ความฝันคือแดนพิศวงของมโนสำนึก พรมแดนของมันยิ่งใหญ่กว่าจักรวาล กว้างขวางเท่าจินตนาการตามแต่กำลังสมองจะสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นได้ เป็นไดนาโมขับเคลื่อนชีวิตของเราให้โลดลิ่วไปไกลกว่าความเป็นจริงอันจำกัดจำเขี่ย บางครั้งมันอำนวยอวยพรแก่เรา บางทีลงทัณฑ์เรา และเป็นของเราโดยสมบูรณ์ หรือจะพูดให้ถูกคือเราเป็นของมันโดยสมบูรณ์ใต้อาณัติของการหลับใหล ใต้มนตราแห่งภวังค์เปี่ยมมนต์ขลังของจิตไร้สำนึก เป็นดินแดนไร้กฎเกณฑ์ที่เราต้องเสี่ยงโชคเอาเองว่าจะพานพบสิ่งใดในแต่ละครั้งที่หลับตาฝัน ไม่ว่าฝันกลางวันยามตื่น หรือฝันกลางคืนยามหลับใหล

ความฝันดำรงตนในหลายรูปแบบ ทั้งสลับซับซ้อนและเรียบง่าย ทว่าพื้นฐานของมันมีความปรารถนาและความกลัวเป็นเบื้องต้นอย่างที่ทราบกันดี งานอดิเรกอย่างหนึ่งของผมคือการเป็นนักฝัน ผมฝันเสมอว่าชีวิตจะเป็นอย่างไรหากมันแตกต่างออกไปจากที่เป็นอยู่ จะเป็นอย่างไรถ้าคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวของผมถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง จะเป็นอย่างไรหากครอบครัวของเรามีชีวิตที่ดีโดยที่แม่ไม่ต้องกระเบียดกระเสียรอย่างที่ทำมาตลอด ผมคงมีของเล่นใหม่ มีเครื่องเกมใหม่ ได้เล่นเกมที่อยากเล่น ไม่ต้องเกาะเก้าอี้ดูคนอื่นเล่นอีกต่อไป เราคงได้ใช้เงินจนเหนื่อย ผมคิดเรื่องนี้จนเก็บไปฝัน ในความฝันนั้น ความจำกัดจำเขี่ยทั้งหลายคงบรรเทาฤทธิ์ของมันลงบ้าง ครั้นเมื่อตื่นจากฝัน ผมมักโศกเศร้าที่ต้องสูญเสียภาพฝันเหล่านั้นไป ชีวิตที่แท้จริงของผมอยู่หนอื่นเสมอ โลกของผมอยู่หนอื่นเสมอ ไม่ใช่ทั้งอดีตหรือปัจจุบันหรืออนาคต แต่เป็นแห่งใดหนหนึ่งที่ไม่มีวันไปถึง คล้ายว่ามีบางอย่างขวางกั้นระหว่างผมและชีวิตที่ผมต้องการ ผมไม่เคยรู้ว่ามันคืออะไรจนกระทั่งเติบใหญ่จึงเข้าใจว่าสิ่งที่ขวางกั้นนั้นคือความเป็นจริง โลกที่เราอยู่เป็นศัตรูกับจินตนาการเสมอ เมื่อเราเติบโตขึ้น ความใฝ่ฝันทั้งหลายจะถูกทำลายลงไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ตั้งแต่เยาว์วัย ผมเคยเชื่ออย่างที่เด็กทุกคนเชื่อ(แม้ไม่รู้ตัว) ว่าคนเราเกิดมาจะพูดหรือแสดงออกอะไรก็ได้ตามที่รู้สึกนึกคิด จนกระทั่งเราถูกตี ถูกลงโทษ และเราหวาดกลัวที่จะซื่อสัตย์ต่อตัวเอง นั่นเองเราจึงเริ่มรู้จักสิ่งที่เรียกว่ามารยาทและการเคารพนบนอบ รับเอาข้อกำหนดเหล่านี้มาเป็นหลักเกณฑ์เพื่อการดำรงชีวิตอย่างปลอดภัย ผมเป็นเด็กดีของกฎเกณฑ์เสมอมา เสรีภาพคือความฝัน และมันมีราคาที่ต้องจ่าย

เช้าวันหนึ่งกลางเดือนตุลาคมในปีที่ฤดูหนาวหดแคบจนแทบไม่มีอยู่ ผมลองก้าวข้ามชีวิตที่เป็นอยู่ไปสู่ชีวิตแห่งหนอื่น คาบเช้าวันนั้นโรงเรียนเกณฑ์นักเรียนซักซ้อมทำกิจกรรมแปรอักษรกลางแดดจ้า พวกครูบอกว่าแดดปลายปีไม่ร้อน การซักซ้อมย่อมไม่หนักหนาสาหัส คุณครูยืนหลบแดดอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ข้างสนามหญ้า ประกาศคำพูดผ่านไมโครโฟน ขณะนักเรียนชายสองคนกำลังแบกเพื่อนนักเรียนหญิงที่เป็นลมไปหลบบนอัฒจันทร์ ผมและเพื่อนอีกสองคนเห็นสิ่งเหล่านี้จากชั้นบนของอาคารเรียนเพราะเราโดดซ้อมกิจกรรม ผมไม่อยากยืนกลางแดดนานสองนานทั้งที่ไม่รู้สึกมีอารมณ์ร่วมกับสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น อนิจจาที่เราถูกภารโรงจับได้และถูกส่งตัวเข้าห้องปกครองทันที ฝ่ายปกครองและผู้อำนวยการโรงเรียนโกรธมาก เราถูกหักคะแนนความประพฤติ แต่นั่นยังไม่ร้ายเท่ากับที่ถูกนำตัวมายืนประจานกลางสนาม ท่ามกลางคนทั้งโรงเรียนจับจ้องมาที่ผมและเพื่อน พวกครูสาดคำพูดก่นด่าว่าเด็กสามคนนี้เป็นคนอกตัญญู ไม่รู้คุณผู้มีพระคุณ และโตไปจะไม่มีวันเจริญก้าวหน้าเพราะไม่มีแม้แต่ความอดทนและไม่มีใจเสียสละทั้งที่มีแบบอย่างให้เห็น พยายามทำให้เรารู้สึกผิดต่อสิ่งที่ทำ ว่าพวกเขาผิดหวัง โดยเฉพาะต่อผมที่ไม่เคยละเมิดข้อบังคับของโรงเรียนแม้สักครั้ง ท้ายที่สุดเราถูกห้ามเข้าร่วมกิจกรรมแปรอักษรวันถัดมา ด้วยเหตุผลว่าเราไม่ควรค่าสิ่งดีๆ เหล่านี้ แม่โกรธมากหลังได้รับแจ้งข่าวจากโรงเรียน เราเริ่มทะเลาะกันหนักขึ้นและหนักขึ้น แม่ขู่ถึงขั้นจะให้ผมออกจากโรงเรียนทั้งที่กำลังจะเรียนจบ ผมประชดแม่ด้วยการโดดสอบวิชาสามัญทั้งที่จ่ายเงินค่าสมัครสอบไปแล้ว นั่นทำให้ผมไม่สามารถเข้าเรียนต่อในสายการเรียนอะไรก็ตามที่แม่หวังและผมเคยสัญญาว่าจะลอง ไม่ว่าจะหมอ วิศวะ สถาปัตย์ ฯลฯ ท้ายที่สุดลงเอยด้วยการสอบตรงเข้าเรียนในสายวิชาศิลปะของมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ซึ่งแม่ทำนายว่าจะพาเราทั้งคู่อดตาย

นั่นเป็นครั้งที่สองที่ผมได้ก้าวไปสู่ชีวิตแห่งหนอื่น ชีวิตที่เคยดำรงตนในความฝัน ชีวิตที่ปลอดพ้นจากคำบงการไม่ว่าจากคนรอบข้างหรือสังคม แม้เกิดขึ้นด้วยความคะนองของวัยรุ่นที่ไม่คิดหน้าคิดหลัง แต่มันเป็นการตัดสินใจที่เกิดจากตัวผมเอง

ความขบถไร้สมองที่เริ่มต้นด้วยความบังเอิญ กลายเป็นความสนใจอย่างใหม่ที่ผมใฝ่รู้ ขวนขวายจนกลายเป็นขบถที่พอจะมีสมองอยู่บ้างขึ้นมา ผมระหองระแหงกับแม่เรื่อยมานับแต่นั้น โดยเฉพาะทางความคิด แม่ไม่ชอบวิธีการแต่งตัวสบายๆ ของผม ไม่ชอบความคิดเห็นของผมต่อสังคม จนกระทั่งผมเลิกคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับแม่และย้ายเข้ากรุงเทพฯ ความห่างไกลนั่นเองที่ทำให้เราเลิกทะเลาะกัน และนั่นทำให้ผมรู้ว่า จริงๆ แล้วผมไม่เคยอยากระหองระแหงกับใคร ว่าผมเปราะบางแค่ไหน หากเป็นไปได้ก็ไม่อยากให้โลกนี้มีการทะเลาะเบาะแว้งหรือเห็นแย้งกันอยู่เลย ช่วงที่อยู่หอพักใหม่ๆ ผมเก็บเรื่องนี้ไปฝันบ่อยครั้ง โดยเฉพาะความฝันว่าผมอาจได้เป็นหมออย่างที่เคยฝันตอนเด็กๆ รวมถึงเหตุการณ์โดดซ้อมในวันนั้นที่ในอีกโลกหนึ่ง ผมมีปีกและโบยบินออกไปจากอาคารเรียนที่ผมหลบซ่อน บินไปเหนือขบวนแปรอักษร ไกลจากครู จากแม่ จากความโกรธและการถูกบังคับทั้งหลาย ความฝันคือรางวัลปลอบใจเพียงหนึ่งเดียวของอดีตที่ไม่อาจหวนกลับ หลังจากนั้น การตื่นคือการลงทัณฑ์ของโลกความเป็นจริงที่ผมต้องแบกรับ

คู่กรณีใหม่ของผมกลายเป็นอาจารย์สอนศิลปะในมหาวิทยาลัย แรกทีเดียวผมเคารพตามประสา จนกระทั่งพวกครูแสดงทัศนคติที่ยกศิลปะไว้สูงจนใครๆ เอื้อมไม่ถึง สาดคำด่ามากมายใส่เพื่อนร่วมชั้นของผมที่ทำงานแนววิพากษ์วิจารณ์สังคม-การเมือง “ศิลปะเป็นเครื่องยกระดับจิตใจ ศิลปะไม่ใช่เครื่องมือทำร้ายใคร ศิลปะที่ดีย่อมไม่แปดเปื้อนการเมือง” (พวกเขามีหนังสือ ‘ทักษิณกินเมือง’ และ ‘The Power of Change กำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ’ บนโต๊ะทำงานในห้องพักครู)

ทว่านักศึกษาหลายคนที่พอจะไปได้ดีกับระบบระเบียบที่เป็นอยู่ก็เออออไปกับครูและหันมาต่อต้านผมแทน ช่วงเวลาเกือบสี่ปีของผมหมดไปกับการทะเลาะกับทั้งครูแก่ๆ และคนรุ่นราวคราวเดียวกัน เป็นช่วงปีที่ทั้งทรมานและหรรษา ความอัดอั้นทบทวีจนแม้กระทั่งการเดินเหินในมหาวิทยาลัยก็ทำให้ผมอึดอัดว่าจะต้องเจอหน้าเหล่าคู่กรณีไหม (ซึ่งมีเป็นพะเรอเกวียน) โดยเฉพาะเมื่อช่วงการชุมนุมถึงจุดพีคในปี 2563-2564 มีการสาดสีใส่ตำรวจ พ่นกราฟิตี้บนพื้นถนน ศิลปะไม่ใช่เครื่องมือทางการเมือง ถูกหยิบยกมาใช้อีกครั้งโดยนักเรียนศิลปะที่อุตส่าห์เสียเวลาร่ำเรียนผลงานของ ดูชอมป์ มงเดรียน มาเลอวิช ฯลฯ ในชั่วโมงเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ ผมยั่วโมโหทุกคนอีกครั้งด้วยการร่วมหัวจมท้ายพ่นกราฟิตี้กับผู้ชุมนุมให้เปรอะถนน แสดงออกทุกถ้อยคำและความใฝ่ฝันที่ผมอยากเห็นในสังคม แล้วโพสต์ลงบนโซเชียลมีเดียที่แน่นอนว่าพวกนั้นต้องเห็น ร้ายที่สุดคือพ่นกากบาทสีแดงทับรูปภาพมหึมาหน้าคณะ ผมไม่สนว่าพวกเขามองศิลปะอย่างไร ผมไม่รอให้พวกเขาอนุมัติว่าการกระทำของผมเป็นศิลปะหรือไม่ ผมทำ รู้แก่ใจว่าผิดระเบียบมหาวิทยาลัย รู้แก่ใจด้วยซ้ำว่าผิดกฎหมาย

ทัวร์ลง คือถ้อยคำที่ให้ความหมายตรงที่สุดสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กากบาทสีแดงบนรูปภาพในกรอบรูปใหญ่ขุดทุกความบาดหมางเก่าขึ้นมา และสร้างความบาดหมางใหม่ให้ผม อธิการบดีขู่ว่าจะติดต่อกับตำรวจให้มาดำเนินคดีหากผมไม่ขอโทษออกสาธารณะ ช่างมีน้ำใจที่อย่างน้อยเขาก็ยื่นทางเลือกมาให้ ผมดูออกว่าอธิการเองก็รู้ว่าการส่งผมเข้าคุกเป็นเรื่องเกินจำเป็น ผมจึงถ่วงเวลาไปเรื่อยจนเรื่องซาลง

เหล่าคู่กรณีทั้งนักศึกษาและอาจารย์พบวิธีจัดการอย่างใหม่ด้วยการเพิกเฉยผมไปเสีย ต่างคนต่างอยู่ อย่างน้อยก็ดีที่เราต่างมีน้ำอดน้ำทนต่อกัน ขวบปีผ่านพ้นจนกระทั่งจบการศึกษา กระแสการชุมนุมซาลง ผมยังคงเคลื่อนไหว เราต่างพยายามลืมเรื่องที่ผ่านมากันไป หลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้น คนใหม่ๆ ทยอยเดินหน้าเข้าเรือนจำ ผมเองได้เรียนรู้ ได้เห็นคนที่เคยทะเลาะเบาะแว้งเรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกัน อีกครั้งที่ความเหินห่างทำให้เราเห็นอะไรเป็นอะไรอย่างที่มันเป็น และผมได้กลับมาหวนคะนึงถึงชีวิตแห่งหนอื่นอีกครั้ง

แม้จนกระทั่งวันนี้ ผมยังคงเป็นนักฝันที่เก็บเรื่องทุกอย่างไปฝันเสมอ บ่อยครั้งที่ฝันเห็นเรื่องร้ายๆ โดยเฉพาะเมื่อได้รับรู้ข่าวคราวอันน่าหวาดกลัวหลายๆ อย่าง ผมเคยฝันว่าถูกคลุมหัวด้วยถุงดำ ฝันว่าถูกยิง ฝันว่าต้องหนีไปจนสุดหล้าฟ้าเขียว ในความฝันนั้นเป็นเวลาเย็นย่ำ ผมอยู่ในบ้านกับแม่ มีผู้ชายหลายคนมาล้อมบ้าน ผมออกประตูหลัง กระโดดข้ามรั้วไปที่อื่น ผมกระโดดสูงและไกลมาก แต่พวกเขาก็รวดเร็วพอกัน จนกระทั่งไล่กวดทันเมื่อผมติดแหงกในซอยตัน ถูกขวางกั้นด้วยซุ้มขนาดใหญ่ที่มีรอยพ่นสเปรย์เปรอะทั้งซุ้ม คนที่ไล่ตามหยิบสเปรย์ออกมา จับผมอ้าปากและพ่นสีกรอกปากผมจนสะดุ้งตื่น กระนั้นฝันดีก็มาเยี่ยมเยียนในสัดส่วนพอๆ กัน จะเป็นอย่างไรหากวันนั้นผมไม่โดดซ้อมแปรอักษร จะเป็นอย่างไรหากผมได้เป็นหมอ ตัวผมจะเป็นอย่างไรบนเส้นทางนั้น บางความฝันผมได้นั่งคุยกับครูมหา’ลัยและเพื่อนที่ผมเคยทะเลาะ เรายิ้มแย้มแจ่มใส คุยเรื่องหนังที่เราชอบ ก่อนจะแยกย้ายจากด้วยคำอวยพร ทุกคนมีความสุขเหมือนกับฉากจินตภาพในหนังเรื่อง Sing Street

ผมยังคงฝันเห็นหวยรางวัลที่หนึ่งของแม่ เห็นตัวเองและแม่ในทุ่งกว้าง ในความฝันนั้นผมยังคงเป็นเด็กดีของกฎเกณฑ์ ไม่เคยทำอะไรที่ผิดแผกไปจากสิ่งที่ใครๆ อยากให้ทำ ไม่เคยพ่นสี ไม่เคยวิวาทวาทะ โลกใบนั้นสงบสุขเพราะไม่มีใครถูกทำร้าย ผมได้ออกเดทกับผู้หญิงที่แอบชอบสมัยเรียน ทนายความไม่ขอให้ผมรับสารภาพและสู้คดีจนชนะ หลายเรื่องในอดีตถูกนำมาฉายซ้ำในภาพที่ต่างออกไป ทุกครั้งที่ผมฝันดี เมื่อตื่นขึ้นมาผมจะหงุดหงิดมาก โดยเฉพาะเมื่อถูกปลุกเพราะเป็นเวลาเปิดขังซึ่งผมไม่สามารถกลับไปนอนฝันต่อได้ จดหมายที่เขียนเข้ามาทั้งโดยคนรู้จักและคนแปลกหน้าคือสิ่งที่หล่อเลี้ยงความฝันว่าวันหนึ่งผมจะมีอิสระอีกครั้ง บางจดหมายเล่าความฝันให้ผมฟัง ทั้งความฝันจริงๆ จากการนอนหลับ และความใฝ่ฝันที่เขาอยากเห็นโลกเป็นไป ผมยังคงได้รับรู้ข่าวสารจากโลกภายนอกผ่านจดหมายเหล่านี้ มันเป็นเพื่อนยามเหงาบรรเทาความทุกข์ยามกลางวัน โดยมีนิทรารมณ์รอคอยผมอยู่ในแต่ละคืนที่ผ่านพ้นไป

ชีวิตของผมอยู่ในแดนฝัน ชีวิตของผมอยู่แห่งหนอื่นเสมอ

สุทธิสาร, สิงหาคม ๒๕๖๗

ชายคาเรื่องสั้นเป็นกิจกรรมน้ำหมึกโดย ‘คณะเขียน’ ซึ่งเปิดพื้นที่วรรณกรรมมากว่าทศวรรษ ก่อนย้ายตัวเองจากสิ่งพิมพ์มาสู่ออนไลน์ตั้งแต่มกราคม 2022 โดยนักเขียนที่สนใจสามารถส่งประกวดเพื่อคัดเลือกเรื่องสั้นที่ดีที่สุดของแต่ละเดือนมาเผยแพร่บนเว็บไซต์ The Isaan Record อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่แฟนเพจชายคาเรื่องสั้น

image_pdfimage_print