ฟุตบอลโลก 2026 กำลังเดินทางเข้าสู่ช่วง 2 นัดสุดท้ายอันเข้มข้น ทั้งนัดชิงชนะเลิศ และชิงอันดับ 3 นอกจากถ้วยแชมป์โลกที่เป็นเป้าหมายสูงสุดแล้ว อีกหนึ่งไฮไลต์ที่แฟนบอลทั่วโลกจับตามองคือตำแหน่งดาวซัลโว ซึ่งเป็นการขับเคี่ยวกันอย่างสุดมันของเหล่าเพชฌฆาตระดับโลก นำโดย ลิโอเนล เมสซี่ และ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้
ซึ่งในทัวร์นาเมนต์ ฟุตบอลโลก 2026 ที่มีการขยายทีมเพิ่มขึ้น ทำให้เราได้เห็นการพังประตูเป็นว่าเล่น และการแย่งชิงตำแหน่งดาวซัลโวในปีนี้เป็นการขับเคี่ยวระดับมาสเตอร์พีซ ระหว่างสองสตาร์ดังที่ทำไปแล้ว 8 ประตูเท่ากันอย่าง ลิโอเนล เมสซี่ และ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ท่ามกลางผู้ท้าชิงรายอื่นที่พร้อมสอดแทรกสร้างเซอร์ไพรส์
ตัดสินอย่างไรหากยิงประตูเท่ากัน ?
นับตั้งแต่ปี 1992 เป็นต้นมา หากมีผู้เล่นทำประตูได้เท่ากันเมื่อจบการแข่งขัน สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) จะใช้เกณฑ์ตัดสินตามลำดับดังนี้ :
1. จำนวนการทำแอสซิสต์ : ใครจ่ายให้เพื่อนทำประตูได้มากกว่า คนนั้นชนะ (เหมือนปี 2010 ที่ โธมัส มุลเลอร์ คว้ารางวัลไปครองเหนือ ดาบิด บีย่า และ ดีเอโก้ ฟอร์ลัน เพราะทำไป 3 แอสซิสต์)
2. นาทีที่ลงสนามน้อยกว่า : หากยิงเท่ากัน แอสซิสต์เท่ากัน คนที่ใช้เวลาอยู่ในสนามน้อยกว่าจะเป็นผู้ชนะ (กฎที่เพิ่มเข้ามาในปี 2006)
2 ตัวเต็ง : 8 ประตูเท่ากัน
1. ลิโอเนล เมสซี่ (อาร์เจนตินา) — 8 ประตู / 4 แอสซิสต์ (712 นาที)
.jpg)
สถานะความได้เปรียบ: เต็งหนึ่ง เมสซี่ พาทัพ ฟ้า-ขาว ทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ ทำให้เขามีโอกาสบวกสกอร์เพิ่มอีกหนึ่งนัด และด้วยสถิตินำอยู่ 4 แอสซิสต์ ทำให้ ณ เวลานี้ หากไม่มีใครยิงเพิ่ม เมสซี่ จะคว้ารองเท้าทองคำไปครองเป็นครั้งแรกในชีวิต ทุบสถิติเป็นดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของฟุตบอลโลกชายทันทีหลังจบเกมรอบแบ่งกลุ่ม
เส้นทางทำประตู: ระเบิดแฮตทริกใส่แอลจีเรีย, เบิ้ลใส่ออสเตรีย, กดฟรีคิกใส่จอร์แดน, ยิงเคปเวิร์ด และซัดประตูตีเสมอสุดดราม่า 2-2 ในเกมพบอียิปต์รอบ 16 ทีม
2. คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ (ฝรั่งเศส) — 8 ประตู / 3 แอสซิสต์ (666 นาที)
.jpg)
สถานะปัจจุบัน: เต็งสอง แชมป์เก่าจากปี 2022 ต้องอกหักพ่าย สเปน ในรอบรองชนะเลิศ 0-2 ทำให้ เอ็มบั๊ปเป้ หมดสิทธิ์ไปถึงแชมป์โลก อย่างไรก็ตาม เขายังมีโปรแกรมนัดชิงอันดับที่ 3 รออยู่ ซึ่งเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะต้องยิงแซง เมสซี่ ให้ได้ เนื่องจากจังหวะนี้เขาตามหลังอยู่ 1 แอสซิสต์ แต่มีข้อได้เปรียบเล็กน้อยเรื่องนาทีลงเล่นที่น้อยกว่า
เส้นทางทำประตู: เหมาสองลูกนัดเจอกับเซเนกัล, ยิงอิรัก, เบิ้ลใส่สวีเดน, สังหารจุดโทษใส่ปารากวัย และยิงโมร็อกโกในรอบ 8 ทีมสุดท้าย
กลุ่มผู้ท้าชิงที่ตามมาติด ๆ
.jpg)
จู๊ด เบลลิงแฮม & แฮร์รี่ เคน (อังกฤษ) — 6 ประตูเท่ากัน สองแกนหลักทีมสิงโตคำรามทำไปคนละ 6 ประตู โดย เบลลิงแฮม รั้งอันดับเหนือกว่า เคน เนื่องจากใช้เวลาในสนามน้อยกว่า (574 นาที ต่อ 627 นาที) ทั้งคู่ยังเหลือโปรแกรมนัดชิงอันดับที่ 3 ที่ต้องสู้กับ ฝรั่งเศส ของ เอ็มบัปเป้
อุสมาน เดมเบเล่ (ฝรั่งเศส) — 5 ประตู สร้างเซอร์ไพรส์ระเบิดฟอร์มกดแฮตทริกใส่ทัพไวกิ้ง นอร์เวย์ และทำเพิ่มได้อีกในรอบก่อนรองชนะเลิศ
มิเกล โอยาร์ซาบัล (สเปน) — 5 ประตู ความหวังหนึ่งเดียวจากทีมที่เข้าชิงชนะเลิศอย่าง สเปน โดยล่าสุดเป็นคนสังหารจุดโทษเบิกร่องดับ ฝรั่งเศส ในรอบรองชนะเลิศ เขาต้องโชว์ฟอร์มชนิดที่ว่าผีเข้า และทำแฮตทริกในนัดชิงชนะเลิศจึงจะมีสิทธิ์พลิกโผคว้ารางวัลนี้ได้เช่นกัน
(หมายเหตุ: เออร์ลิง ฮาลันด์ ของ นอร์เวย์ ยิงไป 7 ประตู แต่ไม่มีลุ้นยิงประตูเพิ่ม เนื่องจากทีมตกรอบไปแล้ว)
ข้อมูลจาก nytimes.com/athletic
ภาพจาก AFP






