ้ม เขามีใบหน้าคมเข้ม ดวงตาสีดำสนิท ที่สำคัญ หล่อมาก (สาเหตุที่ไม่กลัว) "ผมอยากกลับออกไป" "แล้วเธอเข้ามายังไง" "นั่นน่ะสิ ผมแค่เดินผ่านโถงออฟฟิศจะไปเข้าห้องน้ำ หยุดดูรูปหน่อยเดียวก็ถูกดึงเข้ามาดื้อๆ" "..." "หรือเป็นคุณที่ดึงผมเข้ามา คุณหาเพื่อนแก้เหงาเหรอ" "ฉันไม่ได้อยากได้เพื่อนสักหน่อย" เขาหัวเราะ "ไปเถอะเดี๋ยวฉันพาเธอออกไป" มือแกร่งนั่นเอื้อมมาจับจูงผมตรงไปที่ทางออก มันอบอุ่นผิดกับที่คิดไว้ ราวกับคนตรงหน้ามีชีวิตจริงๆ "ว่าแต่ ชาตินี้เธอชื่ออะไรนะ" ชาตินี้? "เจเจครับ" "ชื่อแปลกหูดี" "คุณล่ะ" เป็นอีกครั้งที่เขายิ้ม พร้อมกับแรงที่ผลักผมออกจากประตูไป "ไว้ความทรงจำเธอกลับมาเมื่อไหร่ เธอก็จะรู้เอง"FANFICTION #1: This FANFICTION is titled... (Engraved in love)Pen Name : คุณหญิงเสือแม่หมื่นภพ I decided to break the quiet by asking the person across from me, "How long have you been trapped here?" His reply sent a shiver down my spine: "Ever since I passed away." My mind went into overdrive. Was I really chatting with a ghost? To make matters worse, after being bizarrely yanked into this painting, I was now sitting in an old-school European house, the kind you'd see in King Rama V's era, having a conversation with a phantom. My brain felt like it was about to short-circuit. "Quite likely," the ghost responded with a grin. He possessed striking features – a sharp face, intense dark eyes, and, I have to admit, he was remarkably handsome, which, strangely, kept my fear in check. "I need to escape this place." "And how did you find your way in?" he inquired. "Well, I was just heading to the restroom in the office corridor, stopped to admire the painting for a moment, and poof! I was pulled in." A brief pause. "Or did you pull me in? Are you looking for a companion?" He let out a soft laugh. "I don't require company. Come with me, I'll show you the exit." He offered a firm hand, leading me towards what appeared to be an escape route. The warmth emanating from him felt surprisingly tangible, almost as if he were alive. "By the way, what's your name in this current existence?" This life? "JJ." "An interesting name. And yours?" He offered another smile. As a gentle force guided me towards the threshold, he said, "You'll remember when your memories return."FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... ถึงปฏิหาริย์และพร 12 ข้อ (Wishing you)นามปากกา : ไอซ์ไม่ชอบความเย็น มีคนเคยบอกว่า...เวลาจะเยียวยาทุกสิ่ง เมษ (เจเจ) ถูกพรากคนรักไปด้วยโรคร้ายที่ไม่อาจรักษาได้ แม้ว่าการข่มตาหลับในทุกๆวันเพื่อไม่ให้นึกถึงคนรักนั้นเป็นเรื่องที่ฝืนและยากสำหรับเขามาก แต่ถึงอย่างนั้น วันเวลาที่ผันผ่านก็ไม่อาจพรากความหวังในปาฏิหาริย์ไปจากหัวใจของเขาได้ ในช่วงเวลาที่เขากำลังแตกสลายนั้น เมษได้พบกับชายหนุ่มปริศนา จ๊อบ (เน็ต) เข้ามาในชีวิตพร้อมกับมอบพร 12 ข้อให้แก่เขา จ๊อบเปรียบดั่งเทพไร้เสียง มีเพียงแค่กายหยาบกับพรที่จะสามารถทำให้บังเกิดขึ้นเป็นจริงได้ แต่แทนที่เมษจะขอให้ปาฏิหาริย์ของเขาเป็นจริง เขากลับขอแค่ให้ได้ทำในสิ่งที่เคยตั้งใจไว้ด้วยกันกับคนรัก เมษได้เริ่มใช้ช่วงเวลาร่วมกับจ๊อบในการทำพรแต่ละข้อให้เป็นจริง จนมาถึงพรข้อสุดท้าย ถ้อยคำขอคำสุดท้ายจากริมฝีปากเมษ สั่นคลอไปกับหยาดน้ำตาที่ไม่อาจกั้น เมษได้เอ่ยออกไปเป็นเพียงหนึ่งประโยคสั้นๆ ว่า “ขอจ๊อบกลับมาได้ไหม” ‘จ๊อบ..คนที่รักสุดหัวใจ’ แท้จริงแล้วเขานั้นรู้ดีว่า พรที่เข้ามาพร้อมกับชายปริศนาหรือแม้แต่ปาฏิหาริย์ที่เขาเฝ้ารอ ล้วนเป็นจินตนาการที่เมษได้สร้างขึ้นมาและไม่มีอยู่จริง เมษยังคงติดอยู่ในวังวนของรักครั้งนี้..ตลอดไปFANFICTION #2: This FANFICTION is titled... (Wishing you)Pen Name : ไอซ์ไม่ชอบความเย็น They say time's a healer, but for May, it was a different story. The loss of his beloved to an incurable illness left him shattered. Even the simple act of closing his eyes each night was an agonizing reminder, yet the hope for something extraordinary, a miracle, stubbornly persisted within him. It was during this profound grief that a peculiar figure named Job entered his life, a man of mystery who offered him twelve chances to reshape reality. Job was like a silent deity, a vessel of power capable of manifesting desires, yet wordless. Instead of a miraculous cure, May chose to weave his unfulfilled dreams with his lost love into existence. As May and Job embarked on this journey, ticking off each wish, a profound realization dawned. The final request, whispered through tears, wasn't for a miracle or a return to the past, but a simple, heartfelt plea: "Can I have Job back?" In that moment, the truth hit him with full force – the wishes, the ethereal presence of Job, even the longed-for miracle, were all illusions born from his yearning heart. May found himself forever caught in an endless cycle of love and longing, a destiny woven with shadows.FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... "Roof-Top Love: ตึกนี้มี (รัก) รั่ว"นามปากกา : Fameyday "กฎของตึกนี้คือห้าม 'เผลอใจ' งั้นผมขอไม่เผลอ... แต่ขอ 'ตั้งใจ' รักเธอเลยแล้วกัน!" เน็ต รับบทเป็น "ธันวา" สถาปนิกหนุ่มมาดกวน เจ้าของไอเดียรีโนเวทตึกเก่ากลางกรุงให้กลายเป็นคอมมูนิตี้สเปซสุดคูล เขาเป็นคนขี้เล่น ช่างแกล้ง แต่เวลาทำงานหรือดูแลคนสำคัญจะอบอุ่นพึ่งพาได้เสมอ เจเจ รับบทเป็น "นับตังค์" อินทีเรียดีไซเนอร์หนุ่มแว่นสุดน่ารัก สายเนิร์ดแต่แอบดื้อ ที่ถูกส่งมาทำงานร่วมกับธันวาอย่างเลี่ยงไม่ได้ เรื่องราววุ่นๆ เริ่มขึ้นเมื่อการรีโนเวทตึกนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องแบบแปลน แต่ทั้งคู่ดันไปสืบรู้ความลับว่าตึกนี้มี "คำสาปความรัก" ที่ลือกันว่า 'หากสถาปนิกและอินทีเรียดีไซเนอร์คู่ใด สามารถรีโนเวทตึกนี้เสร็จโดยไม่ตกหลุมรักกันได้ ตึกนี้จะกลายเป็นตึกที่ฮิตที่สุดในเมือง แต่ถ้าเผลอใจรักกันเมื่อไหร่ ทุกอย่างที่สร้างมาจะถล่มลงมาเป็นสีชมพู!' จากคู่กัดที่ต้องคอยทำท่าขู่เป็นแมวใส่กัน ต้องมาร่วมมือกันปิดบังความรู้สึกตัวเอง "บอกให้มาช่วยรีโนเวทตึก ไม่ได้บอกให้มาพัง 'กำแพงหัวใจ' กันซะหน่อย!" เน้นเคมีหยุมหัวแต่คลั่งรัก ท่าทางขี้เล่นกวนๆ ของพระเอก และความน่าเอ็นดูของนายเอกสายแว่นFANFICTION #3: This FANFICTION is titled... "Roof-Top Love"Pen Name : Fameyday In this vibrant tale, we meet Thanwa, a spirited young architect portrayed by Net, whose audacious plan is to transform a city-center relic into a trendy communal hub. He's got a knack for playful banter and a teasing spirit, yet when it comes to his profession or those he cares about, he's a pillar of warmth and dependability. Opposite him is Nabtung, played by JJ, an endearing, bespectacled interior designer. Though outwardly studious, Nabtung harbors a rebellious streak and is reluctantly paired with Thanwa for the renovation project. Their story truly kicks off when the project transcends mere blueprints. They stumble upon a surprising secret: the building is under a 'love curse.' The legend goes that if an architect and interior designer can successfully complete the renovation without succumbing to romance, the building will skyrocket to fame. However, should they fall for each other, their entire creation is destined to crumble into a chaotic romantic disaster! What begins as a clash of wills, akin to a feline squabble, forces them to collaborate and conceal their burgeoning feelings. 'I asked for help with the renovation, not for you to dismantle my heart's defenses!' one might exclaim. This narrative dives deep into the electrifying, almost delirious, chemistry between the leads. It highlights the main male character's charmingly mischievous nature and the utterly captivating, albeit seemingly reserved, 'antagonist' who wears glasses. The core of the story revolves around their unexpected and intense connection amidst the backdrop of a peculiar building curse.FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... ทางกลับบ้านนามปากกา : อ้วนรักพี่เน็ตไหม บนถนนสายเปลี่ยว มีไฟหน้าจากมอเตอร์ไซค์คันเล็กขับฝ่าความมืดเพื่อจะกลับบ้าน บรรยากาศต่างจังหวัดยามวิกาลชวนขนลุก “มืดไปป่าววะ..” เจเจ บ่นอุบ ยิ่งนึกถึงว่าตนต้องกลับดึกเพราะปาร์ตี้ส้มตำยิ่งบิดเร่ง ทว่าจู่ ๆ ตาคู่กลมก็เหลือบเห็นเงาสีขาววูบวาบที่หางตาขวา ลอยตามติดรถด้วยความเร็ว พอหันไปมองกลับว่างเปล่าแต่เมื่อหันกลับมามันก็โผล่มาประกบชิดอีก “อะไรเนี่ย!” เจเจสติกระเจิง กลัวจนมือสั่นจึงหักเลี้ยวเข้าปั๊มน้ำมันข้างๆทันที ร่างเล็กคว้ามือถือโทรหาแฟนหนุ่มด้วยนิ้วชุ่มเหงื่อ [ว่าไงครับอ้วน] "พี่เน็ต... ฮือ มารับเจที่ปั๊มหน่อย เจเจอเงาขาวๆตามมา เจกลัว" [ตั้งสติคนดี รอพี่ตรงนั้น พี่กำลังออกไป] หลังวางสายเจเจยืนหลบร้านสะดวกซื้อ แต่เด็กปั๊มในเงากลับยืนนิ่ง ตาเบิกโพลงชี้มาที่หน้าเขา เจเจกลัวจนน้ำตาคลอแต่อึดใจเดียวแสงไฟรถคันคุ้นตาก็สาดเข้ามา เน็ตลงจากรถเข้ามากอดปลอบแฟนหนุ่มจมอก "พี่อยู่นี่แล้วอ้วน ไหนเป็นอะไรให้พี่ดูซิ" เน็ตประคองใบหน้าหวานให้เงยขึ้น "มันยังอยู่ตรงนั้นพี่เน็ต" ร่างหนามองตามก่อนจะสังเกตเห็นสิ่งหนึ่งที่หางตาแฟนหนุ่ม "นี่หรอเงาขาว ๆ " เจเจเงยหน้าขึ้นมามองก่อนเจอกับ... เม็ดข้าวเหนียวFANFICTION #4: This FANFICTION is titled... The way back homePen Name : อ้วนรักพี่เน็ตไหมCruising down a lonely stretch of road, the glow of a small motorcycle's headlights cut through the inky blackness as its rider headed home. The rural night felt a little spooky, the kind of quiet that makes you jump. 'Is it getting too dark...?' JJ mumbled, his thoughts of getting back late from a somtum feast only spurring him to go faster. Suddenly, his wide eyes registered a quick flash of white, a phantom darting past his peripheral vision, keeping pace with his bike. He whipped his head around, but there was nothing there. Then, as he turned back to the road, it reappeared, alarmingly close. 'What in the world was that?!' JJ yelped, his knuckles white on the handlebars as he veered sharply towards a nearby gas station. His clammy fingers fumbled for his phone, and he dialed his boyfriend. ['Hey, big guy, what's up?'] 'Net... h-h-h... could you swing by the gas station? I think something white was chasing me. I'm freaked out.' ['Whoa, take it easy, love. Just hang tight, I'm on my way.'] After the call, JJ ducked behind the convenience store, but the attendant, lurking in the shadows, stood frozen, his gaze locked onto JJ, pointing. Terror welled up in JJ, bringing tears to his eyes, but then, a familiar set of headlights pierced the gloom. Net emerged from his car, rushing to embrace his trembling boyfriend. 'I'm here, fatty.' 'What's going on? Let me see,' Net said softly, tilting JJ's tear-streaked face up. 'It's still there, P'Net,' JJ whispered, following his gaze. Net followed his boyfriend's line of sight and then spotted it. 'Is *this* the white shadow?' JJ looked up and saw... a single grain of sticky rice.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... The Last Flight เที่ยวบินสุดท้ายถึงคุณนามปากกา : ข้าวเหนียวนึ่ง วันนี้คือวันสุดท้ายที่ผมจะขึ้นบิน ไม่ใช่เพราะอายุงาน ไม่ใช่เพราะคำสั่งปลดประจำการ และไม่ได้เป็นเพราะร่างกายของผมอ่อนแอลงจนบังคับเครื่องบินไม่ไหว แต่เหตุผลที่แท้จริงกลับเรียบง่ายและเจ็บปวดกว่านั้น… มันเป็นเพราะคนที่ผมรักได้จากโลกนี้ไปแล้ว ผมเป็นนักบินกองทัพอากาศที่ใช้ชีวิตอยู่บนท้องฟ้า ส่วนเขาเป็นช่างภาพอิสระที่กล้องถ่ายรูปแทบไม่เคยห่างจากมือของเขาเลย ทุกครั้งที่มีการแสดงการบินหรือภารกิจเปิดให้คนนอกเข้าชม เขามักจะยกกล้องถ่ายรูปขึ้นเล็งไปบนฟ้าเสมอ และในบรรดาภาพนับพันใบที่บันทึกไว้ในกล้องนั้น มีเครื่องบินลำหนึ่งปรากฏอยู่บ่อยที่สุด… ลำที่ผมเป็นผู้บังคับ “ถ้าวันหนึ่งผมหาคุณไม่เจอบนฟ้าล่ะ” เขาเคยถามผมเล่น ๆ “เดี๋ยวผมจะบินให้คุณหาเจอเอง” ผมตอบพลางหัวเราะ ในวันที่เขาจากไปด้วยโรคที่ไม่มีใครคาดคิด ผมนึกถึงทฤษฎีหนึ่งว่า 7 นาทีสุดท้ายก่อนที่คนเราจะเสียชีวิต สมองของมนุษย์จะฉายภาพความทรงจำที่มีค่าที่สุดขึ้นมาอีกครั้ง... ผมไม่รู้ว่าทฤษฎีนั้นจริงไหม แต่ในเมื่อไม่มีคุณคอยมองหาแล้ว ต่อให้พยายามฝืนขึ้นบิน แต่ทุกเที่ยวบินหลังจากนี้ก็คงไร้ความหมายอีกต่อไป เที่ยวบินสุดท้ายนี้… ผมขอมอบให้คุณนะFANFICTION #5: This FANFICTION is titled… The Last FlightPen Name : ข้าวเหนียวนึ่ง This marks my final journey amongst the clouds. It's not a farewell born of seniority, nor an order from above, nor a body that has finally surrendered to age. The truth is far more poignant, a quiet ache in my heart: the person I loved most has departed this world. I was an Air Force pilot, my life woven into the fabric of the sky. He, a freelance photographer, his camera a constant companion. During airshows and open days, his lens would invariably turn skyward, seeking out the aerial ballet. And among the countless frames he captured, one silhouette dominated – the very aircraft I commanded. 'What if one day I can't spot you up there?' he'd tease. 'Then I'll fly so you can find me,' I'd laugh back. The day he succumbed to a sudden illness, a thought surfaced: that the human mind, in its final moments, revisits its most cherished memories. I can't say if it's true, but now that he's no longer here to seek me out, even if I were to take to the air, each subsequent flight would feel utterly hollow. This last flight is for you, my love.เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้ต้อนรับ “เน็ต - เจเจ”ที่จะมาแจกความความตลก และแบ่งปันเรื่องราวสนุก ๆ ให้เหล่าแฟนคลับทุกคนฟัง( พี่ดาราและนามปากกาของเขา ) ปกติทางรายการเปิดให้เหล่าแฟนคลับส่งฟิคเข้ามาในรายการ นั่นทำให้นึกถึง “เจเจ” ที่ก็เขียนฟิคอยู่แล้ว โดยใช้นามปากกา ‘ไข่ดาวไม่สัก เอ้ย ไข่ดาวไม่สุก เอ้ย ถูกแล้ว’ และใช้ชื่อนักเขียนว่า ‘ไก่ที่หมดจานดีกว่าการที่หมดใจ’ เพราะส่วนตัวก็ชอบคำคมอยู่แล้วเลยเลือกใช้ชื่อนักเขียนและปากกาแบบนี้ โดยชื่อเรื่องคือ ‘Perfect Disaster คุณวินาศ ผมวิบัติ’ พล็อตนิยายสนุกมาก พระเอกธงดำมีความจิต ๆ หน่อย ทิ้งท้ายด้วยการฝากให้ทุกคนไปอ่านด้วย ปิดท้ายด้วย “เน็ต” แซวตลก ๆ ว่าถ้าเจอนามปากกาแบบนี้คงไม่อ่าน แต่ก็เป็นแค่การล้อเล่น เพราะสุดท้าย “เน็ต” ก็ช่วย “เจเจ” เล่าถึงพล็อตและตัวละครสำหรับฟิคเรื่องนี้อยู่ดี( Mini Game : ชาติก่อน ) ทางรายการมี Mini Game เล็ก ๆ มาให้ “เน็ต-เจเจ” เล่นกันสนุก ๆ โดยเป็นคำถามเกี่ยวกับชาติก่อน ชาตินี้ และชาติหน้า โดยเริ่มที่ชาติก่อนกับคำถามที่ว่า ถ้าในอดีตทั้งสองรู้จักกันมาก่อน อีกฝ่ายจะเป็นอะไรในชีวิตของเรา พร้อมเหตุผลประกอบ เริ่มที่ “เน็ต” พูดก่อนเลยว่า ชาติที่แล้ว “เจเจ” ต้องเป็นน้องที่คลานตามกันมาแน่ ๆ เพราะชาติที่แล้วทำบุญทำบาปกันเอาไว้เยอะ ชาตินี้เลยได้มาเจอกันอีกแล้ว ส่วนคำตอบของ “เจเจ” ก็คือ ทั้งสองจะเป็นข้าราชการเหมือนกัน แต่คนละสังกัด พี่เน็ตจะเป็นกองพลลาดตระเวนแบบในเรื่องภพเธอ ส่วนตัวเองก็จะเป็นกระทรวงการคลัง ช่วงแรกก็จะถูกกัน แต่ภายหลังจะทะเลาะกันเพราะแย่งขนมปังกินในช่วงที่ฝรั่งกำลังเข้ามาในไทย เรียกได้ว่าจินตนาการล้ำเลิศมาเลยทีเดียว( Mini Game : ชาตินี้ ) ต่อด้วยคำถามของชาตินี้ที่ว่า คุณคิดว่าในชาตินี้อยากทำอะไรร่วมกันอีกบ้าง ทั้งสองคนตอบอย่างพร้อมเพรียงเลยว่า ตอนนี้มีแพลนที่วางเอาไว้แล้วไม่ได้ทำเยอะมาก เช่น การทำแคมเปญที่ให้อะไรกับสังคม คนเท่ห์ขอทำดี ทำสิ่งดี ๆ แต่ถ้าเป็นสิ่งที่จะต้องทำให้กันและกัน เน็ตตอบว่า จะทำตัวเป็นคนดีให้กับน้อง เพราะการที่เราเป็นคนดีก็จะทำให้อีกคนที่อยู่ด้วยสบายใจ และอยากจะอยู่ด้วยกัน อีกทั้ง “เน็ต” ยังอยากจะพา “เจเจ” ไปเที่ยวพักผ่อนที่ทะเล โดยเฉพาะที่เกาะกูด เพราะเขาชอบทะเลมาก อีกทั้งทั้งคู่ก็ยังไม่เคยได้ไปเที่ยวด้วยกันเลย ถัดไปสำหรับคำตอบของ “เจเจ” ที่ว่าจะไม่ดื้อไม่ซน เพราะหลาย ๆ คนชอบบอกว่าทั้งสองชอบแกล้งกันไปกันมา แหย่กันไม่หยุด “เน็ต” เสริมด้วยว่าเพราะน้องน่าแกล้งก็เลยอดที่จะไม่แกล้งไม่ได้ มันเป็นการแสดงความรักในแบบฉบับของเขาที่ว่ารักใครก็อยากแกล้ง และทั้งคู่ก็ได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่ว่ายังไง “เจเจ” ก็ขาด “เน็ต” ไม่ได้หรอก อย่างเช่นไปกินข้าวด้วยกันที่ญี่ปุ่น “เจเจ” ก็ลืมของเอาไว้ในร้านทันทีที่กินข้าวเสร็จ แต่ “เน็ต” ก็หยิบออกมาให้ และบอก “เจเจ” ว่า ถ้าไม่มีพี่จะอยู่ได้มั้ยเนี่ย เรียกได้ว่า “เจเจ” มีนิสัยเปิ่น ๆ โก๊ะ ๆ เรียกความน่าเอ็นดูไปได้เยอะเลย( Mini Game : ชาติหน้า ) ปิดจบ Mini Game ด้วยคำถามของชาติหน้ากับคำถามที่ว่า ถ้าชาติหน้ามีจริง ประโยคแรกที่จะพูดให้กับอีกฝ่ายคืออะไร โดยเริ่มจาก “เน็ต” ที่จะทักว่า ‘อ้าว เจอกันอีกแล้วหรอ’ ด้วยอารมณ์ที่ดีใจ และถ้ายิ่งจำกันได้อีกก็จะยิ่งดีใจ เพราะที่ผ่านมาก็ผ่านอะไรมาด้วยกันเยอะมาก ส่วนคำตอบของ “เจเจ” ก็คือ ‘เห้ย ดีใจที่ได้เจอนะ แต่ทำไมเราไม่ลองไปเจอคนอื่นบ้างนะ’ ถึงแม้คำตอบจะติดกวน แต่ “เจเจ” ก็บอกว่าถ้าได้เจอกันจริง ๆ และจำกันได้ด้วยก็คงแปลกใจ แต่ถึงอย่างนั้นทั้งสองคนก็เรียกได้ว่าเหมือนเป็นพรหมลิขิตกันมาก่อนอยู่แล้ว เพราะก่อนที่จะได้มาเป็นพาร์ทเนอร์กันอย่างเป็นทางการ ทั้งคู่เคยเจอกันที่งานที่ “เน็ต” ไปเดินแบบ และ “เจเจ” ก็เข้าร่วมงานนั้นด้วย ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าสุดท้ายจะได้มาเป็นพาร์ทเนอร์กันแบบนี้( กว่าจะได้เห็นภพเธอในทุกวันนี้ ) สำหรับซีรีส์ภพเธอตั้งแต่ปล่อยไพลอตออกมาก็มีกระแสถล่มถลาย ทะลุสองล้านวิวในระยะเวลาไม่นาน แถมฟีดแบคจากผู้ชมทั้งเรื่องภาพ โปรดักชันก็คำชมมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่ตอนแรกจนถึงตอนนี้ ทั้ง “เน็ต-เจเจ” เรียกได้ว่าดีใจมาก ๆ ที่มีคนค้นพบพวกเขามากขึ้น สิ่งที่ทั้งคู่พยายามมามันไปถึงผู้ชมทุกคน ดีใจที่ทุกคนชอบในทุก ๆ พาร์ทของซีรีส์ภพเธอ ขอบคุณทั้งคนที่พึ่งมาค้นพบ และคนที่อยู่ด้วยกันตั้งแต่แรก เพราะโปรเจกซีรีส์เรื่องนี้นานมาก ๆ กว่าจะสำเร็จให้ทุกคนได้เห็น “เน็ต” เล่าว่า ใช้เวลา 4-5 ปีเลย ทั้งพัฒนาการแสดง ต่อสู้กับหลาย ๆ เรื่องของภพเธอให้กับแฟนคลับ อีกทั้งยังมีอุปสรรคระหว่างการถ่ายทำเยอะมาก ทั้งน้ำท่วมสถานที่การถ่ายทำ ฝนตกหนักจนต้องเลื่อนการถ่ายทำ ต้องขอบคุณทีมงานทุกคนที่ทำให้ภพเธอในเวอร์ชั่นนี้ได้เฉิดฉาย ทุกคนทุ่มเทมาก ๆ กับซีรีส์ภพเธอ( ผู้กำกับคนเก่งที่ทำให้ภพเธอสมบูรณ์แบบ ! ) “เน็ต-เจเจ” ได้มาแชร์ความรู้สึกว่าได้ร่วมงานกับผู้กำกับคนเก่งอย่าง ‘ครูเด่น ภาณุวัฒน์’ เป็นอย่างไรบ้าง เริ่มที่คำตอบของ “เน็ต” ที่ว่า ครูเด่นเป็นคนที่เก่งมาก ๆ ตอนที่รู้ว่าได้พี่เด่นมากำกับก็ดีใจ เพราะเชื่อมั่นในฝีมือของพี่เด่น ผลงานจะต้องออกมาดีแน่ ๆ แต่เขาก็ดุตามประสาผู้กำกับอยู่แล้ว เสริมด้วย “เจเจ” ที่ว่า พี่เด่นทำให้มิติต่าง ๆ ที่ต้องนำเสนอในภพเธอถูกทำให้ครบ ดีเทลเยอะมาก ๆ รู้เลยว่าทำงานหนักมาก ๆ เป๊ะจนมั่นใจว่าไม่ดูถูกคนดูเลยแม้แต่น้อย ซึ่ง Final EP. ที่กำลังจะเกิดขึ้นก็อยากให้แฟน ๆ เตรียมตัวมาเจอกันที่งาน มีโชว์ มีเซอร์ไพร์สมากมายรอทุกคนอยู่ และทุกคนจะได้ดูตอนสุดท้ายไปพร้อม ๆ กันกับ “เน็ต-เจเจ” เพราะทั้งคู่ก็ยังไม่ได้ดูมาก่อนเช่นกัน เรียกได้ว่ารอส่งตัวละครกลับซีรีส์ไปพร้อมกับทุกคนเลยและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “เน็ต-เจเจ” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อว่า “พรจากดาว คราวภพรัก”ในเกมนี้ “เน็ต-เจเจ” ก็เล่นกันออกมาได้น่ารัก ชวนแฟน ๆ เขินน้วยตัวบิดกันแบบสุด ๆ !สามารถไปติดตามรับชมความน่ารักของทั้งคู่ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “เน็ต-เจเจ”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “เน็ต-เจเจ” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ ฝากทุกคนติดตามซีรีส์ "ภพเธอ ( Love upon a Time Series )" ทุกวันศุกร์ เวลา 21:30 น. ทางช่อง Workpoint 23 และเวอร์ชัน UNCUT ทาง iQIYI ด้วยน้าา สามารถเข้าไปรับชมความเคมีเคใจของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

02 มิ.ย. 2026
รายการ EFM FANDOM LIVE [ 28 พฤษภาคม 2569 ] ค่ำคืนนี้พร้อมต้อนรับ “อุ้ม - แบม” 2 สาวสุดสวยที่มามอบรอยยิ้ม และเสิร์ฟความฟินให้แฟน ๆ กับ 2 ดีเจ “ดีเจเคเบิ้ล” และ “ดีเจแนน”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... The War of Love, 1943นามปากกา : sepdember ปี 1943 ในเมืองท่าริมฝั่งฝรั่งเศสที่ถูกยึดครองโดยกองทัพนาซี “เอวา” พยาบาลสาวผู้ทำงานให้ฝ่ายต่อต้านได้พบกับ “โซฟี” นักเปียโนหญิงในคาเฟ่เล็ก ๆ ที่ทหารเยอรมันใช้เป็นที่พักใจยามค่ำคืน กลางเสียงเพลงแจ๊สและฝนฤดูหนาว ทั้งสองเริ่มส่งข้อความลับผ่านแผ่นโน้ตดนตรี เอวาใช้คาเฟ่เป็นทางผ่านลำเลียงยา ส่วนโซฟีแอบดักฟังข้อมูลจากนายทหารที่มาหลงใหลเสียงเปียโนของเธอ ยิ่งสงครามทวีคูณความรุนแรง ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ยิ่งลึกซึ้ง หากแต่คืนหนึ่งแผนหลบหนีของฝ่ายต่อต้านรั่วไหล ทหารเริ่มตรวจค้นทั่วเมือง โซฟีจึงยอมเล่นเปียโนถ่วงเวลาให้เอวาพาผู้ลี้ภัยหนีออกทางเรือ เสียงเพลงดังอยู่ทั้งคืนจนเรือออกจากฝั่งได้ทัน เช้าวันถัดมาคาเฟ่ถูกปิดถาวรเหลือเพียงโน้ตเพลงแผ่นหนึ่งบนเปียโน ที่เขียนไว้ว่า “ถ้าโลกนี้ไม่มีสงคราม ฉันคงได้รักเธอนานกว่านี้” นั่นคือถ้อยคำสุดท้ายที่โซฟีต้องการที่จะเอ่ยถึงเอวา ก่อนที่เขาทั้งคู่จะต้องจากกันไปตลอดกาลFANFICTION #1: This FANFICTION is titled... The War of Love, 1943Pen Name : sepdember In the tumultuous year of 1943, in a French port city under Nazi rule, a courageous nurse named Eva, devoted to the resistance, crosses paths with Sophie, a talented pianist, in a quaint café that German soldiers use as a nighttime hideaway. As the strains of jazz mingle with the patter of winter rain, the two women forge a unique bond, sending secret messages to one another through the language of music. Eva transforms the café into a hub for smuggling medicine, while Sophie listens in on the officers who are entranced by her enchanting melodies. As the war grows fiercer, the connection between Eva and Sophie deepens. However, one fateful night, a crucial escape plan for the resistance is compromised, leading soldiers to scour the city. To buy precious time for Eva to assist refugees making a daring escape by boat, Sophie bravely agrees to play the piano. The music echoes through the night, a bittersweet serenade, until the ship finally sails away. By dawn's light, the café stands shuttered for good, with only a single sheet of music left behind on the piano. It carries the poignant message, "If there were no war, I would have loved you longer." These were the final words Sophie wished to share with Eva, a testament to love lost amidst the chaos, before they were torn apart forever.FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... พบ(ไอ)รักนามปากกา : เบบี้เหมียวแว่น “ คุณเชื่อในเรื่องรักแรกพบหรือเปล่า ” เสียงคลื่นวิทยุดังคลอไปกับสายฝนนอกหน้าต่างรถยนต์คันเล็ก ไอรัก หญิงสาวเจ้าของรถทำท่านึกคิดตามคำพูดของดีเจเสียงนุ่มที่คุ้นหู เธอมักจะใช้เวลาในรถยนต์เสียเป็นส่วนใหญ่ จึงมีเวลาได้ฟังข่าวสารจากคลื่นวิทยุนี้แทบทุกครั้ง หัวข้อในวันนี้เกี่ยวกับ ‘รักแรกพบ’ ประโยคสุดคลาสสิกของการตกหลุมรัก ไอรักฟังดีเจหนุ่มพูดไปเรื่อย ๆ ในระหว่างทางขับรถเพื่อกลับบ้าน วันทั้งวันมานี้เธอพูดได้เต็มปากว่าเธอเหนื่อย อยากรีบกลับบ้านให้ไว เพื่อพักผ่อนเสียเต็มทน.. ก่อนที่เครื่องยนต์จะดับลงทันความคิด “ ขอให้ทุกท่านได้พบรักที่เป็นดั่งรักแรกครับ: ) ” เสียงนุ่มของดีเจทิ้งท้ายรายการทางวิทยุด้วยประโยคสุดลึกซึ้ง ทำเอาไอรักยิ้มตามกับประโยคที่ว่ามานี้ ไอรักรีบดับเครื่องยนต์ และรีบเปิดประตูเข้าไปในบ้านของตัวเอง “ กลับมาแล้วเหรอคะ เหนื่อยไหม ” เสียงใสเอ่ยถามขึ้น พลางหันหน้ามามองไอรัก แค่นี้.. วันเหนื่อย ๆ ของเธอก็หายดี “ อื้อ แต่เห็นหน้าเธอก็หายแล้วค่ะ ” “ ยิ้มอะไรคะ ” “ ขอบคุณนะคะ รักรักเธอจัง ” ไอรักได้พบแล้ว พบรักที่เป็นดั่งรักแรก และเป็นทั้งรักแรกพบFANFICTION #2: This FANFICTION is titled... Found (Love)Pen Name : เบบี้เหมียวแว่น “Do you believe in love at first sight?” The soft hum of the radio intertwined with the patter of rain against the small car window. Airak, a young woman behind the wheel, mulled over the soothing words of the familiar DJ. With her days often spent driving, this station had become a cozy companion. Today’s discussion revolved around that timeless concept—'love at first sight.' As she navigated her way home, Airak couldn’t shake the fatigue that clung to her, yearning to collapse into her cozy sanctuary before the engine gave its final breath. “May everyone find love reminiscent of their first love :)” The DJ’s tender voice wrapped up the segment with a touching note, eliciting a smile from Airak. She quickly shut off the engine and dashed into her house. “You’re home! Are you tired?” a warm voice called out, her gaze shifting to Airak. In that moment, the heaviness of her day faded away. “Yes, but just seeing you makes it all worthwhile.” “What’s with that smile?” “Thank you. I adore you.” In that blissful instant, Airak realized she had discovered it—love that echoed her first love, along with the magic of love at first sight.FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... ตำนานรักในคำสาปสวรรค์นามปากกา : แม่ออนอรเอง หลิงซวี่เหยียน (อุ้ม) เทพนักรบฟินิกซ์ผู้เลอโฉม งดงามเฉียบคมราวหยกขาวสลักชีวิต ดวงตาเย็นลึกดุจเพลิงน้ำเงิน แข็งแกร่ง ไร้พ่าย ดุจเทพที่สวรรค์ยังต้องยำเกรง ทว่าในร่างของนางกลับมีกระดูกมารโบราณถูกผนึกไว้ โดยที่นางไม่เคยล่วงรู้ ซู่อวี้เหยา(แบม) จิ้งจอกขาวเก้าหางผู้เลอโฉมดุจแสงจันทรา ผมขาวราวหิมะ ดวงตาเจ้าเล่ห์แฝงความอ่อนโยน รอยยิ้มเย้ายวนและสดใสราวลมฤดูใบไม้ผลิ นางใช้ชีวิตอิสระท่ามกลางสุราและรอยยิ้ม แต่แท้จริงคือผู้รู้ความลับ “คำสาปสวรรค์” และถูกกำหนดให้ตามหาผู้มีกระดูกมารเพื่อหยุดหายนะสามภพ คำสาปจารึกไว้ว่า “ฟินิกซ์ผู้ครอบครองเพลิงสวรรค์ ห้ามมีความรัก หากหัวใจเกิดรัก เพลิงนั้นจะย้อนเผาผู้ครอบครอง และกระดูกมารจะตื่นขึ้น ทำลายทั้งสามภพ” โชคชะตากลับพาทั้งสองมาพบกัน หนึ่งดุจเพลิงต้องสาป อีกหนึ่งดุจสายลมจันทรา ยิ่งใกล้ชิด หน้าที่และหัวใจก็ยิ่งสั่นคลอน คำสาปสวรรค์ “ห้ามมีความรัก” แต่หัวใจกลับเลือกจะรักผู้ที่ไม่ควรรัก ในวันที่ต้องเลือกระหว่าง “คำสั่งของสวรรค์” กับ “เสียงของหัวใจ” สุดท้ายไม่มีผู้ใดเป็นผู้ชนะ มีเพียงการสูญเสียเท่านั้น ความรักต้องสาปที่อาจแลกด้วยทั้งสามภพและลมหายใจของกันและกันFANFICTION #3: This FANFICTION is titled... A timeless romance ensnared by a celestial spell.Pen Name : แม่ออนอรเอง Ling Xueyan (Oom), a breathtaking warrior goddess of the Phoenix, radiates a beauty that glistens like finely sculpted white jade. Her deep and icy eyes blaze with the intensity of blue flames; she is powerful and unyielding, a deity that even the heavens dread. However, unbeknownst to her, concealed within her is the ancient bone of a demon, a secret that awaits revelation. On the other hand, Su Yuyao (Bam), an enchanting nine-tailed white fox, shines with the brilliance of moonlight, her snow-white hair and her sly yet tender gaze captivating all who behold her. Her smile dances like a gentle spring breeze, inviting joy and laughter. Yet beneath this playful exterior lies the knowledge of the "Heavenly Curse," a burden that binds her to a quest: to locate the keeper of the demonic bone and avert disaster across the three realms. The curse warns, "The Phoenix wielding the Heavenly Flame must never succumb to love. Should its heart succumb, the flame will turn against its bearer, awakening the demonic bone and bringing destruction upon all realms." Destiny intertwines their paths; one akin to a flame doomed by a curse, the other like a softly glowing moonlit zephyr. As they draw closer, both their destinies and emotions begin to intertwine and tremble. Although the Heavenly Curse stands as a barrier to love, their hearts gravitate toward each other against all odds. When the moment arrives to choose between... "the decree of heaven" and "the whisper of the heart"—neither side triumphs; both ultimately face loss. It is a love shadowed by a curse, one that could unravel the very fabric of the three realms and extinguish their breaths.FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... BARTENDER (ความสุขที่เธอชง)นามปากกา : Keromi.LY ‘ Good evening, Would you like something to drink, sir? ’ ในบาร์ลับใจกลางกรุง คุณคงคิดว่าคงเหมือนบาร์ทั่วๆไป ที่บอกว่าลับ แต่ความจริงคือคนรู้จักทั้งโซเชียล ที่นี่ไม่ได้เป็นแบบที่คุณคิด เพราะที่นี่เราจะสามารถเข้ามาได้โดยการถูกเชิญจากคนที่เคยมาที่บาร์แห่งนี้เท่านั้น ฉัน อุ้ม เป็นนักดื่มตัวยง ฉันแทบจะไปลองมาแล้วทุกบาร์ที่เค้าว่าลับ ที่เค้าว่าดี แต่บาร์นี้แตกต่างออกไป รุ่นพี่ฉันที่เคยไป บอกฉันว่าบาร์เทนเดอร์ร้านนี้จะทำให้เราได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่โลกใบนี้ก็ให้ไม่ได้ ฉัน แบม บาร์เทนเดอร์ในบาร์ลับแห่งนี้ ที่วันนึงจะสามารถชงค็อกเทลให้ลูกค้าที่แสนพิเศษดื่มได้แค่วันละ 1 แก้วเท่านั้น ฉันสามารถชงค็อกเทลที่จะทำให้ใครก็ตามที่ได้ดื่มมัน สามารถลิ้มรสกับความสุขที่คน ๆ นั้นโหยหามากที่สุด เมื่ออุ้มได้เข้ามาบาร์แห่งนี้ เธอได้ดื่มพิเศษจากบาร์เทนเดอร์สาวคนสวย เธอได้ลิ้มรสกับความสุขที่เธอโหยหา แต่ความสุขของเธอทำให้บาร์เทนเดอร์อย่างแบมถึงกับต้องตกใจ เพราะความสุขของอุ้มนั้น คือการได้มานั่งดื่มค็อกเทลที่เธอชง...FANFICTION #4: This FANFICTION is titled... BARTENDERPen Name : Keromi.LY "Good evening! Would you care for a drink, sir?" Nestled in a bustling part of the city lies a concealed bar that appears typical at first glance, yet has garnered plenty of buzz on social media. However, this place is far from what you'd expect. Access is granted only through invitations from those who have experienced it before. I am Oom, a serious enthusiast of fine drinks. I've explored nearly every so-called hidden gem, but this one truly stands out. A friend who had visited shared that the bartenders here deliver an experience that is unparalleled in the world of mixology. I’m Bam, a bartender at this exclusive establishment, and each day, I’m allowed to craft just one unique cocktail for a very special patron. My concoctions are designed to evoke the essence of joy that anyone longs for the most. When Oom stepped into this enchanting bar, she was presented with a delightful drink from a stunning bartender. As she savored it, she felt an overwhelming sense of happiness—yet this reaction surprised me. Oom found sheer joy in simply sipping the cocktail I had crafted...FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... มนต์รักริมโขงนามปากกา : อดีตมักสาวลำน้ำโขงแสงบั้งไฟแต้มสีลงบนฟ้ายามค่ำ “มินตรา” สาวเมืองกรุงที่หนีชีวิตวุ่นวายมาเที่ยวงานบุญบั้งไฟ ก่อนสายตาจะหยุดอยู่ที่หญิงสาวคนหนึ่ง สวมผ้าซิ่นลายคราม ผิวขาวนวลตัดกับแสงไฟ “เป็นคนทางใด๋ หลงทางมาบ่” เธอมีชื่อว่า “ลลิน” หลังจากคำทักทายนั้น ลลินก็เหมือนสายลมริมโขงที่คอยวนเวียนอยู่ข้างมินตราเสมอ “เพิ่นว่าพญานาคบ่ควรฮักมนุษย์ เพราะสุดท้ายต้องจากกันอยู่ดี” ลลินกล่าว มินตราหัวเราะ “แล้วถ้าเป็นเธอ จะเลือกรักไหม” ลลินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเบา ๆ “ถ้าได้ฮักแล้ว ต่อให้ต้องจากกัน กะยังอยากฮักคือเก่า” หลังงานเลิก ฝนตกหนัก มินตราวิ่งตามลลินไปจนถึงริมแม่น้ำโขง และในจังหวะเดียวกัน สายฟ้าก็ฟาดลงกลางฟ้า เกล็ดสีมรกตวาวอยู่ใต้ลำคอของหญิงสาวตรงหน้า ก่อนจะเลือนหายไปในพริบตา มินตรานิ่งงันแต่ลลินกลับมีเพียงรอยยิ้มที่เศร้า “ข่อยเป็นนาค เจ้ายังอยากอยู่นำข้อยอยู่บ่” เสียงฝนตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ แต่นั้นไม่ทำให้มินตรารู้สึกกลัว เธอกลับเดินเข้าไปจับมือคู่นั้นไว้ “จะเป็นอะไรก็ช่างสิ ไม่เห็นต้องสนใจเลย” ลลินหลุดหัวเราะเบาๆทั้งน้ำตา และในคืนนั้นเอง พญานาคตนนี้ก็รู้แล้วว่า ตนตกหลุมรักมนุษย์ผู้นี้หมดหัวใจFANFICTION #5: This FANFICTION is titled… Romance by the Mekong RiverPen Name : อดีตมักสาวลำน้ำโขง The rockets lit up the night sky, splashing it with bursts of color. Mintra, a city girl seeking a break from her chaotic life, was enchanted by a young woman draped in a stunning indigo-patterned sarong, her fair skin glowing under the streetlights. 'Where do you come from? Are you lost?' The young woman introduced herself as Lalin. From that moment, Lalin felt like a gentle breeze along the Mekong River, always by Mintra’s side. 'They say Nagas and humans shouldn’t fall in love, as they’re destined to be apart,’ Lalin remarked. Mintra chuckled. 'And if you were in that position, would you still choose to love?' After a brief pause, Lalin replied softly, 'If I’ve loved someone, I’d want to hold onto that love, even if it means saying goodbye.' As the festival wrapped up, a torrential downpour swept in. Mintra chased after Lalin to the riverbank just as a bolt of lightning illuminated the sky. In that fleeting moment, she caught a glimpse of emerald scales beneath Lalin's neck before they vanished. Shocked, Mintra stared, while Lalin offered a wistful smile. 'I’m a Naga. Do you still want to be with me?' The rain poured down around them, but Mintra felt no fear. Instead, she stepped closer and took Lalin's hand. 'It doesn’t matter what you are.' Lalin let out a soft laugh, tears brimming in her eyes. That night, this Naga realized she had completely fallen for the human before her.เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้ต้อนรับ “อุ้ม - แบม”ที่จะมาแจกโมเมนต์สุดแสนจะอบอุ่นหัวใจ และแบ่งปันเรื่องราวน่ารัก ๆ ให้ทุกคนฟัง( เคล็ดลับออร่าความสวยของ 2 สาว ) สำหรับ “แบม” การนอนพักผ่อน คือ สิ่งที่สำคัญที่สุด นอนเยอะ ๆ และขยันทาครีมบำรุง ส่วน “อุ้ม” ก็ได้บอกเคล็ดลับว่า การทำความสะอาดผิว เพราะด้วยความที่ต้องแต่งหน้าทุกวัน ดังนั้นก็ต้องคลีนซิ่งหน้าให้สะอาดทุกครั้ง และทาครีมบำรุงอย่างสม่ำเสมอเช่นเดียวกัน( ชีวิตคู่ที่ดีในอุดมคติควรเป็นอย่างไร ) จากในซีรีส์ที่พูดถึงการใช้ชีวิตคู่ พี่ๆดีเจเลยอยากถามสองสาวว่า ‘ในมุมมองของทั้งคู่แล้ว คู่ชีวิตที่ดีควรจะเป็นอย่างไร?’ โดยสำหรับ “อุ้ม” มองว่าเป็นเหมือนพื้นที่สบายใจ สามารถแชร์มุมมองต่าง ๆ ให้กันได้โดยไม่มีอคติ และอีโก้ ในส่วนของ “แบม” มองว่าสามารถซัพพอร์ต และสนับสนุนทุกอย่างที่เราเป็น อยู่ด้วยกันแล้วพากันไปในทิศทางที่ดีขึ้นเหมือนไออุ่นและพาฝัน และถ้าหากต้องเลือก 1 คุณสมบัติที่ดีและควรมีของคู่ชีวิตจะนับว่าเป็น Green Flag ทั้ง “อุ้ม-แบม” ก็ตอบเหมือนกันว่าต้องมี Growth Mindset เพราะชอบคนที่สามารถคุยได้ พร้อมรับฟัง และเรียนรู้ไปด้วยกัน สิ่งนี้ควรมีในทุกความสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน และพาร์ทเนอร์ของเราเองด้วยเช่นกัน( เซ็ตคำถามสนุก ๆ : ถ้าฉันเป็นเธอ ) เริ่มต้นที่ข้อแรก ‘ ถ้าวันพรุ่งนี้ “อุ้ม” ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองเป็น “แบม” สิ่งที่อยากจะทำที่สุดคืออะไร? ’โดย “อุ้ม” ตอบว่าจะลองใช้ Energy แบบ “แบม” ดู เพราะ “แบม” เป็น Ambivert ขนาดเลิกงานตอนดึก ๆ เขายังออกไปวิ่ง และเต้นแอโรบิคที่สวนลุมพินีแบบหน้าผมจัดเต็มได้เลย เพราะถ้าเป็น “อุ้ม” ก็คงไม่ไป ไม่มี Energy จะทำขนาดนั้น ต่อไปเป็นคำถามสำหรับ “แบม” ‘ ถ้าได้เป็น “อุ้ม” 1 วัน จะแต่งตัวอย่างไรที่ไม่ใช่สไตล์เดิมของ “อุ้ม” ? ’โดย “แบม” ตอบทันทีว่าอยากจะคอสเพลย์เป็นตัวการ์ตูนในอนิเมะ เพราะ “อุ้ม” ตากลมโต แต่งออกมาต้องน่ารักแน่ ๆ และตัวละครที่จะเลือกคอสเพลย์ก็คือ Nico Robin (นิโค โรบิน) จากเรื่อง One Piece เพราะมีวันหนึ่ง “อุ้ม” ทำทรงผมเหมือนิโค โรบินเลย แถมดวงตากลมโต และมีสีผิวคล้ายกับ “อุ้ม” เลยด้วย ไปที่คำถามต่อไป ‘ ถ้า “อุ้ม” เป็น “แบม” แล้วมีแฟนคลับเข้ามาหา “อุ้ม” จะเนียนเป็น “แบม” ต่อมั้ย หรือคิดว่าแฟนคลับจะจับโป๊ะได้ในทันที ? ’ “อุ้ม” บอกว่ายังไงแฟนคลับก็จับได้ตั้งแต่ 5 วินาทีแรกแน่ ๆ เพราะ “อุ้ม” ซุ่มซ่าม แต่ “แบม” เขาไม่ ถ้าเจอแฟนคลับแล้วน่าจะสะดุดเลย เนียนต่อไม่ได้แน่ ๆ ปิดจบด้วยคำถามสุดท้าย ‘ ถ้า “แบม” กลายเป็น “อุ้ม” จะพูดให้กำลังใจหน้ากระจกว่าอย่างไร ? ’ ซึ่งคำพูดที่ “แบม” จะพูดคือ ‘พี่อุ้มเป็นคนเก่งในทุก ๆ อย่าง และสิ่งที่ทำอยู่มันดีแล้ว สิ่งที่เลือกกำลังจะส่งผล ขอให้ทำต่อไปนะคะ’( ซีรีส์เรื่องนี้เรียกได้ว่าเป็น Destiny ! ) ทั้งคู่บอกว่าการที่ได้รับบทคู่กันในซีรีส์เรื่องนี้นอกจากจะเป็น Destiny แล้วก็ยังเกิดจากความตั้งใจของ “อุ้ม - แบม” เองด้วย จุดเริ่มต้นมันเกิดจากทีมงานให้โจทย์มาว่าให้ “อุ้ม” หาคนที่เราอยู่ด้วยแล้วสบายใจ จึงไปชวน “แบม” ที่กำลังลังเลว่าจะไปเรียนต่อหรือรับเล่นโปรเจกต์อื่นให้มาลองแคสดู แม้ในรอบแรกที่มาแคสบทไออุ่นทีมงานก็ยังรู้สึกว่าเคมียังไม่ใช่ แต่เพราะว่าอยากร่วมงานกัน “อุ้ม” จึงชวนให้ “แบม” กลับมาแคสอีกครั้ง พร้อมเสนอทีมงานให้ลงสลับบทกัน ผลสรุปสุดท้ายทีมงานทุกคนเห็นด้วยและเคมีลงตัว ดังนั้นถ้าไม่มีการกลับมาแคสอีกรอบในวันนั้น และ “อุ้ม” ไม่มั่นใจว่าต้องเป็น “แบม” เท่านั้น ก็คงไม่ได้คู่พาร์ทเนอร์กันอย่างนี้แน่นอน( ไฮไลท์สุดไวรัลกับก๋วยเตี๋ยวถุงเดียว ) เรื่องราวมันเริ่มขึ้นมาจากตัวละครทั้งสองแต่งงานกันแล้ว กำลังดำเนินไปในฐานะคู่ชีวิต และอีกหนึ่งไฮไลท์ที่หลาย ๆ คนกำลังพูดถึงคือการที่ตัวละครง้องอนกันเรื่อง ‘ทำไมไม่ซื้อก๋วยเตี๋ยวมาฝาก’ ซึ่ง “แบม” ได้บอกว่า ในตอนที่อ่านบททีมงานเขาก็อธิบายเพิ่มจึงเข้าใจว่าทำไมเหตุการณ์นี้ถึงทะเลาะกันเป็นเรื่องราวได้ขนาดนี้ เพราะเบื้องหลังมันมีเหตุการณ์อื่นอีกที่ลืมอะไรมาก่อนบ้าง แต่สิ่งที่ยากคือต้องเล่นยังไงให้คนดูเข้าใจว่ามันไม่ใช่แค่ก๋วยเตี๋ยวนะ ก่อนหน้านั้นมันก็มีมาก่อน ในซีรีส์อาจจะได้เห็นแค่เรื่องเล็ก ๆ แต่มันก็มีเหตุการณ์สะสมมาเรื่อย ๆ เลยอยากรู้ว่า ‘ ถ้าเป็น “อุ้ม-แบม” ในชีวิตจริงแล้วเจอเหตุการณ์แบบนี้จะทำยังไง ? ’ “แบม” บอกว่า ถ้าอีกฝั่งลืมในเรื่องเล็ก ๆ ที่ไม่น่าจะลืมก็จะพูดตรง ๆ เลยว่าทำไมถึงลืม เคลียร์เรื่องเล็ก ๆ ไปเรื่อย ๆ ดีกว่า ซึ่ง “อุ้ม” ก็เสริมว่าจะพูดแบบนี้เช่นเดียวกัน เพราะจะไม่รอให้มันเป็นปัญหาใหญ่ อีกอย่างถ้าเรารู้สึกว่ามันเป็นปัญหาแล้วมันเริ่มที่จะไม่โอเค กระทบกับความสัมพันธ์ของเราก็รีบพูดกันเลยดีกว่าก่อนที่ปัญหาจะบานปลายไปมากกว่านี้ ซึ่งซีรีส์เรื่องนี้ได้มอบบทเรียนหลาย ๆ อย่างให้ทั้งคู่ โดยเฉพาะจากเหตุการณ์ก๋วยเตี๋ยวถุงเดียว เพราะในทุกความสัมพันธ์มีอะไรก็ควรจะพูดกันตรง ๆ ไปเลยไม่งั้นมันก็จะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ทะเลาะกัน( บรรยากาศในกองสนุกสุด ๆ ! ) เรื่องนี้ใช้เวลาถ่ายเกือบสองเดือน เรียกได้ว่าเร็วมาก ๆ ถ่ายอัดสุด ๆ แถม “อุ้ม - แบม” ต้องทำความเข้าใจตัวละครหลายอย่างเลย เพราะตัวละครคบกันมานาน 7-8 ปี รักกันมากจนแต่งงาน โชคดีที่ทีมงานให้ใช้เวลากับการทำความเข้าใจตัวละคร มีเวิร์คช็อปเลยได้เรียนรู้จังหวะของกันและกัน และในส่วนของบรรยากาศภายในกองก็มีทั้งช่วงที่เงียบ และช่วงที่สนุกสนาน ช่วงเงียบแน่นอนว่าเป็นช่วงเช้าช่วงบ่ายหลังกินข้าว รีบถ่ายกันให้เสร็จ แต่ช่วงที่สนุกและเริ่มดีดคือช่วงใกล้เลิกกอง ซีนท้าย ๆ ของวันเลยเพราะรู้ว่าใกล้จะได้เลิกกองกันแล้วเลยแฮปปี้และอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “อุ้ม - แบม” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อว่า “ภารกิจรัก ฝ่าอุปสรรคหัวใจ”ซึ่งในเกมนี้ทั้งคู่ก็เล่นกันออกมาได้น่ารัก ชวนแฟน ๆ เขินน้วยตัวบิดกันแบบสุด ๆ !สามารถไปติดตามรับชมความน่ารักของทั้งคู่ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “อุ้ม - แบม”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “อุ้ม - แบม” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ ฝากทุกคนติดตามซีรีส์ "Fulfill รักเติมเต็ม" ดูได้ทุกวันศุกร์ เวลา 20.30 น. ทางช่อง 3 และรับชมย้อนหลังได้ทาง 3Plus น้าาาสามารถเข้าไปรับชมความเคมีเคใจของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

31 พ.ค. 2026
มัธยมไม่ง่าย… แต่ไม่ต้องหาทางออกคนเดียว !!“พุธทอล์ค พุธทัวร์” พร้อมยกสตูสู่เสตจ ไปหาน้อง ๆ ถึงโรงเรียน!กับ 3 ดีเจไอดอล ดีเจเผือก ดีเจต้นหอม ดีเจเติ้ลพร้อมพลังบวก รอยยิ้ม เสียงหัวเราะเปิดสเปซความปลอดภัยของวัยมัธยม ที่พร้อมรับฟังทุกเรื่องในใจแบบไม่ตัดสินไม่ว่าจะเรื่องเรียน เพื่อน ความรัก ครอบครัว หรือความกดดันที่เก็บไว้คนเดียวครั้งนี้… เราพร้อมนั่งฟังไปด้วยกัน12 มิถุนายน 2569โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ บดินทรเดชา19 มิถุนายน 2569โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ26 มิถุนายน 2569โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์แล้วเจอกันนะวัยมัธยม#พุธทอล์คพุธทัวร์ #EFM94

19 มี.ค. 2026
ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจ ร่วมส่งเรื่องหลอน เรื่องผี หรือเรื่องลี้ลับที่ไม่เคยถูกเล่า เผยแพร่ หรือออกอากาศในสื่อใดมาก่อนและไม่เป็นเรื่องที่สร้างมาจาก AI Generator ทุกโปรแกรมเพื่อค้นหาเรื่องเล่าคุณภาพ ที่พร้อมต่อยอดสู่การสร้างเป็นภาพยนตร์โดยผู้กำกับภาพยนตร์ไทยระดับ Box Office ปรัชญา ปิ่นแก้วกติกา การร่วมประกวดอังคารคลุมโปง Horror Storyรูปแบบและรางวัลการประกวดคัดเลือก 2 เรื่องหลอนที่โดนใจคณะกรรมการเพื่อนำไปพัฒนาและสร้างเป็นภาพยนตร์พร้อมรับเงินรางวัล เรื่องละ 50,000 บาทวิธีการส่งผลงานถ่ายคลิปหรือโพสต์คลิปเล่าเรื่องหลอนลง TIKTOK ไม่จำกัดรูปแบบการนำเสนอติดแฮชแท็ก #อังคารคลุมโปงHorrorStoryความยาวคลิปไม่เกิน 10 นาทีการส่งผลงานเข้าประกวด สงวนสิทธิ์ 1 คนต่อ 1 เรื่องเท่านั้น**การพิจารณาผลงานยึดจากพล็อตเรื่องเป็นหลัก ยอดวิวหรือยอดการเข้าชม ไม่มีผลต่อการตัดสินของคณะกรรมการ**เกณฑ์การพิจารณา– เรื่องใหม่ ไม่เคยเผยแพร่หรือออกอากาศในสื่อใดมาก่อน– พล็อตเรื่องน่ากลัว มีจุดพีคหรือจุดหักมุมที่ชัดเจน– สอดคล้องกับคอนเซ็ปต์ “จากเรื่องเล่าที่ไม่เคยเล่า…”ระยะเวลารับสมัครเปิดรับผลงานตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 30 เมษายน 2569เงื่อนไขการส่งผลงานเข้าประกวด

15 ต.ค. 2025
‘นะโมเฟส’งานนี้มีถึง 9 โซนด้วยกันมางานเดียว ทั้งมู ทั้งกิน รวมร้านเด็ดร้านดัง ครบจบทุกด้านโซน 1 เติมแต้มบุญรับพลังดีๆตั้งแต่ก้าวแรก ด้วยกิจกรรม ลอดท้องช้าง รับน้ำมนต์จากบ่อน้ำพระพุทธมนต์วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหมและจาก 381 แห่งทั่วประเทศ พร้อมทำบุญเสริมมงคลชีวิตร่วมกับมูลนิธิต่างๆโซน 2 นะโมมิชชั่นขอพรกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ระดับประเทศจากวัดดังทั่วไทย ไหว้ครบจบ มางานเดียวขอพรได้ครบทุกด้าน การงาน การเงิน ความรัก โชคลาภ รวมไว้แล้วครบทุกศาสตร์การมูสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) จากวัดอินทรวิหาร จ.กรุงเทพฯหลวงพ่อโสธร จากวัดโสธรวรารามวรวิหาร จ.ฉะเชิงเทราแม่ชีบุญเรือน โตงบุญเติม จากวัดสัมพันธวงศ์ จ.กรุงเทพฯท้าวเวสสุวรรณ จากวัดจุฬามณี จ.สมุทรสงครามช้างเอราวัณ จากพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ จ.สมุทรปราการไอ้ไข่ จากวัดเขากรวด จ.ราชบุรีพระพิฆเนศ จากพิพิธภัณฑ์พระพิเนศ จ.เชียงใหม่เจ้าปู่ศรีสุทโธ เจ้าย่าศรีปทุมมา จากคําชะโนด วังนาคินทร์ จ.อุดรธานีโซน 3 นะโม StageTalk ลึกทุกศาสตร์ จากกูรูเสริมมงคลที่จะมาช่วยบอกทริคดวงดี ไหว้ที่ไหน ไหว้ยังไง ไหว้แบบไหนชีวิตถึงจะปัง!17 ต.ค. 68 : 11.30 – 12.30 น. Talk จาก อ.เอ้ ศศิพร ผู้เชี่ยวชาญด้านการแก้ปัญหาเสริมดวงด้วยหินนำโชค 18 ต.ค. 68 : 14.30 – 15.30 น. Talk จาก อ.เป็นหนึ่ง เทรนด์ฮวงจุ้ย 2026 จัดบ้าน,โต๊ะทำงาน,สีมงคล 19 ต.ค. 68 : 12.30 – 13.30 น. Talk จาก อ.คฑา ชินบัญชร หมอดูไพ่ยิปซีเบอร์ 1 ของไทย20 ต.ค. 68 : 12.30 – 13.30 น. Talk จาก หมอไก่ พาทินี พยากรณ์ดวงรายวันหนังสือพิมพ์ไทยรัฐและ 14.30 -15.30 น. ซินแสไช้ พลังฮวงจุ้ยแห่งฟ้าดินโซน 4 มาเช็กดวง-สิดูดวงครบทุกแขนงจากหลายสำนัก ทั้งไทย-เทศ สายไหนก็มี หมอดู นักพยากรณ์คิวทอง มารวมที่นี่ อาทิ ซินแสไช้ / หมอแอ้ เดอะเมจิกแมน / อ. เก่ง พลิกดวงชะตา เป็นต้นโซน 5 เจ้าสำนักซัพพอร์ตร่วมสนุกกับบูธจากผู้สนับสนุนใจดี ลุ้นรวยไม่รู้ตัว ตะลุยเก็บแต้มบุญจากบูธผู้สนับสนุนให้ครบ รับสิทธิ์ ตักไข่ลุ้นดวง ลุ้นรางวัลอีกมากมาย ถ้าดวงดี ดวงเฮง อาจได้รับโชคใหญ่กลับบ้านแบบไม่รู้ตัวโซน 6 Super มูเก็ทอัพเลเวลความปัง ช้อปสินค้าเสริมมงคล ตั้งแต่เครื่องราง เสื้อผ้า เครื่องประดับ ARTTOY ของตกแต่งบ้าน ต้นไม้เสริมมงคล อาทิ คุ้มนะหน้าทอง (น้ำหอมสายมู) – ดีเจมะตูม / UZI COSMETIC - (ลิปสติกสายมู) - ขวัญ อุษามณี / อวตาร ไทยแลนด์ / TWINSTUDIO (อาจารย์เอก ARTTOY) เป็นต้นโซน 7 กินได้ กินดีรวมร้านดัง ร้านเด็ดข้างวัดดัง ร้านดารา คัดมาแล้วว่า อร่อยชัวร์ร้านเด็ดข้างวัด“กุยช่ายเจ๊มล” เจ้าดังวัดศาลเจ้าเซียนแปะกุยช่ายนึ่ง แป้งบางๆ ไส้แน่นๆ น้ำจิ้มเด็ด ร้านนี้คิวยาวมากกกก“เจ๊นี เผือกหิมะ” ร้านเด็ดใกล้ศาลเจ้าพ่อเสือเผือกหิมะ กรอบนอก นุ่มใน ตำนานเผือกหิมะขายมานานหลาย 10 ปี“หมูปิ้งเฮียอ้วน” วัดแขก สีลม - หมูปิ้งโบราณ นุ่มฉ่ำ ตำนานกว่า 35 ปี“ฮ่องกงซิง่วนฮะ” วัดมังกร เยาวราช - ขนมเปี๊ยะแป้งบาง สูตรฮ่องกงกว่า 40 ปีร้านเด็ด ร้านดังอาทิ ขาหมูบ้านไร่ - ขาหมูกระแสแรง คิวยาวที่สุด / เจ๊นก กระท้อนซิ่ง - อร่อยถึงเครื่อง ถึงใจ / เต้าหู้ดํา ราชบุรี - เต้าหู้ดำโพธาราม ซ้อสุ - เต้าหู้นุ่มละมุนเจ้าดังราชบุรี / หมูทอดฅนเมือง บรรทัดทอง / ข้าวหลามจิ๋วสูตรบางคนที / เจริญไทยสุกี้ 江龍泰 / / ขนมฟินฟิน (ขนมเปี๊ยะไส้ช็อกโกแลต) / Ricco ลาซานญ่า / นายเกาะข้าวเกรียบเห็ดหอม / แซ่บตำ ยำนัว / ฉ่ำ ข้าวแต๋นน้ำแตงโม / พั๊ฟสติ๊กคุณต๋อย (PUFF STICK KHUN TOY)เอกอร่อย พริกแกงใต้ เป็นต้นร้านดาราอาทิ ตูมสนิท (หมูฝอย หมูสวรรค์) – ดีเจมะตูม เตชินท์ / ทอยต้มตุ๋น - ทอย ปฐมพงศ์ /ก็ปลาดิคร้าบ (ลูกชิ้นปลาซอสทะเลเดือด) - ตั๊ก บริบูรณ์ / ส้มตำแม่น้อย - แม่น้อยโพธิ์งาม / OVER PROOF CRISPY DONUT (โดนัทสไตล์ไต้หวัน) - ว่าน ธนกฤต / น้ำพริกปุยแสบปาก - ปุยฝ้าย AF / Nina by Monster หมี่คลุก - ฮาน่า หนิง ปณิตา / JOY SIRILAK’s HEAVEN (ขนม เครื่องดื่ม) - จอย ศิริลักษณ์ / KITCHEN’s NOTT ครัวนี้มีแต่ของอร่อย (ก๋วยเตี๋ยว ฮังเล เนื้อ-หมู) - น็อต วรฤทธิ์ / แพทพาเพลิน (น้ำพริกนรก) - แพท พาวเวอร์แพท / WhiBe ไวบี (ขนมปังสุขภาพ) - แอมป์ พีรวัศ / เปรี้ยวซ่าปลาระเบิด (ลูกชิ้นปลาระเบิด) – เปรี้ยว AF / FOX LA LEMON (น้ำเลมอน) – พิมพรรณ เป็นต้นโซน 8 สะเดาะเคราะห์สะเดาะเคราะห์ ลอยทุกข์ ลอยโศก ผ่อนทุกข์หนักให้เป็นเบา แบบใจฟู อาทิ ใส่บาตรพระประจำวันเกิด / ทำบุญโลงศพ / ทำบุญโถ่ชีวิต โค - กระบือ / บริจาคดวงตา-ร่างกาย จาก สภากาชาดไทย เป็นต้นโซน 9 แต้มบุญลุ้นโชคเติมแต้มบุญลุ้นโชคได้ถึง 2 ชั้น เพียงรับใบสะสมแต้มบุญได้ที่บูธ ATIME และ THAIRATHลุ้นโชคชั้น 1 ลุ้นรับของรางวัลเครื่องรางและของขลังเสริมมงคล และลุ้นโชคชั้น 2 ลุ้นเป็นผู้โชคดีร่วมทริป “คชาภาพาไปมู To ไต้หวัน” จำนวน 2 ที่นั่งของรายการคชาภาพาไปมู พร้อมกับ มดดำ คชาภา , อ.คฑา ชินบัญชร , ดีเจบุ๊คโกะธนัชพันธ์และใบตอง รัชตวรรณ (เดินทางวันที่ 22 - 24 พฤศจิกายน 2568)และพบกับมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง16 ต.ค. 68 : 13.30 น. - ก้านตอง ทุ่งเงิน และ 17.30 น. - กัน นภัทร17 ต.ค 68 : 17.00 น. - กานต์ ทศน18 ต.ค.68 : 17.00 น. - ไอซ์ ศรัณยู19 ต.ค. 68 : 17.00 น. - จ๊ะ นงผณีมาเจอกัน “นะโมเฟส” งานบุญที่สนุกที่สุดแห่งปีวันที่ 16 - 19 ตุลาคม 2568ที่ MCC HALL ชั้น 3 เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ

23 ม.ค. 2026
PAWER MAHRATHON งานวิ่งของคนรักหมา ที่จะเปลี่ยนจะทุกก้าว..ให้มีพาวเวอร์" เสาร์ที่ 8 พฤศจิกายนนี้ ที่สวนสาธารณะบึงหนองบอนกระทบไหล่กับเหล่าเซเลป 4 ขา ชื่อดัง และไฮไลท์กิจกรรมความสนุกมากมายอาทิ Hero talk Woof on Stage ทอล์กกับฮีโร่หมา UNITED SAR K9 / Pawground สนามหมาวัดใจ / Playground สนามนุด โชว์พลัง และ Photo WOOF! บูธถ่ายภาพนุดกับน้อนโดยช่างภาพงานเดียวที่ สายฟิตต้องมา สายหมาต้องโดน!” วิ่งกันเพลินๆ แต่พลังใจล้นสนามกับ 3 ระยะทาง ได้แก่MAHRATHON ระยะทาง 2 กม. สำหรับ นุด และ น้องหมา ราคา 750 บาท [คน และ สุนัข 1 ตัว]FUN RUN ระยะทาง 5 กม. ฟีลวิ่งชิลล์ วิวดี หมาน่ารัก ราคา 650 บาทMINI MARATHON ระยะทาง 10 กม. สำหรับสายวิ่งตัวจริง ราคา 750 บาทเปิดรับสมัคร ตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคมนี้ ทาง www.runlah.com/th/pwm2025สมัครแล้วรับเลย! Race Kit สุดน่ารัก ประกอบด้วย:เสื้อวิ่งลายสุดพิเศษ, BIB, เหรียญรางวัลสำหรับทั้งนักวิ่งและน้องหมา และผ้าพันคอสุดน่ารักสำหรับน้อนๆโปรโมชั่น พิเศษ* 100 คนแรก ที่ซื้อบัตรวิ่ง MAHRATHON 2 KM.รับสิทธิ์ Clay Painting Workshop เพ้นท์ลายแผ่นดินเหนียวรูปน้องหมาแมวภายในวันงาน* 1,000 คนแรก ที่ซื้อบัตรทุกระยะทางรับฟรีถุงเท้า Collection พิเศษลายสุดโฮ่ง!นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมสำหรับนุด และ น้อนหมา ให้ร่วมสนุกอีกมากมายDog Pawground สนามหมาเล่น ประลองสกิลสุดท้าทายพลังข้อขาPlayground สนามนุดเล่น วัดพลังความแข็งแกร่งของนักวิ่งPhoto WOOF! โซนถ่ายรูปครอบครัว โดยช่างภาพมืออาชีพTalk on Stage : Hero Talk Woof on Stageทอล์กกับฮีโร่หมา UNITED SAR K9 เจาะลึกถึงที่มา ส่งต่อแรงบันดาลใจ โชว์ความสามารถพิเศษ พูดคุยเรื่องการฝึกสุนัข ติวเข้มก่อนออก Start ฝึกเข้าสังคม และฝึกเข้าสายจูง ฯลฯโดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายสมทบทุนค่ารักษาพยาบาลสัตว์จรมูลนิธิเพื่อสุนัขในซอย (Soi Dog Foundation)#PawerMahrathon #ATIME #EFM94

21 ส.ค. 2025
EFM ON TOUR 2025ยกความสนุก บุกมหาวิทยาลัยรุ่นพี่เตรียมร้อง รุ่นน้องเตรียมโยกไปด้วยกันแบบสุดพลังเตรียมตัวให้พร้อม เพราะ EFM94 ขนทัพศิลปินสุดฮอตและดีเจสายมันส์ บุกแคมปัสแบบจัดเต็มพร้อมกิจกรรมสนุกๆ และ ของแจกจากผู้สนับสนุนตลอดทั้งงาน12 กันยายน — มหาวิทยาลัยศิลปากร (สนามจันทร์)LIPTA + jaeiPARADOXD GERRARD + ICEACE13 กันยายน — มหาวิทยาลัยสยามRetrospectgetsunovaD GERRARD + KJ19 กันยายน — มหาวิทยาลัยรังสิตPROXIEPERSESWhal Dolph#EFMONTour2025 #EFM94

30 พ.ค. 2025
มัธยมไม่ง่าย แต่ไม่ต้องหาทางออกคนเดียว!EFM94 ขออาสาเป็นที่พักใจให้น้อง ๆ กับกิจกรรม“พุธทอล์ค พุธทัวร์” กิจกรรมที่พี่ ๆ ดีเจเผือก ดีเจต้นหอม ดีเจเติ้ลพกทั้งพลังบวก รอยยิ้ม และพื้นที่ปลอดภัย มาให้น้อง ๆ ถึงที่!เจอกันตามวัน-เวลานี้เลย: 13 มิ.ย. – รร.วัดเขมาภิรตาราม 20 มิ.ย. – รร.บดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) 27 มิ.ย. – รร.เบญจมราชานุสรณ์ไม่ว่าคุณจะมีเรื่องอะไรในใจ...เราพร้อมนั่งฟังแบบไม่ตัดสิน พร้อมกับดีเจ EFM ที่จะขนของรางวัลจากผู้สนับสนุนมาแจกกันเพียบตลอดทั้งงาน เตรียมตัวให้พร้อม นะน้องๆ#พุธทอล์คพุธโทร#EFMSTATION #EFM94#ATIME

25 มิ.ย. 2026
พบกับ #EFMFandomlive ได้ทุกคืนวันพฤหัสบดี เวลา 20.30 - 22.00 น. #EFMFandomlive รวม Game ฟินๆ ในรายการ EFM Fandom Live EFM FANDOM LIVE ด้อมไหนก็ฟินได้!! ช่วงเวลาที่จะพาคุณมาฟิน มาส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ถึงศิลปิน เปิดอาณาจักรต้อนรับทุกด้อมที่ #EFM94 ฟินไปพร้อม กับสองดีเจสาวสวย #ดีเจดาว และ #ดีเจแนน

11 มิ.ย. 2026
พบกับ #EFMFandomlive ได้ทุกคืนวันพฤหัสบดี เวลา 20.30 - 22.00 น. #EFMFandomlive รวม Game ฟินๆ ในรายการ EFM Fandom Live EFM FANDOM LIVE ด้อมไหนก็ฟินได้!! ช่วงเวลาที่จะพาคุณมาฟิน มาส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ถึงศิลปิน เปิดอาณาจักรต้อนรับทุกด้อมที่ #EFM94 ฟินไปพร้อม กับสองดีเจสาวสวย #ดีเจดาว และ #ดีเจแนน

09 มิ.ย. 2026
"อุ้ม - แบม" ภารกิจรัก ฝ่าอุปสรรคหัวใจ #OomBamxFANDOMFANFIC #อุ้มแบม #OomBam #EFMFANDOMLIVE #FANDOM_FANFICTION #EFM #EFM94

28 พ.ค. 2026
พบกับ #EFMFandomlive ได้ทุกคืนวันพฤหัสบดี เวลา 20.30 - 22.00 น. #EFMFandomlive รวม Game ฟินๆ ในรายการ EFM Fandom Live EFM FANDOM LIVE ด้อมไหนก็ฟินได้!! ช่วงเวลาที่จะพาคุณมาฟิน มาส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ถึงศิลปิน เปิดอาณาจักรต้อนรับทุกด้อมที่ #EFM94 ฟินไปพร้อม กับสองดีเจสาวสวย #ดีเจดาว และ #ดีเจแนน

21 พ.ค. 2026
พบกับ #EFMFandomlive ได้ทุกคืนวันพฤหัสบดี เวลา 20.30 - 22.00 น. #EFMFandomlive รวม Game ฟินๆ ในรายการ EFM Fandom Live EFM FANDOM LIVE ด้อมไหนก็ฟินได้!! ช่วงเวลาที่จะพาคุณมาฟิน มาส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ถึงศิลปิน เปิดอาณาจักรต้อนรับทุกด้อมที่ #EFM94 ฟินไปพร้อม กับสองดีเจสาวสวย #ดีเจดาว และ #ดีเจแนน

14 พ.ค. 2026
พบกับ #EFMFandomlive ได้ทุกคืนวันพฤหัสบดี เวลา 20.30 - 22.00 น. #EFMFandomlive รวม Game ฟินๆ ในรายการ EFM Fandom Live EFM FANDOM LIVE ด้อมไหนก็ฟินได้!! ช่วงเวลาที่จะพาคุณมาฟิน มาส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ถึงศิลปิน เปิดอาณาจักรต้อนรับทุกด้อมที่ #EFM94 ฟินไปพร้อม กับสองดีเจสาวสวย #ดีเจดาว และ #ดีเจแนน

16 ก.ค. 2026
พบกับ #แฉข่าวเช้า ได้ทุกเช้าวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.00 - 10.00 น. ทันทุกกระแส แฉทุกข่าว กับ 'แฉข่าวเช้า’ ที่นี่ #EFM94 ทอล์คอารมณ์ดี เพลงดีทุกแนว

15 ก.ค. 2026
พบกับ #แฉข่าวเช้า ได้ทุกเช้าวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.00 - 10.00 น. ทันทุกกระแส แฉทุกข่าว กับ 'แฉข่าวเช้า’ ที่นี่ #EFM94 ทอล์คอารมณ์ดี เพลงดีทุกแนว

14 ก.ค. 2026
พบกับ #แฉข่าวเช้า ได้ทุกเช้าวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.00 - 10.00 น. ทันทุกกระแส แฉทุกข่าว กับ 'แฉข่าวเช้า’ ที่นี่ #EFM94 ทอล์คอารมณ์ดี เพลงดีทุกแนว

13 ก.ค. 2026
พบกับ #แฉข่าวเช้า ได้ทุกเช้าวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.00 - 10.00 น. ทันทุกกระแส แฉทุกข่าว กับ 'แฉข่าวเช้า’ ที่นี่ #EFM94 ทอล์คอารมณ์ดี เพลงดีทุกแนว

10 ก.ค. 2026
พบกับ #แฉข่าวเช้า ได้ทุกเช้าวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.00 - 10.00 น. ทันทุกกระแส แฉทุกข่าว กับ 'แฉข่าวเช้า’ ที่นี่ #EFM94 ทอล์คอารมณ์ดี เพลงดีทุกแนว

09 ก.ค. 2026
พบกับ #แฉข่าวเช้า ได้ทุกเช้าวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.00 - 10.00 น. ทันทุกกระแส แฉทุกข่าว กับ 'แฉข่าวเช้า’ ที่นี่ #EFM94 ทอล์คอารมณ์ดี เพลงดีทุกแนว
![ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : ครีเอทีฟ | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 29 กันยายน 2568 ]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/1e34ad07-be56-47fd-95b1-c77b1572e495.jpeg)
29 ก.ย. 2025
ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : ครีเอทีฟ | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 29 กันยายน 2568 ] พบกับ ใต้โต๊ะทำงาน..เทิร์นโปร ทุกคืนวันจันทร์ เวลา 20.15 - 22.00 น. . สนับสนุนคนทำงานโดย • Match คนที่ใช่ Match งานที่ชอบด้วย AI จาก Jobsdb by SEEK : bit.ly/4eWapaC • อาหารแมวเน็กโกะ หาซื้อของอร่อย เอาใจเจ้าเหมียวได้ที่นี่เลย : bit.ly/LZFoodinnova
![ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : Chief Marketing Officer | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 22 กันยายน 2568 ]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/ea3be239-48e6-45c5-8beb-23f93f5dce7c.jpeg)
22 ก.ย. 2025
ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : Chief Marketing Officer | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 22 กันยายน 2568 ] พบกับ ใต้โต๊ะทำงาน..เทิร์นโปร ทุกคืนวันจันทร์ เวลา 20.15 - 22.00 น. . สนับสนุนคนทำงานโดย • Match คนที่ใช่ Match งานที่ชอบด้วย AI จาก Jobsdb by SEEK : bit.ly/4eWapaC • อาหารแมวเน็กโกะ หาซื้อของอร่อย เอาใจเจ้าเหมียวได้ที่นี่เลย : bit.ly/LZFoodinnova
![ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : นักกายภาพบำบัด | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 15 กันยายน 2568 ]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/b40707ab-a23b-4c9f-a5f0-a73dd6e8f0bc.jpeg)
15 ก.ย. 2025
ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : นักกายภาพบำบัด | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 15 กันยายน 2568 ] พบกับ ใต้โต๊ะทำงาน..เทิร์นโปร ทุกคืนวันจันทร์ เวลา 20.15 - 22.00 น. . สนับสนุนคนทำงานโดย • Match คนที่ใช่ Match งานที่ชอบด้วย AI จาก Jobsdb by SEEK : bit.ly/4eWapaC • อาหารแมวเน็กโกะ หาซื้อของอร่อย เอาใจเจ้าเหมียวได้ที่นี่เลย : bit.ly/LZFoodinnova
![ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : นักกีฬามอเตอร์สปอร์ต | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 8 กันยายน 2568 ]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/44911b56-0a2e-4a35-9f8d-2f639e0fe61f.jpeg)
08 ก.ย. 2025
ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : นักกีฬามอเตอร์สปอร์ต | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 8 กันยายน 2568 ] พบกับ ใต้โต๊ะทำงาน..เทิร์นโปร ทุกคืนวันจันทร์ เวลา 20.15 - 22.00 น. . สนับสนุนคนทำงานโดย • Match คนที่ใช่ Match งานที่ชอบด้วย AI จาก Jobsdb by SEEK : bit.ly/4eWapaC • อาหารแมวเน็กโกะ หาซื้อของอร่อย เอาใจเจ้าเหมียวได้ที่นี่เลย : bit.ly/LZFoodinnova
![ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร:10 ทักษะชีวิตที่เด็กจบใหม่ต้องเรียนรู้|ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ[ 1 กันยายน 2568 ]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/c5af920a-015c-492d-8aee-e0b86bcb3b31.jpeg)
01 ก.ย. 2025
ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร:10 ทักษะชีวิตที่เด็กจบใหม่ต้องเรียนรู้ |ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ[ 1 กันยายน 2568 ] พบกับ ใต้โต๊ะทำงาน..เทิร์นโปร ทุกคืนวันจันทร์ เวลา 20.15 - 22.00 น. . สนับสนุนคนทำงานโดย • Match คนที่ใช่ Match งานที่ชอบด้วย AI จาก Jobsdb by SEEK : bit.ly/4eWapaC • อาหารแมวเน็กโกะ หาซื้อของอร่อย เอาใจเจ้าเหมียวได้ที่นี่เลย : bit.ly/LZFoodinnova
![ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : ครูสอนบุคลิกภาพ | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 25 สิงหาคม 2568 ]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/813680e3-b11a-4a13-b58e-9deb1bcf1750.jpeg)
25 ส.ค. 2025
ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : ครูสอนบุคลิกภาพ | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 25 สิงหาคม 2568 ] พบกับ ใต้โต๊ะทำงาน..เทิร์นโปร ทุกคืนวันจันทร์ เวลา 20.15 - 22.00 น. . สนับสนุนคนทำงานโดย • Match คนที่ใช่ Match งานที่ชอบด้วย AI จาก Jobsdb by SEEK : bit.ly/4eWapaC • อาหารแมวเน็กโกะ หาซื้อของอร่อย เอาใจเจ้าเหมียวได้ที่นี่เลย : bit.ly/LZFoodinnova
![พุธทอล์ค พุธโทร "คุณซักผ้าปูที่นอนของคุณ บ่อยแค่ไหน" [8 ก.ค.69]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/c2af854c-dd33-4b55-b8c2-a08a8865d806.jpeg)
08 ก.ค. 2026
พบกับ #พุธทอล์ค พุธโทร ได้ทุกคืนวันพุธ เวลา 21.00 - 23.00 น. คุยกันได้ทุกรุ่น คุยกันได้ทุกเรื่องที่ #EFM94 กับ #ดีเจเผือก #ดีเจต้นหอม #ดีเจเติ้ล
![พุธทอล์ค พุธโทร "เรื่องพุธทอล์ค พุธโทรแบบไหน ที่ชาวพุธโทรเรี่ยนชอบฟังมากที่สุด" [1 ก.ค.69]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/94ba75e3-6bd4-4c0a-83b0-389ac8069801.jpeg)
01 ก.ค. 2026
พบกับ #พุธทอล์ค พุธโทร ได้ทุกคืนวันพุธ เวลา 21.00 - 23.00 น. คุยกันได้ทุกรุ่น คุยกันได้ทุกเรื่องที่ #EFM94 กับ #ดีเจเผือก #ดีเจต้นหอม #ดีเจเติ้ล
![พุธทอล์ค พุธโทร "ซิตคอมใต้โต๊ะ On air แล้ว อยากรู้จัง เงินเดือนคุณ อยู่นานสุดกี่วัน" [24 มิ.ย.69]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/e8819ed1-0ed5-4bb9-aa15-55abe969aa1c.jpeg)
24 มิ.ย. 2026
พบกับ #พุธทอล์ค พุธโทร ได้ทุกคืนวันพุธ เวลา 21.00 - 23.00 น. คุยกันได้ทุกรุ่น คุยกันได้ทุกเรื่องที่ #EFM94 กับ #ดีเจเผือก #ดีเจต้นหอม #ดีเจเติ้ล
![พุธทอล์ค พุธโทร "ถ้าคุณแต่งหน้าตามเทรนด์ ''ปรุงจืด'' คุณคิดว่าคุณจะรอดหรือไม่?" [10 มิ.ย.69]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/34e26c43-fa08-4d15-ab7f-52f1dd878db6.jpeg)
10 มิ.ย. 2026
พบกับ #พุธทอล์ค พุธโทร ได้ทุกคืนวันพุธ เวลา 21.00 - 23.00 น. คุยกันได้ทุกรุ่น คุยกันได้ทุกเรื่องที่ #EFM94 กับ #ดีเจเผือก #ดีเจต้นหอม #ดีเจเติ้ล
![พุธทอล์ค พุธโทร "ไทยช่วยไทยพลัสเริ่มแล้ว คุณจ่ายไปกับอะไรเยอะที่สุด?" [3 มิ.ย.69]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/ec0338fa-195b-4387-bb74-bb75357ae7e3.jpeg)
03 มิ.ย. 2026
พบกับ #พุธทอล์ค พุธโทร ได้ทุกคืนวันพุธ เวลา 21.00 - 23.00 น. คุยกันได้ทุกรุ่น คุยกันได้ทุกเรื่องที่ #EFM94 กับ #ดีเจเผือก #ดีเจต้นหอม #ดีเจเติ้ล
![พุธทอล์ค พุธโทร "เหตุผลที่คุณอยากดูการแข่งขัน ฟุตบอลโลก2026 คืออะไร??" [20 พ.ค.69]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/30b44dac-70db-44c9-8845-80dd4caea58f.jpeg)
20 พ.ค. 2026
พบกับ #พุธทอล์ค พุธโทร ได้ทุกคืนวันพุธ เวลา 21.00 - 23.00 น. คุยกันได้ทุกรุ่น คุยกันได้ทุกเรื่องที่ #EFM94 กับ #ดีเจเผือก #ดีเจต้นหอม #ดีเจเติ้ล
![อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม [14 ก.ค.69]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/f76dafba-e544-4ebc-99d1-b8dceb832cd6.jpeg)
14 ก.ค. 2026
พบกับ #อังคารคลุมโปงX ได้ทุกคืนวันอังคาร เวลา 20.00 - 22.00 น. Talk เรื่องลี้ลับ หลอน จนกรามค้าง! พร้อมชวนเซเลบคนดัง คลุมโปงด้วยกันที่ #EFM94 กับ #ดีเจมดดำ #ดีเจแนน #ดีเจเจ็ม #อังคารคลุมโปงX #อังคารคลุมโปง #คลื่นวิทยุอีเอฟเอ็ม94
![อังคารคลุมโปง X มิ้น หัตถา [7 ก.ค.69]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/8ef9bcb1-911b-40ab-ba93-e2df98fb5749.jpeg)
07 ก.ค. 2026
พบกับ #อังคารคลุมโปงX ได้ทุกคืนวันอังคาร เวลา 20.00 - 22.00 น. Talk เรื่องลี้ลับ หลอน จนกรามค้าง! พร้อมชวนเซเลบคนดัง คลุมโปงด้วยกันที่ #EFM94 กับ #ดีเจมดดำ #ดีเจแนน #ดีเจเจ็ม #อังคารคลุมโปงX #อังคารคลุมโปง #คลื่นวิทยุอีเอฟเอ็ม94
![อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 30 มิ.ย.2569 ]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/7766dd0c-23a8-4b0a-8124-28d253f10fe6.jpeg)
30 มิ.ย. 2026
พบกับ #อังคารคลุมโปงX ได้ทุกคืนวันอังคาร เวลา 20.00 - 22.00 น. Talk เรื่องลี้ลับ หลอน จนกรามค้าง! พร้อมชวนเซเลบคนดัง คลุมโปงด้วยกันที่ #EFM94 กับ #ดีเจมดดำ #ดีเจแนน #ดีเจเจ็ม #อังคารคลุมโปงX #อังคารคลุมโปง #คลื่นวิทยุอีเอฟเอ็ม94
![อังคารคลุมโปง X เอก ตายแน่ [ 23 มิ.ย.2569 ]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/f01fddb9-bdd0-4d0c-ab81-e9dbce58ee20.jpeg)
23 มิ.ย. 2026
พบกับ #อังคารคลุมโปงX ได้ทุกคืนวันอังคาร เวลา 20.00 - 22.00 น. Talk เรื่องลี้ลับ หลอน จนกรามค้าง! พร้อมชวนเซเลบคนดัง คลุมโปงด้วยกันที่ #EFM94 กับ #ดีเจมดดำ #ดีเจแนน #ดีเจเจ็ม #อังคารคลุมโปงX #อังคารคลุมโปง #คลื่นวิทยุอีเอฟเอ็ม94
![อังคารคลุมโปง X อาท จิตวิญญาณ [ 9 มิ.ย.2569 ]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/db8b315b-6dc2-4fd6-b470-db9341200438.jpeg)
09 มิ.ย. 2026
พบกับ #อังคารคลุมโปงX ได้ทุกคืนวันอังคาร เวลา 20.00 - 22.00 น. Talk เรื่องลี้ลับ หลอน จนกรามค้าง! พร้อมชวนเซเลบคนดัง คลุมโปงด้วยกันที่ #EFM94 กับ #ดีเจมดดำ #ดีเจแนน #ดีเจเจ็ม #อังคารคลุมโปงX #อังคารคลุมโปง #คลื่นวิทยุอีเอฟเอ็ม94
![อังคารคลุมโปง X เค้กส้ม - ฟองน้ำ [ 2 มิ.ย.2569 ]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/848ce861-4d87-45b0-9123-6520fa59732e.jpeg)
02 มิ.ย. 2026
พบกับ #อังคารคลุมโปงX ได้ทุกคืนวันอังคาร เวลา 20.00 - 22.00 น. Talk เรื่องลี้ลับ หลอน จนกรามค้าง! พร้อมชวนเซเลบคนดัง คลุมโปงด้วยกันที่ #EFM94 กับ #ดีเจมดดำ #ดีเจแนน #ดีเจเจ็ม #อังคารคลุมโปงX #อังคารคลุมโปง #คลื่นวิทยุอีเอฟเอ็ม94

04 มิ.ย. 2026
หลังจากปล่อยให้แฟนเพลงรอคอย วง KLEAR กลับมาพร้อมอัลบั้มใหม่ FORGOTTEN AND FOUND โดยเปิดตัวด้วยซิงเกิลแรก ไม่เจ็บเลยสักวัน (I Choose Me) เพลงที่ถ่ายทอดเรื่องราวของการหันกลับมารับฟังเสียงหัวใจของตัวเอง หลังจากใช้เวลาพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อใครบางคนมานานเนื้อหาของเพลงพูดถึงการเลือกกลับมารักและเห็นคุณค่าในตัวเอง แม้จะต้องผ่านความผิดหวัง น้ำตา และความเจ็บปวด แต่สุดท้ายแล้วคนที่อยู่เคียงข้างเราและไม่เคยทำร้ายหัวใจของเรามากที่สุด ก็คือตัวเราเอง โดย KLEAR หวังว่าบทเพลงนี้จะเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้ผู้ฟังได้กลับมาทบทวนความรู้สึกและความต้องการที่อาจหลงลืมไปในช่วงเวลาที่ผ่านมาในส่วนของดนตรีมาพร้อมซาวด์ร็อกที่ชัดเจนขึ้น ผสานความอบอุ่นจากเสียงซินธิไซเซอร์และพลังดนตรีในแบบฉบับของ KLEAR ที่ช่วยเติมความฮึกเหิมให้กับเพลง จนกลายเป็นบทเพลงที่ทั้งปลอบโยนและส่งต่อพลังบวกไปพร้อมกัน อีกทั้งยังสะท้อนแนวคิดหลักของอัลบั้ม FORGOTTEN AND FOUND ที่พูดถึงการกลับมาค้นพบตัวตนและความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองอีกครั้งขณะที่มิวสิกวิดีโอของเพลงนี้ เลือกเล่าเรื่องผ่านอารมณ์และความรู้สึกมากกว่าการดำเนินเรื่องแบบตรงไปตรงมา เปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้ตีความในมุมมองของตัวเอง พร้อมซ่อนรายละเอียดและ Easter Egg ไว้ให้แฟนเพลงได้ร่วมค้นหาติดตามรับชมมิวสิกวิดีโอ ไม่เจ็บเลยสักวัน (I Choose Me) ซิงเกิลแรกจากอัลบั้ม FORGOTTEN AND FOUND ของ KLEAR ได้แล้ววันนี้ทาง Genierock

04 พ.ค. 2026
เปิดรับแรงกระแทกความเซ็กซี่จาก 5 หนุ่ม PERSES บอยกรุ๊ปจากค่าย G’NEST ที่กลับมาทวงบัลลังก์ความร้อนแรงอีกครั้งในซิงเกิลล่าสุด TURN ME ON feat. Tobii ที่ครั้งนี้ไม่ได้มาแค่เต้น แต่มาเพื่อปลุกให้โซเชียลต้องลุกเป็นไฟ ด้วยลุคที่โตขึ้นและเสน่ห์ที่เย้ายวนกว่าเดิมการกลับมาครั้งนี้ PERSES ฉีกภาพจำเดิม ๆ สู่ทิศทางดนตรีที่อินเตอร์ขึ้นด้วยสไตล์ Reggaeton ผสมผสานกลิ่นอาย Afrobeat ที่มาพร้อมกรูฟสนุก ๆ ชวนขยับตามได้ไม่ยาก เพิ่มความพิเศษด้วยเสียงร้องเอกลักษณ์จาก Tobii และเนื้อร้องติดหูจากปลายปากกาของ OZEEOO ที่ช่วยอัปเกรดให้ท่อนฮุกของเพลงนี้กลายเป็นไวรัลได้ในเวลาอันรวดเร็วในส่วนของมิวสิกวิดีโอ PERSES ถ่ายทอดภาพลักษณ์ ‘ผู้ชายเซ็กซี่’ ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เคยทำมา เล่าเรื่องราวของการกลับมาพบกันของคนในความทรงจำ ท่ามกลางบรรยากาศปาร์ตี้ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์น่าลุ่มหลง จนอยากจะรั้งช่วงเวลาแห่งความสุขนี้ไว้ให้นานที่สุดซิกเนเจอร์เรื่องการเต้นยังคงเป็นลายเซ็นที่แข็งแกร่ง โดยครั้งนี้พวกเขามาพร้อมทักษะที่ดุดันแต่พริ้วไหว ไฮไลต์อยู่ที่ช่วง Dance Break และการแบ่งยูนิตโชว์ศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็น จั๋ง-เน และ กฤติน-ปาล์ม-ปลั๊กกี้ ด้วยท่าเต้นที่มีจริตความเซ็กซี่แบบผู้ชายขี้เล่น ทำให้เพลงนี้ถูกขนานนามว่าเป็น ‘เพลงสะโพกแห่งชาติ’ ที่สายเต้นทั่วโซเชียลต้องออกมาสับสะโพกตามกันอย่างแน่นอนความเดือดไม่ได้หยุดอยู่แค่ 5 หนุ่ม เพราะงานนี้พี่น้องร่วมค่ายอย่าง 3 สาววง VIIS รวมถึงน้องใหม่อย่าง FAVIQ และ CHERIS ก็ตบเท้าเข้าร่วมประชันสเต็ปในมิวสิกวิดีโอเพลงนี้ด้วย แม้จะมีเวลาซ้อมร่วมกันเพียงครั้งเดียว แต่เพอร์ฟอร์แมนซ์ที่ออกมากลับเป๊ะปัง สมกับที่เป็นศิลปินคุณภาพจากบ้าน G’NEST ทุกคนและเพื่อให้สมกับการคัมแบ็กสุดยิ่งใหญ่ PERSES ได้จัดงาน PERSES Comeback Stage ‘Turn Me On’ Party เพื่อเปิดตัวซิงเกิลอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยากาศปาร์ตี้ที่ร้อนระอุ โดยมี Tobii ขึ้นมาร่วมโชว์บนเวที สร้างโมเมนต์ที่ทำให้เวทีลุกเป็นไฟ และตกหัวใจแฟนคลับไปได้อย่างราบคาบรับชมมิวสิกวิดีโอเพลง TURN ME ON feat. TOBII ได้ที่ YouTube: gnest_official แล้วคุณจะรู้ว่าคำว่า ‘ฮอต’ ที่แท้จริงเป็นยังไง

11 มี.ค. 2026
หลังสร้างความประทับใจครั้งใหญ่บนเวทีคอนเสิร์ต Three Man Down Live at สนามศุภชลาศัย วง Three Man Down ก็ไม่ปล่อยให้โมเมนต์ระหว่างวงและแฟนเพลงจบลงง่าย ๆ เมื่อพวกเขาเซอร์ไพรส์ด้วยการปล่อยซิงเกิลใหม่ล่าสุดอย่าง เหตุผล เพลงรักบทใหม่ที่ยังคงเต็มไปด้วยความโรแมนติกและกลิ่นอายเฉพาะตัวของวงสำหรับเพลง เหตุผล เป็นเพลงรักที่สะท้อนพัฒนาการของ Three Man Down ทั้งในด้านดนตรีและการเขียนเนื้อเพลง โดยเนื้อหาพูดถึงเหตุผลของการที่คนสองคนได้พบและตกหลุมรักกัน ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยผู้คนนับล้าน ราวกับว่าการได้พบกันนั้นเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่แรกในซิงเกิลนี้ยังได้ whateve ศิลปินหญิงที่เคยฝากเสียงร้องไว้ในเพลงฮิตอย่าง เพลงรัก กลับมาร่วมถ่ายทอดบทเพลงอีกครั้งเคียงข้าง กิต Three Man Down เพิ่มมิติของความอบอุ่นและความละมุนให้กับเพลง ขณะเดียวกันยังมีเสียงแซ็กโซโฟนจาก โอม ASIA7 สมาชิกวง ASIA7 มาช่วยเติมบรรยากาศโรแมนติกให้เพลงมีเสน่ห์ยิ่งขึ้นด้านมิวสิกวิดีโอของเพลงนี้ยังคงได้ผู้กำกับคู่ใจของวงอย่าง กิ๊ม-ธนรัมร์ เปรมบุญ มารับหน้าที่กำกับอีกครั้ง หลังเคยร่วมงานกันมาแล้วในหลายผลงานก่อนหน้าอย่าง ยอมถอย, รักใครไม่ไหว และ เพื่อนสนิท โดยเรื่องราวในเอ็มวีเล่าถึงคู่รักที่ต้องเอาตัวรอดในโลกหลังอารยธรรมล่มสลาย และสิ่งเดียวที่ทำให้ทั้งสองยังคงก้าวเดินไปด้วยกันคือความรักด้วยเมโลดี้ที่อบอุ่น เนื้อหาที่โรแมนติก และบรรยากาศดนตรีที่ละมุน เหตุผล จึงกลายเป็นเพลงรักเพลงล่าสุดของ Three Man Down ที่สะท้อนเสน่ห์ของวงได้อย่างชัดเจน และเป็นอีกบทเพลงที่แฟน ๆ น่าจะหยิบมาเปิดฟังซ้ำในช่วงเวลาที่อยากนึกถึงเหตุผลของการมีใครสักคนอยู่ข้าง ๆภาพ : GeneLab

11 ก.ย. 2025
หลังจากปิดฉากคอนเสิร์ตใหญ่ไปอย่างงดงาม Only Monday กลับมาส่งซิงเกิลใหม่ให้แฟน ๆ ได้ฟังกันอีกครั้งกับ ยอมอยู่แล้ว เพลงที่เคยถูกหยิบขึ้นไปโชว์บนเวที และได้รับเสียงเชียร์อย่างล้นหลามให้ปล่อยออกมาอย่างเป็นทางการ ความพิเศษของเพลงนี้อยู่ที่การได้ร่วมงานกับรุ่นพี่ร่วมบ้าน GMM Music อย่าง ปั๊บ POTATO ถ่ายทอดซาวด์ป็อปร็อกที่หวนให้นึกถึงบรรยากาศดนตรียุค 90–2000 อย่างลงตัวเนื้อหาใน ยอมอยู่แล้ว ว่าด้วยความรักที่แม้รู้ว่าต้องเจ็บ แต่ก็ยังเลือกจะยอมด้วยความเต็มใจ ถ่ายทอดอย่างเข้มข้นตามสไตล์หัวจ่ายเพลงเศร้า และเมื่อเสียงร้องของ ปั๊บ เข้ามาเติมเต็ม ก็ยิ่งพาให้ผู้ฟังหวนคิดถึงความทรงจำในวันวานของวัยรุ่นยุคนั้นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นนอกจากดนตรีที่หนักแน่น มิวสิกวิดีโอยังถ่ายทอดเรื่องราวความรักวุ่น ๆ ของชายหนุ่มที่ยอมจนเกินต้าน จนกลายเป็นความปั่นป่วนสุดขั้ว โดยมีผู้กำกับชื่อดัง ต้อง เต มาร่วมปรากฏตัว เติมสีสันและอารมณ์ขันให้เรื่องราวเข้มข้นยิ่งกว่าเดิมการร่วมงานครั้งนี้คือการผสานพลังดนตรีข้ามเจเนอเรชัน ที่ทั้งสดใหม่และเต็มไปด้วยเสน่ห์ของแต่ละยุค Only Monday และ ปั๊บ POTATO ได้สร้างสรรค์บทเพลงที่ทั้งแปลกใหม่และคุ้นเคยในคราวเดียวกัน แฟนเพลงสามารถรับชมมิวสิกวิดีโอ ยอมอยู่แล้ว ได้แล้ววันนี้ทาง YouTube : GeneLabภาพ : GeneLab

10 ก.ย. 2025
เกิร์ลกรุ๊ปแห่งยุค 4EVE กลับมาสร้างปรากฏการณ์อีกครั้งกับซิงเกิลล่าสุด Too Perfect For You (สวย เริ่ด เชิด) ที่ปล่อยออกมาไม่นานก็กลายเป็นกระแสไวรัลบนโซเชียลมีเดีย จากลุคสดใสและเนื้อหาที่สะท้อนความมั่นใจของผู้หญิงยุคใหม่ ที่เลือกเดินออกจากความรักที่ทำให้เจ็บช้ำ และหันมาภูมิใจในคุณค่าของตัวเองแทนToo Perfect For You ได้ 2 โปรดิวเซอร์ฝีมือจัดจ้าน Galchanie หรือ แป้ง–ธนัญญา อินวงษ์) และ Mayojames หรือ เจมส์–อมร สำเร็จรุ่งโรจน์ มาร่วมกันสร้างสรรค์ ด้วยการหยิบเอาซาวด์โมเดิร์นป๊อป มาผสมเข้ากับกลิ่นอาย RB ช่วยเน้นการร้องอันมีเอกลักษณ์ของทั้ง 7 สมาชิกถ่ายทอดอารมณ์อย่างเฉียบคมและทรงพลังเนื้อหาของเพลงคือเสียงบอกเล่าของผู้หญิงที่เลือกจะ move on อย่างสง่างาม ยกให้ ‘ความรักตัวเอง’ สำคัญกว่าการย้อนกลับไปหาคนที่ไม่เห็นค่า เพลงประกาศความมั่นใจและพลังของการเชิดใส่รักที่ไม่ดี ผ่านท่อนฮุคที่ติดหูทันที “Cuz I’m too perfect for your love, way too perfect for you now รู้ยังคะว่าเธอน่ะพลาด มาตอนนี้ก็สายไปแล้ว” ประโยคที่พร้อมจะกลายเป็นวลีฮิตบนอินเตอร์เน็ตอีกหนึ่งไฮไลต์คือการแบ่งพาร์ทร้องที่ดึงเสน่ห์เฉพาะของแต่ละสมาชิกออกมาอย่างชัดเจน การใช้ภาษาอังกฤษผสมไทยที่ทันสมัย ฟังสนุก อินเตอร์ และเต็มไปด้วยความ Empowering ตอกย้ำว่าไม่มีใครควรต้องหันกลับไปหาความสัมพันธ์ที่ไม่เห็นค่าเราอีกต่อไป รวมถึงในพาร์ตมิวสิกวิดีโอก็ได้ผู้กำกับมากฝีมือ หลิน รินรดา มาร่วมเล่าเรื่องในมุมมองของผู้หญิงยุคใหม่ ถ่ายทอดความสวย ความมั่นใจ และอิสระของการเลือกชีวิตที่ดีให้กับตัวเองนี่ไม่ใช่เพียงแค่เพลงใหม่จาก 4EVE แต่คือบทประกาศที่บอกกับทุกคนว่า อย่ากลัวที่จะ move on และอย่าลืมว่าคุณมีคุณค่ามากพอที่จะไม่กลับไปหาความรักที่ทำร้ายใจอีกแล้ว ตามไปสัมผัสพลังที่ถูกยกให้เป็นอีกหนึ่งยุคทองของ 4EVE ได้แล้ววันนี้ทุกมิวสิกสตรีมมิงและ YouTube : 4EVEภาพ : 4EVE

11 ส.ค. 2025
เอิ๊ต ภัทรวี (EARTH PATRAVEE) กลับมาครองใจแฟนเพลงเศร้าด้วยซิงเกิลใหม่ล่าสุด ดีกว่าต้องลืมเธอไป (Wooden House) จากอัลบั้มเต็ม Heart is Home ถ่ายทอดมุมมองของผู้ที่เลือกโอบกอดความเจ็บปวดไว้ เพียงเพื่อเก็บใครสักคนไว้ในความทรงจำตลอดไป แม้จะต้องแลกมาด้วยหยดน้ำตา แต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้เวลาลบเลือนเขาไปจากหัวใจ“ให้ฉันนั้นจดจำทุกหยดน้ำตา ให้ฉันได้วนเวียนกับความเสียใจอย่าห่วง ฉันไม่เป็นไร ยังดีกว่าต้องลืมเธอไป”เพลงนี้พาทุกคนกลับสู่บรรยากาศอบอุ่นและคุ้นเคย เสมือนหัวใจได้กลับบ้านอีกครั้ง ด้วยเสียงกีตาร์โปร่งอันเป็นเอกลักษณ์ และเนื้อเพลงที่เอิ๊ตเขียนจากประสบการณ์จริง ขณะโลกหมุนไปอย่างรวดเร็ว ดีกว่าต้องลืมเธอไป ชวนให้เวลาช้าลง ให้เราได้ซึมซับความรู้สึกที่ไม่อยากลืมเอิ๊ต เล่าว่าแรงบันดาลใจเกิดจากการสูญเสียคุณยายไป ในช่วงแรกเธอไม่กล้ามองภาพถ่ายหรือความทรงจำ เพราะความเศร้าหนักหน่วง แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับพบว่า สิ่งที่น่ากลัวกว่าความเศร้า คือการที่เราลืมรอยยิ้มและรายละเอียดเล็ก ๆ ของคนสำคัญไปจริง ๆ คำว่า Wooden House จึงเกิดขึ้นภายหลังจากฝันเห็นคุณยายนั่งอยู่ในบ้านไม้ไทยหลังเก่า ภาพนั้นอบอวลไปด้วยความรู้สึกที่เก็บไว้ในหัวใจ และกลายเป็นภาพแทนความหมายของเพลงนี้ซิงเกิลนี้อัดด้วยเครื่องดนตรีจริงทั้งหมด โดยมี บุ้ง-กวิน สิริภัทรกุล มือเปียโนที่เลือกใช้เปียโนไม้ upright ให้ซาวด์อบอุ่น, ยี่-ชยปัญญ์ จันทรานุสนธิ์ อดีตสมาชิก Safeplanet ในบทบาทมือเบส และ แจม-ธนัท เลาหระวี มือกีตาร์และครีเอทีฟของโปรเจกต์ ที่สร้างซาวด์กีตาร์ไฟฟ้าให้เหมือนเอฟเฟกต์เสียงฟ้าผ่า เพิ่มความแปลกใหม่ให้เพลง ส่วนเอิ๊ตเองยังรับหน้าที่อัดเครื่องสายด้วยตัวเอง แต่คราวนี้เป็นการสีไวโอลินด้วยโบว์ ซึ่งเป็นความท้าทายมากกว่าการดีดแบบ pizzicato ที่เคยทำในส่วนของมิวสิกวิดีโอ เอิ๊ต กลับมาแสดงด้วยตัวเองอีกครั้ง ภายใต้การกำกับของ นราธิป ไชยณรงค์ เล่าเรื่องการเดินทางครั้งสุดท้ายระหว่างหญิงสาวและอดีตคนรัก (รับบทโดย เมืองไทย จิรวงศ์นิรันดร) ที่ตัดสินใจออกทริปญี่ปุ่นร่วมกัน พร้อมกล้องฟิล์มจากนักท่องเที่ยวปริศนา เพื่อบันทึกภาพความทรงจำก่อนจะจากกันจริง ๆ ฉากอารมณ์เข้มข้นทำให้เอิ๊ตร้องไห้ออกมาจริง ๆ จนรู้สึกว่าต้องบอกลาตัวละครหลังการถ่ายทำ เป็นประสบการณ์ใหม่ที่เธออยากให้ทุกคนได้สัมผัสผ่านมิวสิกวิดีโอนี้ความพิเศษของการเปิดตัวซิงเกิลนี้ คือการจัดอีเวนต์ Welcome to Wooden House เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ที่ Yellow Lane BKK เชิญแฟนคลับผู้โชคดีมาชมมิวสิกวิดีโอพร้อมกันครั้งแรก และได้ฟัง เอิ๊ต ร้องสดในบรรยากาศใกล้ชิด แฟน ๆ ต่างชื่นชมว่าร้องสดได้เพราะจับใจเหมือนฟังจากแผ่น ภายในงานยังมีกิจกรรมให้แฟน ๆ เขียนเรื่องราวที่ไม่อยากลืมลงกระดาษเพื่อส่งต่อให้นักร้องอ่าน ปิดท้ายด้วยการถ่ายภาพร่วมกันเก็บไว้เป็นความทรงจำดีกว่าต้องลืมเธอไป (Wooden House) คือบทเพลงที่อบอุ่นแต่แฝงรสขม สำหรับใครที่คิดถึงเพลงเศร้าแบบมีความหมายจาก เอิ๊ต สามารถรับฟังและรับชมได้แล้ววันนี้ทุกช่องทางสตรีมมิ่งภาพ : Muzikmove

10 ก.ค. 2026
ก็อต-อิทธิพัทธ์ ฐานิตย์ เปิดใจเป็นครั้งแรก หลังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากการตอบรับแสดงซีรีส์วายเรื่อง คุณผู้โดยสารถ่านไฟเก่า พร้อมเผยว่าได้ตัดสินใจถอนตัวจากโปรเจกต์ดังกล่าวแล้ว เพื่อไม่ให้ประเด็นส่วนตัวส่งผลกระทบต่อการทำงานของทุกฝ่ายก็อตยอมรับว่า ตอนแรกมองว่าเป็นโอกาสในการทำงาน หลังแฟน ๆ หลายคนที่ติดตามการไลฟ์แสดงความคิดถึงและอยากเห็นกลับมารับงานซีรีส์วายอีกครั้ง อีกทั้งเมื่อพิจารณาบทเบื้องต้นแล้ว บทบาทดังกล่าวเป็นเพียงตัวละครที่เข้ามาสร้างสีสันและช่วยขับเคลื่อนเรื่องราว ไม่ใช่ตัวละครหลักและไม่มีเส้นความสัมพันธ์ จึงตัดสินใจรับงานโดยไม่ได้คาดคิดว่าจะเกิดกระแสวิจารณ์ตามมาภายหลังจากมีการปล่อย Pilot ของซีรีส์ กระแสตอบรับในโลกออนไลน์กลับรุนแรงกว่าที่คาดไว้ ทำให้เจ้าตัวตัดสินใจทบทวนอย่างรอบคอบ ก่อนเข้าพูดคุยกับทางผู้จัดและต้นสังกัดเพื่อขอถอนตัวจากโปรเจกต์ เนื่องจากไม่ต้องการให้ประเด็นดราม่าส่วนตัวลุกลามจนกระทบต่อผลงานอื่นที่กำลังดำเนินอยู่ รวมถึงไม่อยากสร้างผลกระทบต่อผู้จัด ทีมงาน และนักแสดงที่เกี่ยวข้องส่วนประเด็นที่ถูกนำบทสัมภาษณ์ในอดีตเกี่ยวกับการไม่กลับมาเล่นซีรีส์วายมาเชื่อมโยง เจ้าตัวอธิบายว่า ช่วงเวลานั้นกำลังเผชิญภาวะหมดไฟในการทำงาน จนต้องพักงานในวงการบันเทิงนานถึง 3 ปี คำพูดทั้งหมดเกิดขึ้นจากสภาพจิตใจในช่วงเวลานั้น ไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายความรู้สึกของใครรวมถึงงานแสดงในรูปแบบใดทั้งสิ้นปัจจุบันในวัย 30 ปี ก็อตเผยว่าประสบการณ์ชีวิตทำให้เขามีวุฒิภาวะและรอบคอบในการตัดสินใจมากขึ้น พร้อมขอบคุณทุกคนที่เปิดโอกาสให้ได้อธิบายข้อเท็จจริง เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกัน โดยจากนี้จะมุ่งหน้าทำงานแสดงอย่างเต็มที่ ซึ่งขณะนี้มีผลงานละครกับช่อง 7 ที่กำลังจะออกอากาศ และยังเปิดรับโอกาสในการแสดงทุกบทบาทเช่นเดิมภาพ : gxxod

10 ก.ค. 2026
นับถอยหลังสู่วันสำคัญของคู่รักขวัญใจแฟน ๆ ณเดชน์ คูกิมิยะ และ ญาญ่า อุรัสยา ที่เตรียมจัดงานฉลองมงคลสมรสในกรุงเทพมหานคร วันที่ 18 กรกฎาคม ณ โรงแรมดุสิตธานี พร้อมเปิดโอกาสให้แฟนคลับ NYFC ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโมเมนต์แห่งความสุข และร่วมแสดงความยินดีกับทั้งคู่แบบใกล้ชิดนอกจากการเชิญครอบครัว คนสนิท และแขกคนสำคัญมาร่วมเฉลิมฉลองแล้ว ทั้งคู่ยังมอบโอกาสพิเศษให้แฟนคลับได้ร่วมเป็นสักขีพยานในอีกหนึ่งวันสำคัญของชีวิต โดยเปิดให้ลงทะเบียนผ่านเพจกลุ่มแฟนคลับตั้งแต่วันนี้จนถึง 12 กรกฎาคม 2569 ก่อนประกาศรายชื่อผู้ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมงานในวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 ถือเป็นของขวัญชิ้นพิเศษสำหรับแฟน ๆ ที่คอยติดตามและสนับสนุนทั้งคู่มาตลอดหลายปีมาร่วมลุ้นกันว่าแฟนคลับผู้โชคดีที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของงานฉลองวิวาห์ครั้งนี้จะเป็นใคร และติดตามภาพบรรยากาศสุดอบอุ่นของ ณเดชน์-ญาญ่า ได้ในวันที่ 18 กรกฎาคม ผ่านแฮชแท็ก #NYเขยนอร์เวย์สะใภ้ขอนแก่นภาพ : kugimiyas / urassayas

10 ก.ค. 2026
สร้างความใจหายให้กับแฟนคลับทั่วโลก เมื่อคู่รักซูเปอร์สตาร์แห่งวงการบันเทิงเกาหลีใต้ ไอยู (IU) และ อีจงซอก (Lee Jong Suk) ได้ยุติความสัมพันธ์ในฐานะคนรักอย่างเป็นทางการ หลังคบหาดูใจกันมานานกว่า 4 ปีรายงานจากสื่อเกาหลี Dispatch เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ระบุว่า ทั้งคู่ตัดสินใจแยกทางกันจากภาระงานที่รัดตัว จนมีเวลาใช้ร่วมกันน้อยลง ก่อนจะค่อย ๆ ห่างเหินและยุติความสัมพันธ์ด้วยความเข้าใจ ขณะที่ไม่นานหลังข่าวถูกเผยแพร่ออกไป ต้นสังกัดของทั้งสองฝ่ายก็ได้ออกมายืนยันข่าวดังกล่าวอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าทั้งคู่ยุติความสัมพันธ์ในฐานะคนรักแล้ว และจะยังคงรักษาความสัมพันธ์ในฐานะเพื่อนร่วมงานที่ดีต่อกันข่าวนี้ทำให้แฟน ๆ จำนวนมากรู้สึกใจหาย เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไอยูและอีจงซอกถือเป็นอีกหนึ่งคู่รักคนดังที่ได้รับแรงสนับสนุนอย่างล้นหลาม ทั้งคู่รู้จักกันมาตั้งแต่ปี 2012 จากการทำหน้าที่พิธีกรร่วมในรายการ Inkigayo ก่อนพัฒนาจากมิตรภาพยาวนานสู่ความสัมพันธ์ในฐานะคนรัก และเปิดตัวคบหาอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงปลายปี 2022ตลอดเวลาที่คบหากัน ทั้งสองมักได้รับคำชื่นชมจากแฟน ๆ ในฐานะคู่รักที่คอยสนับสนุนกันทั้งเรื่องงานและชีวิตส่วนตัว รวมถึงร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคมและบริจาคเพื่อการกุศลอยู่หลายครั้ง จนกลายเป็นอีกหนึ่งคู่รักคนดังที่หลายคนติดตามและร่วมเอาใจช่วยมาโดยตลอดแม้เส้นทางความรักจะสิ้นสุดลง แต่ทั้งไอยูและอีจงซอกยังคงเดินหน้าทำงานในวงการบันเทิงอย่างเต็มที่ ท่ามกลางกำลังใจจากแฟนคลับที่ต่างเคารพการตัดสินใจของทั้งคู่ และหวังว่าจะได้เห็นทั้งสองประสบความสำเร็จบนเส้นทางของตัวเองต่อไปภาพ : KOREAN DRAMAS

09 ก.ค. 2026
บทสัมภาษณ์ของนักแสดงชาวเกาหลีใต้ คิมมูยอล (Kim Moo Yul) ในรายการ You Quiz on the Block EP.349 กำลังได้รับความสนใจจากผู้ชมจำนวนมาก หลังเจ้าตัวเปิดใจย้อนเล่าเส้นทางชีวิตก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นนักแสดงที่ได้รับการยอมรับ พร้อมเผยช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในอาชีพ ซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยมีรายได้จากงานแสดงเพียง 200,000 วอน หรือราว 4,400 บาทตลอดทั้งปีคิมมูยอลเล่าว่า ช่วงเริ่มต้นเส้นทางนักแสดงเขาต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของอาชีพ ทั้งโอกาสในการทำงานที่มีอย่างจำกัดและรายได้ที่ไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิต แม้จะเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความกดดัน แต่เขาไม่เคยละทิ้งความฝันในการแสดงเลยซึ่งสิ่งที่ทำให้เขาผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ คือการมีภรรยานักแสดง ยุนซึงอา (Yoon Seung Ah) คอยอยู่เคียงข้างมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นวันที่ยังไม่มีชื่อเสียง หรือวันที่อนาคตยังเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามในรายการ ยุนซึงอาปรากฏตัวพร้อมฝากข้อความถึงสามีว่า “พวกเราเดินผ่านช่วงเวลาที่ยาวนานมาด้วยกัน” ประโยคสั้น ๆ แต่เปี่ยมไปด้วยความหมาย ทำให้คิมมูยอลถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เมื่อได้ย้อนมองเส้นทางที่ทั้งคู่ร่วมฝ่าฟันมาตลอดหลายปีคิมมูยอลยังเผยด้วยว่า ในวันที่เขารู้สึกว่าตัวเองยังไม่มีอะไร ทั้งชื่อเสียง ความมั่นคง หรือรายได้ ภรรยากลับเป็นคนที่คอยเชื่อมั่นและให้กำลังใจเขาเสมอ ความรักและการสนับสนุนจากเธอ กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เขายังคงเดินหน้าต่อในฐานะนักแสดงด้านยุนซึงอาเผยว่า ปกติคิมมูยอลไม่ใช่คนที่แสดงความรู้สึกด้วยการร้องไห้ แต่ในครั้งนี้เขาพูดคำว่า “ขอบคุณ” พร้อมน้ำตาเป็นครั้งแรก ทำให้เธอทำได้เพียงกอดเขาไว้และพูดเบา ๆ ว่า “คุณทำงานหนักมากเลยนะ”บทสัมภาษณ์ครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการย้อนเล่าถึงวันที่คิมมูยอลเคยมีรายได้เพียงไม่กี่พันบาทตลอดทั้งปี แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่า เบื้องหลังความสำเร็จของนักแสดงคนหนึ่ง ไม่ได้เกิดขึ้นจากความสามารถเพียงอย่างเดียว หากยังเกิดจากการมีใครสักคนที่เชื่อมั่น คอยสนับสนุน และอยู่เคียงข้างในวันที่ทุกอย่างยังไม่เป็นอย่างที่หวัง จนสามารถก้าวมาถึงวันที่ความพยายามของเขาได้รับการตอบแทนในที่สุดภาพ : doflwl

09 ก.ค. 2026
แฟนเพลงทั่วโลกเตรียมนับถอยหลัง เมื่อ Justin Bieber ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าจะร่วมขึ้นแสดงใน FIFA World Cup 2026 Final Halftime Show หรือการแสดงช่วงพักครึ่งนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งถือเป็นการจัดโชว์พักครึ่งในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ FIFAโดย Justin Bieber จะร่วมเวทีกับศิลปินระดับโลกอย่าง Madonna, Shakira และ BTS รวมถึง Burna Boy, Coldplay, Gustavo Dudamel พร้อมด้วยคณะนักร้องประสานเสียง PS22 Chorus โดยการแสดงทั้งหมดจะมีความยาวประมาณ 11 นาที และคาดว่าจะกลายเป็นหนึ่งในการแสดงดนตรีที่มีผู้ชมมากที่สุดครั้งหนึ่งของโลก เนื่องจากจะถ่ายทอดสดไปยังผู้ชมหลายพันล้านคนพร้อมการแข่งขันฟุตบอลโลกนัดชิงชนะเลิศโชว์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้จะจัดขึ้นในวันที่ 19 กรกฎาคม 2026 ที่สนาม New York New Jersey Stadium ภายใต้การดูแลด้านครีเอทีฟของ Chris Martin นักร้องนำวง Coldplay และจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง FIFA และ Global Citizen เพื่อสนับสนุนโครงการ FIFA Global Citizen Education Fund ซึ่งมุ่งระดมทุนเพื่อขยายโอกาสด้านการศึกษาและฟุตบอลให้แก่เด็ก ๆ ทั่วโลกขณะเดียวกัน แฟนฟุตบอลต่างเฝ้ารอไม่เพียงการแสดงสุดยิ่งใหญ่บนเวที แต่ยังรอลุ้นว่าสองทีมใดจะผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของค่ำคืนประวัติศาสตร์ที่จะผสานทั้งกีฬาและดนตรีไว้บนเวทีเดียวกันอย่างยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งภาพ : Justin Bieber

09 ก.ค. 2026
ได้เวลาของเพอร์ฟอร์แมนซ์ครั้งใหญ่ที่แฟน ๆ รอคอย เมื่อ GMM SHOW จับมือ IDEA FACT พา 5 หนุ่ม PERSES จากค่าย G’NEST ในเครือ GMM MUSIC กลับมาสร้างความทรงจำครั้งใหม่กับคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบครั้งที่ 2 PERSES UNCENSORED CONCERT ที่จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2569 ณ BITEC LIVE BANGNAหลังจากสั่งสมประสบการณ์และพัฒนาฝีมือบนเส้นทาง T-POP อย่างต่อเนื่อง ทั้ง จั๋ง, เน, กฤติน, ปาล์ม และ ปลั๊กกี้ พร้อมก้าวขึ้นสู่เวทีครั้งสำคัญอีกครั้ง เพื่อเปิดเผยตัวตนในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ภายใต้คอนเซ็ปต์ UNCENSORED ที่พร้อมพาแฟน ๆ ไปสัมผัสทุกแง่มุม ทั้งความคิด ความรู้สึก และเรื่องราวของสมาชิกทั้ง 5 คน ผ่านโชว์ที่ออกแบบขึ้นใหม่แบบจัดเต็มความพิเศษของคอนเสิร์ตครั้งนี้คือ สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมตั้งแต่การวางคอนเซ็ปต์ สคริปต์ เซ็ตลิสต์เพลง ออกแบบท่าเต้น ไปจนถึงภาพรวมของการแสดง เพื่อให้ทุกช่วงเวลาบนเวทีสะท้อนตัวตนของ PERSES ได้อย่างเต็มที่ และถ่ายทอดเรื่องราวที่พวกเขาอยากบอกกับแฟนคลับด้วยตัวเองนอกจากจะได้ชมเพลงฮิตอย่าง TURN ME ON, น่ารักน้อยลงหน่อย, FREEZE, TOUCHDOWN, KITTY SWAG และซิงเกิลล่าสุด ไม่แพ้ใคร (Hotter than ur X) แล้ว แฟน ๆ ยังจะได้พบกับ Solo Stage ของสมาชิกแต่ละคน รวมถึงโชว์วาไรตี้และเซอร์ไพรส์ที่เตรียมไว้ตลอดทั้งคอนเสิร์ต รับรองว่าอัดแน่นทั้งความสนุก ความประทับใจ และโมเมนต์ที่หาชมไม่ได้จากที่ไหนใครที่อยากเป็นส่วนหนึ่งของค่ำคืนแห่งการปลดล็อกทุกข้อจำกัด และสัมผัส PERSES ในเวอร์ชันที่จริงที่สุด เตรียมกดบัตรพร้อมกัน 8 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น. ผ่าน Application TICKETIER และ ticketier.com บัตรราคา 5,900 บาท (VIP), 5,000 บาท, 4,000 บาท, 3,500 บาท, 2,500 บาท และ 1,500 บาท แล้วไปเจอกันในวันที่ 3 ตุลาคม 2569 ณ BITEC LIVE BANGNAภาพ : GMM SHOW

-