“ระบบโซตัส” นอกจากจะฝังรากลึกในระบบการศึกษายังปลูกฝังค่านิยมการใช้ความรุนแรงแบบรุ่นสู่รุ่นอย่างไม่วันจบสิ้น ซึ่งถือเป็นการลดค่าความเป็นคน พงศธรณ์ ตันเจริญ นักกิจกรรมนักศึกษาจาก ม.มหาสารคาม องค์กรนิสิต นักศึกษาทุกองค์กร ตั้งคำถามถึงระบบป่าเถื่อนเพื่อยุติวงจรก่อนจะฝังรากลึกลงในสังคมไทยมากกว่านี้
พงศธรณ์ ตันเจริญ เรื่อง
ระบบโซตัสเป็นประเด็นที่พูดถึงทุกครั้งในช่วงที่มีการเปิดภาคการเรียนไม่ว่าจะในระดับมหาวิทยาลัยและในระดับมัธยม ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า ความโหดร้าย ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากระบบโซตัสถูกนำมาเป็นประเด็นในวงถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์บนพื้นที่สาธารณะอย่างแพร่หลาย แม้ว่าจะเกิดกรณีการใช้ความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง แต่ทุกปีระบบโซตัสก็ยังคงฝังตัวเกาะอยู่กับระบบการศึกษาไทย
หลายคนคงทราบข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องราวภายในรั้วมหาวิทยาลัยหลายแห่งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งมีตัวแทนนิสิต นักศึกษาทั่วประเทศไม่ว่า จะเป็นองค์กรในระดับสโมสรหรือคณะกรรมการนักศึกษาประจำไปจนถึงองค์กรนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย อย่าง สภานักศึกษา องค์การนักศึกษาหรือสโมสรนักศึกษาในรั้วสถาบันอุดมศึกษาต่างพากันประกาศยุติจัดกิจกรรมรับน้องรวมถึงประกาศยกเลิกกิจกรรมที่ปลูกฝังค่านิยมในแบบระบบโซตัส ปรากฎการณ์ดังกล่าวทำให้สังคมเริ่มให้ความสนใจกับระบบโซตัสและการรับน้องอีกครั้ง
ช่วงที่ผ่านมาสถาบันการศึกษาทุกแห่งได้เปลี่ยนรูปแบบการเรียนจากการเรียนออนไลน์กลับมาเปิดการเรียนการสอนในห้องเรียนอีกครั้งจึงทำให้สังคมจับตามองคลื่นความคิดที่ก้าวหน้าของนักศึกษาที่ก่อตัวขึ้นมาจากการสะสมของปัจจัยต่างๆ ที่เกื้อหนุนให้นักศึกษาจะออกมาช่วยกันขับเคลื่อนสังคมให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งกำลังปะทะกับระบอบอำนาจนิยมในมหาวิทยาลัยในช่วงเริ่มต้นของฤดูเปิดภาคการศึกษาของมหาวิทยาลัยในไทย
เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ผมได้เคยพูดถึงระบบโซตัสผ่านบทความเรื่อง “SOTUS : การทำลายปัญญาชนไทยกับความเสื่อมถอยของกิจกรรมรับน้องในยุคโควิด-19” สรุป คือ เป็นระบบที่ต้องการปลูกฝังค่านิยมการรักสถาบันการศึกษาและผลิตซ้ำวาทกรรมของการเป็นนิสิต นักศึกษาว่า ต้องอยู่ภายใต้กรอบที่มหาวิทยาลัยต้องการ สิ่งเหล่านี้จะถูกส่งต่ออุดมการณ์และแนวคิดผ่านกิจกรรมที่มีลักษณะแบบอำนาจนิยม
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ระบบนี้จึงมีเป้าหมายเพื่ออบรมสั่งสอนรุ่นน้องและระบบโซตัสยังคงถูกนำมาใช้เป็นกรอบวิธีคิดหลักของการจัดกิจกรรม เช่น กิจกรรมรับน้องสร้างสรรค์ในระดับมหาวิทยาลัยและในระดับคณะรวมทั้งระดับสาขา
ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม : สิ่งที่มองไม่เห็นแต่สัมผัสได้ภายใต้ระบบโซตัส
ผมขอยกคำกล่าวของสุจิตต์ วงษ์เทศ ซึ่งเคยกล่าวไว้ในบทความมติชน ว่า “ระบบโซตัสเข้มแข็งคึกคักในสถาบันบางแห่ง เพราะนิสิตนักศึกษาและอาจารย์สถาบันนั้นมีกึ๋นน้อย หรือไม่มีกึ๋น ที่ใดมีกึ๋นจริงที่นั้นไม่ต้องพึ่งพาหาเส้นสายจากระบบโซตัส เพราะต่างมีความคิดสร้างสรรค์สร้างเนื้อสร้างตัวด้วยลำแข้งตนเอง ในตรงข้าม ถ้าที่ใดขาดกึ๋นหรือมีกึ๋นน้อย ที่นั้นต้องพึ่งพาหาเส้นสายจากระบบโซตัส” [จากบทความเรื่องสุจิตต์ วงษ์เทศ : โซตัสมาก กึ๋นน้อย โดย จิตต์ วงษ์เทศ ในมติชน ฉบับวันที่ 8 กันยายน 2559]
จากคำกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่า ระบบโซตัสมีความสำคัญอย่างมากในการค้ำจุนให้ระบอบอำนาจนิยมในสังคมไทยยังคงอยู่ได้ นอกจากนี้ระบบโซตัสยังเป็นแนวคิดหลักในการส่งต่อความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม ซึ่งก็หมายถึงปรากฏการณ์ในพื้นที่ทางวัฒนธรรม รวมถึงพื้นที่ทางสัญญะ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ปรากฎในศาสนา อุดมการณ์ ความเชื่อ ภาษาและศิลปะที่ถูกนำมาใช้เพื่อนำมาเป็นเหตุผลต่อการสร้างความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรง (Galtung, 1990)
สำหรับหัวใจหลักของระบบโซตัส คือ การนำเอาระบบอาวุโสเข้ามาเพื่ออ้างความชอบธรรมในการจัดกิจกรรมของมหาวิทยาลัยด้วยการสั่งสอนให้รุ่นน้องนอบน้อมต่อรุ่นพี่ใช้เรื่องของระบบอาวุโส (Seniority) เข้ากดทับไม่ให้รุ่นน้องได้มีอำนาจเท่ากันกับรุ่นพี่และให้อำนาจหรืออภิสิทธิ์บางอย่างแก่รุ่นพี่ในการสั่ง การควบคุม ดูแลรุ่นน้องปี 1 ทั้งหมดนี้เป็นกระบวนการที่ทำให้เราเห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้นว่า ระบบโซตัสมีความซับซ้อนและแฝงไปด้วยค่านิยมที่เป็นภัยต่อระบอบประชาธิปไตย
ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมที่มีชุดความคิดจากระบบโซตัสไม่ใช่แค่เรื่องทางกายภาพที่เราสัมผัสหรือรับรู้ได้อย่างเดียว แต่ในระบบโซตัสมีลักษณะกระบวนการการปลูกฝั่งค่านิยมแบบอำนาจนิยม ในที่นี้จะขอยกตัวอย่าง การร้องเพลงสันทนาการที่มีเนื้อหาลดทอนศักดิ์ศรีคุณค่าความเป็นมนุษย์และการสนับสนุนให้การข่มขืนกลายเป็นเรื่องปกติ อย่างเพลงมัดหมี่ กระบวนการฝึกที่เน้นการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นกิจกรรมที่หล่อหลอมให้ความหลากหลายของผู้คนที่เป็นนิสิตชั้นปีที่ 1 ได้เข้าสู่กระบวนการเหล่านี้กลายสภาพเป็นนิสิตที่นิ่งเฉยต่อสภาพความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้น ให้กลายเป็นนิสิตที่กลัวการเรียกร้องความถูกต้อง และกลายเป็นนิสิตที่ยอมทำตามคำสั่งเพียงเพราะกลัวว่าจะแตกแถวที่รุ่นพี่สร้างขึ้นไว้ ไม่ทำตามเหมือนคนอื่นๆ แล้วในที่สุดก็จะถูกบอยคอตออกจากสังคมเพื่อนที่เข้ากิจกรรมด้วยกัน
แล้วคำถามที่สำคัญที่เราควรจะตั้งคำถามกัน ไม่ใช่แค่การตั้งคำถามกับความรุนแรงเชิงกายภาพเพียงอย่างเดียว แต่เราต้องตั้งคำถามว่า ทำไมนักศึกษาต้องมีกิจกรรมที่จะต้องสร้างกรอบหรือชุดความคิดในการที่จะทำลายความหลากหลายของตัวตนในนักศึกษาใหม่
ทำไมกิจกรรมเหล่านี้ถึงต้องมุ่งเน้นในการที่จะให้รุ่นน้องหรือนิสิตปีหนึ่งได้ฟังเพลงหรือร้องเพลงที่เกี่ยวกับการปลุกใจรักในสถาบันอุดมศึกษาของตัวเอง
ทำไมเราไม่สามารถใส่เสื้อที่เราอยากใส่เข้าร่วมกิจกรรมเหล่านี้ได้
ทำไมการฝึก staff เพื่อมาทำกิจกรรมจะต้องใช้กระบวนการฝึกแบบทหาร คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมอยากจะเสนอให้นิสิต นักศึกษาในฐานะที่เป็นปัญญาชนทุกคนควรที่จะได้มีส่วนร่วมในการตั้งคำถามกับกิจกรรมภายในรั้วมหาวิทยาลัย
นอกจากสิทธิ์ในการตั้งคำถามแล้ว ผมเสนอไปไกลกว่านั้น ผมเสนอให้องค์กรนิสิต นักศึกษาทุกองค์กร ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการนักศึกษาหรือสโมสรนักศึกษาในระดับสาขาและระดับคณะ รวมทั้งสภานักศึกษา องค์การนักศึกษาและสโมสรนักศึกษา ขอให้ได้ร่วมกันยุติวงจรการสร้างเครือข่ายอุปถัมภ์ในรั้วมหาวิทยาลัย ไม่ต้องเป็นผู้รับภาระในการจัดกิจกรรมประเพณีนิยมอีกต่อไป แล้วละทิ้งกิจกรรมเหล่านี้และหันมาสู่การเป็นองค์กรตัวแทนนักศึกษาที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง พัฒนาคุณภาพชีวิตนักศึกษา ปกป้องและพิทักษ์สิทธิประโยชน์ของนักศึกษารวมถึงบุคลากรในรั้วการศึกษา
สิ่งที่สำคัญที่ไม่ควรละเลยไปนั้น คือ การเป็นองค์กรนักศึกษาที่ยืนอยู่เคียงข้างประชาชนและระบอบประชาธิปไตย
บรรณานุกรม
- ดร. ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อระบบโซตัส (30 ส.ค. 2558), บทความเรื่อง (SOTUS) อำนาจนิยมและความรุนแรงในวงการศึกษาไทย, จาก https://www.tcijthai.com/news/2015/08/article/5763
- Johan Galtung, “Cultural Violence,” Journal of Peace Research, Vol. 27, No. 3. (Aug., 1990), pp. 291-305.

