แพทย์ มช. ไขคำตอบ กลิ่นแก่ มีจริงหรือไม่ ? ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ เผยสาเหตุที่แท้จริง วิธีลดกลิ่นอย่างเหมาะสม พร้อมแนะวิธีพูดกับผู้สูงอายุแบบไม่ทำร้ายความรู้สึก
![กลิ่นแก่ กลิ่นแก่]()
รศ. นพ.พีระศักดิ์ อธิบายว่า กลิ่นแก่ มีพื้นฐานที่สามารถอธิบายได้ทางวิทยาศาสตร์ แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้สูงอายุทุกคนจะต้องมีกลิ่นลักษณะนี้ และไม่ได้เกิดจากการละเลยสุขอนามัยเพียงอย่างเดียว
กลิ่นแก่ เกิดจากอะไร ?
เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้งการทำงานของผิวหนัง ฮอร์โมน การผลัดเซลล์ผิว และองค์ประกอบของไขมันบนผิวหนัง
งานวิจัยพบว่า ผู้ที่มีอายุมากขึ้นจะเริ่มมีการสะสมของสารชนิดหนึ่งชื่อ 2-Nonenal (ทู-โนนีนาล) ซึ่งเกิดจากการเสื่อมสลายของกรดไขมันบนผิวหนังจากปฏิกิริยาออกซิเดชั่น สารนี้มีกลิ่นเฉพาะตัวที่มักถูกอธิบายว่าเป็นกลิ่นคล้ายหญ้าแห้ง กระดาษเก่า หรือกลิ่นอับอ่อน ๆ และเป็นที่มาของคำว่า กลิ่นแก่
โดยทั่วไปพบได้ตั้งแต่อายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป และอาจชัดเจนมากขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ
ผู้สูงอายุทุกคนจะมีกลิ่นแก่หรือไม่ ?
คำตอบคือ ไม่ แม้อายุจะเป็นปัจจัยหนึ่ง แต่ความรุนแรงของกลิ่นแตกต่างกันในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น
หากสงสัยว่ากลิ่นตัวเปลี่ยนไปผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
การลดกลิ่นตัวในผู้สูงอายุ ควรดูแลหลายด้านร่วมกัน ได้แก่
สำหรับผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย ลูกหลานควรช่วยดูแลเรื่องการอาบน้ำ การเปลี่ยนเสื้อผ้า และการทำความสะอาดเครื่องนอนอย่างสม่ำเสมอ
อย่าพูดว่า ตัวเหม็น
ผู้สูงอายุจำนวนมากอาจไม่รับรู้ว่ากลิ่นตัวของตนเองเปลี่ยนไป เนื่องจากประสาทรับกลิ่นเสื่อมลงตามวัย
หากลูกหลานพูดตรง ๆ ว่า ตัวเหม็น หรือทำไมไม่อาบน้ำ อาจทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกอับอาย สูญเสียความมั่นใจ และรู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระของครอบครัว
แล้วควรพูดอย่างไร ?
รศ. นพ.พีระศักดิ์ แนะนำว่า ควรใช้ความห่วงใยเป็นจุดเริ่มต้นของการสื่อสาร เช่น ช่วงนี้อากาศร้อน "เดี๋ยวหนูช่วยเตรียมน้ำให้อาบนะ", "เดี๋ยวเราเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ จะได้สบายตัวขึ้น", "หนูซักผ้าห่มกับปลอกหมอนให้แล้ว คืนนี้จะได้นอนสบาย"
หากสงสัยว่ากลิ่นตัวอาจเกิดจากโรค ควรชวนไปพบแพทย์ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ มากกว่าพูดถึงเรื่องกลิ่นโดยตรง
กลิ่นแก่ ไม่ใช่เรื่องน่าอาย และไม่ใช่สิ่งที่ผู้สูงอายุเลือกให้เกิดขึ้น
บางครั้งสิ่งที่ผู้สูงอายุต้องการมากที่สุด ไม่ใช่น้ำหอมหรือผลิตภัณฑ์ดับกลิ่น แต่คือความเข้าใจ ความใส่ใจ และการดูแลจากลูกหลานด้วยความอ่อนโยน เพราะเมื่ออายุมากขึ้น สิ่งที่ช่วยให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีไม่ได้มีเพียงสุขภาพกาย แต่ยังรวมถึงการได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีและความรู้สึกของท่านด้วย

วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 รศ. นพ.พีระศักดิ์ เลิศตระการนนท์ หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่อง "กลิ่นแก่" มีจริงหรือเป็นเพียงความเชื่อ ? โดยเผยว่าผู้สูงอายุจะมีกลิ่นเฉพาะตัวที่สามารถอธิบายได้ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ ไม่ได้เกิดจากการละเลยสุขอนามัยเพียงอย่างเดียว พร้อมแนะวิธีสื่อสารกับพ่อแม่หรือผู้สูงอายุอย่างอ่อนโยน เพื่อหลีกเลี่ยงการทำร้ายความรู้สึก และช่วยดูแลสุขภาพกายใจของคนในครอบครัวได้อย่างเหมาะสม
รศ. นพ.พีระศักดิ์ อธิบายว่า กลิ่นแก่ มีพื้นฐานที่สามารถอธิบายได้ทางวิทยาศาสตร์ แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้สูงอายุทุกคนจะต้องมีกลิ่นลักษณะนี้ และไม่ได้เกิดจากการละเลยสุขอนามัยเพียงอย่างเดียว
กลิ่นแก่ เกิดจากอะไร ?
เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้งการทำงานของผิวหนัง ฮอร์โมน การผลัดเซลล์ผิว และองค์ประกอบของไขมันบนผิวหนัง
งานวิจัยพบว่า ผู้ที่มีอายุมากขึ้นจะเริ่มมีการสะสมของสารชนิดหนึ่งชื่อ 2-Nonenal (ทู-โนนีนาล) ซึ่งเกิดจากการเสื่อมสลายของกรดไขมันบนผิวหนังจากปฏิกิริยาออกซิเดชั่น สารนี้มีกลิ่นเฉพาะตัวที่มักถูกอธิบายว่าเป็นกลิ่นคล้ายหญ้าแห้ง กระดาษเก่า หรือกลิ่นอับอ่อน ๆ และเป็นที่มาของคำว่า กลิ่นแก่
โดยทั่วไปพบได้ตั้งแต่อายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป และอาจชัดเจนมากขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ
ผู้สูงอายุทุกคนจะมีกลิ่นแก่หรือไม่ ?
คำตอบคือ ไม่ แม้อายุจะเป็นปัจจัยหนึ่ง แต่ความรุนแรงของกลิ่นแตกต่างกันในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น
- พันธุกรรม
- สุขภาพโดยรวม
- การดูแลสุขอนามัย
- การดื่มน้ำ
- การรับประทานอาหาร
- การออกกำลังกาย
- การใช้ยาบางชนิด
- โรคประจำตัว
ดังนั้น ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยก็ไม่มีกลิ่นตัวที่ผิดปกติ ขณะเดียวกันโรคบางชนิดก็ทำให้กลิ่นตัวเปลี่ยนได้ หากกลิ่นตัวเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว หรือมีกลิ่นผิดปกติร่วมกับอาการอื่น อาจเป็นสัญญาณของโรคที่ควรได้รับการตรวจรักษา เช่น
- โรคเบาหวาน
- โรคไตเรื้อรัง
- โรคตับ
- การติดเชื้อ
- แผลเรื้อรัง
- ปัญหาสุขภาพช่องปาก
หากสงสัยว่ากลิ่นตัวเปลี่ยนไปผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
การลดกลิ่นตัวในผู้สูงอายุ ควรดูแลหลายด้านร่วมกัน ได้แก่
- อาบน้ำและทำความสะอาดร่างกายทุกวัน
- เช็ดตัวให้แห้ง โดยเฉพาะบริเวณข้อพับ
- เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นประจำ
- ซักผ้าเช็ดตัว ผ้าห่ม และปลอกหมอนสม่ำเสมอ
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ
- รับประทานอาหารครบ 5 หมู่
- ออกกำลังกายตามความเหมาะสม
- ควบคุมโรคประจำตัว
- ตรวจสุขภาพเป็นประจำ
สำหรับผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย ลูกหลานควรช่วยดูแลเรื่องการอาบน้ำ การเปลี่ยนเสื้อผ้า และการทำความสะอาดเครื่องนอนอย่างสม่ำเสมอ
อย่าพูดว่า ตัวเหม็น
ผู้สูงอายุจำนวนมากอาจไม่รับรู้ว่ากลิ่นตัวของตนเองเปลี่ยนไป เนื่องจากประสาทรับกลิ่นเสื่อมลงตามวัย
หากลูกหลานพูดตรง ๆ ว่า ตัวเหม็น หรือทำไมไม่อาบน้ำ อาจทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกอับอาย สูญเสียความมั่นใจ และรู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระของครอบครัว
แล้วควรพูดอย่างไร ?
รศ. นพ.พีระศักดิ์ แนะนำว่า ควรใช้ความห่วงใยเป็นจุดเริ่มต้นของการสื่อสาร เช่น ช่วงนี้อากาศร้อน "เดี๋ยวหนูช่วยเตรียมน้ำให้อาบนะ", "เดี๋ยวเราเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ จะได้สบายตัวขึ้น", "หนูซักผ้าห่มกับปลอกหมอนให้แล้ว คืนนี้จะได้นอนสบาย"
หากสงสัยว่ากลิ่นตัวอาจเกิดจากโรค ควรชวนไปพบแพทย์ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ มากกว่าพูดถึงเรื่องกลิ่นโดยตรง
กลิ่นแก่ ไม่ใช่เรื่องน่าอาย และไม่ใช่สิ่งที่ผู้สูงอายุเลือกให้เกิดขึ้น
บางครั้งสิ่งที่ผู้สูงอายุต้องการมากที่สุด ไม่ใช่น้ำหอมหรือผลิตภัณฑ์ดับกลิ่น แต่คือความเข้าใจ ความใส่ใจ และการดูแลจากลูกหลานด้วยความอ่อนโยน เพราะเมื่ออายุมากขึ้น สิ่งที่ช่วยให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีไม่ได้มีเพียงสุขภาพกาย แต่ยังรวมถึงการได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีและความรู้สึกของท่านด้วย
ขอบคุณข้อมูลจาก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่






