วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
อย่าหลงประเด็น! เอ็ดดี้ ชี้ ทายาทนักการเมือง ไม่ได้เท่ากับ ลูกเทพ เสมอไป
เมื่อวันที่ 16 ก.ค.2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า "กรณี “ลูกเทพ” อย่างหลงประเด็น
“ลูกเทพ” ที่หมายถึงทายาทนักการเมือง ที่ยังอ่อนประสบการณ์ทั้งด้านการเมืองและการบริหาร แต่ข้ามหัวใครต่อใครขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีได้เพราะบารมีพ่อแม่ คือปัญหาและอุปสรรคของการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดิน
ซึ่งตรงกันข้ามกับความทายาทนักการเมือง ที่มีประสบการณ์ทั้งด้านการเมืองและการบริหารมาพอสมควรแล้ว
เพราะฉะนั้นถ้าจะโต้แย้งกันเรื่องนี้ ก็ไม่ควรหลุดประเด็นหรือแถไปข้างๆ คูๆ
ปัญหาของ “ลูกเทพ” ไม่ได้อยู่ที่การเป็นลูกนักการเมือง แต่อยู่ที่การได้อำนาจเร็วกว่าความสามารถและประสบการณ์ที่ตนมีจริง โดยใช้บารมีของครอบครัวแทนกระบวนการพิสูจน์ตัวเอง
ปัญหาหลักมีหลายชั้น
1. ทำลายหลักความสามารถ
เมื่อคนที่ยังไม่เคยผ่านงานการเมือง งานบริหาร หรืองานที่ต้องรับผิดชอบต่อคนจำนวนมาก กลับข้ามหัวคนที่ทำงานมานานขึ้นเป็นรัฐมนตรี ระบบการเมืองย่อมส่งสัญญาณว่า “สายสัมพันธ์สำคัญกว่าความสามารถ”
ผลที่ตามมาคือคนเก่งในพรรคหรือในระบบราชการรู้สึกว่า ต่อให้ทำงานหนักเพียงใดก็ไม่อาจแข่งขันกับนามสกุลทางการเมืองได้
2. อำนาจมากกว่าประสบการณ์
รัฐมนตรีไม่ได้เป็นตำแหน่งฝึกงาน เพราะการตัดสินใจหนึ่งครั้งอาจกระทบงบประมาณมหาศาล ข้าราชการนับหมื่นคน ธุรกิจ และชีวิตประชาชน
คนที่ยังขาดประสบการณ์อาจมองปัญหาแบบตื้น ตัดสินใจจากข้อมูลที่คนรอบตัวป้อนให้ หรือถูกข้าราชการประจำและกลุ่มผลประโยชน์ชักจูงได้ง่าย
3. ไม่มีฐานอำนาจของตัวเอง
“ลูกเทพ” จำนวนหนึ่งไม่ได้มีความชอบธรรมจากผลงานหรือการยอมรับภายในพรรค แต่อาศัยบารมีของพ่อแม่ ดังนั้นจึงต้องพึ่งเครือข่ายเดิมของครอบครัว
สิ่งนี้ทำให้รัฐมนตรีอาจไม่กล้าตัดสินใจอย่างเป็นอิสระ เพราะอำนาจที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ตน แต่อยู่ที่ผู้มีบารมีเบื้องหลัง
4. ทำให้พรรคการเมืองกลายเป็นทรัพย์สินของครอบครัว
เมื่อพื้นที่ทางการเมืองถูกส่งต่อจากพ่อแม่สู่ลูก พรรคการเมืองอาจค่อย ๆ เปลี่ยนจากสถาบันที่เปิดโอกาสให้สมาชิกแข่งขันกันด้วยผลงาน ไปเป็นกิจการของตระกูล
ผู้สมัครและสมาชิกพรรคไม่ได้เติบโตตามความสามารถ แต่เติบโตตามความใกล้ชิดกับครอบครัวเจ้าของอำนาจ
5. ลดคุณภาพของคณะรัฐมนตรี
การจัดตั้งรัฐบาลควรเลือกคนที่เหมาะสมที่สุดกับภารกิจ แต่ระบบ “ลูกเทพ” มักเลือกคนจากเหตุผลทางสายเลือด การรักษาฐานอำนาจ หรือการเตรียมทายาท
ตำแหน่งรัฐมนตรีจึงถูกใช้เป็นเวทีสร้างโปรไฟล์ให้บุคคล แทนที่จะใช้เพื่อแก้ปัญหาประเทศ
6. สร้างความไม่รับผิดชอบ
นักการเมืองทั่วไปที่ทำงานล้มเหลวอาจถูกลดบทบาท แต่ลูกของผู้มีอำนาจมักได้รับการปกป้อง มีคนแก้ตัวแทน หรือถูกย้ายไปตำแหน่งอื่น
เมื่อความล้มเหลวไม่มีต้นทุน บุคคลนั้นก็ไม่มีแรงจูงใจให้พัฒนาตัวเองอย่างจริงจัง
7. ทำลายความศรัทธาต่อประชาธิปไตย
ประชาชนจะตั้งคำถามว่า การเลือกตั้งและระบบพรรคมีความหมายเพียงใด หากตำแหน่งสำคัญถูกจัดสรรล่วงหน้าให้คนในตระกูล
แม้จะเข้าสู่อำนาจผ่านกระบวนการตามกฎหมาย แต่ความชอบธรรมทางการเมืองก็ยังถูกตั้งคำถามได้ว่า บุคคลนั้นมาถึงตำแหน่งเพราะประชาชนยอมรับ หรือเพราะพ่อแม่ปูทางไว้ให้
อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ชัดว่า “ทายาทนักการเมือง” ไม่ได้เท่ากับ “ลูกเทพ” เสมอไป
หากทายาทคนนั้นทำงานมาหลายระดับ ผ่านการเลือกตั้ง ผ่านตำแหน่งบริหาร มีผลงาน มีความรู้ และพิสูจน์ตัวเองมาอย่างต่อเนื่อง การเป็นลูกนักการเมืองไม่ควรถูกใช้เป็นข้อกล่าวหาโดยอัตโนมัติ เพราะในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนย่อมมีสิทธิเลือกบุคคลนั้นเช่นเดียวกับคนอื่น
ดังนั้น เกณฑ์ตัดสินจึงไม่ใช่ “เป็นลูกใคร” แต่คือ
เขาผ่านอะไรมาบ้างก่อนขึ้นสู่อำนาจ
เขาได้รับตำแหน่งเพราะความสามารถหรือเพราะนามสกุล
และหากไม่มีพ่อแม่เป็นนักการเมือง เขาจะสามารถขึ้นมาถึงตำแหน่งเดียวกันได้หรือไม่
คำถามข้อสุดท้ายนี้จะช่วยแยก “ทายาทที่มีความสามารถ” ออกจาก “ลูกเทพทางการเมือง” ได้ชัดที่สุด"
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี