เช็กรถยนต์ก่อนเดินทางไกล ต้องดูจุดไหน หรือตรวจสอบส่วนใดบ้าง วิธีเช็กรถยนต์ก่อนเดินทางไกลง่าย ๆ ด้วยตนเอง ทำอย่างไร มาดูกัน
ก่อนการเดินทางไกลหรือการใช้งานรถยนต์ สิ่งหนึ่งที่ผู้ขับขี่รถยนต์ทุกคนควรทำก็คือ การตรวจเช็กรถ หรือตรวจสภาพความพร้อมของชิ้นส่วนและอุปกรณ์ต่าง ๆ ว่าชำรุด เสียหายหรือไม่ เพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่น ลดการเกิดอุบัติเหตุและสิ่งที่ไม่คาดฝัน
วันนี้ เราวิธีตรวจเช็กรถยนต์ก่อนเดินทางไกล หรือใช้งานรถ มาฝากว่าต้องดูจุดไหน หรือตรวจสอบบริเวณใดบ้าง ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง มาดูวิธีการกัน
หนึ่งในสิ่งที่ผู้ขับขี่ควรตรวจสอบอยู่เสมอก็คือ การดูบริเวณใต้ท้องรถว่ามีของเหลวไหลซึมออกมาแบบผิดปกติหรือไม่ ซึ่งต้องทราบก่อนว่าโดยทั่วไปแล้วอาจจะมีน้ำหยดที่ใต้รถ โดยเฉพาะหลังจากจอดรถจะเห็นได้ชัดขึ้น โดยนั่นอาจจะเป็นน้ำที่ปล่อยจากระบบปรับอากาศหรือน้ำแอร์ตามปกติ
แต่หากพบเห็นลักษณะการหยดหรือการรั่วซึมแบบอื่น เช่น น้ำหยดอยู่ตลอดเวลา หรือของเหลวที่ออกมานั้นมีสี มีกลิ่น ไม่ใช่น้ำใส ๆ อาจจะเป็นกรณีของน้ำยาแอร์รั่วซึม หรืออาจเป็นการรั่วของน้ำมันเกียร์และน้ำมันเครื่อง ซึ่งแบบนี้ก็ต้องรีบนำรถไปให้ช่างผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบทันที
ยางรถยนต์ เป็นอีกส่วนที่สำคัญไม่น้อยเลยเช่นกัน ดังนั้นก่อนเดินทางไกลควรตรวจสอบให้เรียบร้อย โดยเริ่มเช็กความดันลมยางให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม จากนั้นดูเรื่องของดอกยาง รอยฉีกขาดที่อาจเกิดขึ้นบนหน้ายาง รวมถึงดูด้วยว่ามียางเส้นไหนถูกตะปูหรือวัตถุอื่น ๆ แทงคาอยู่หรือไม่
วันนี้ เราวิธีตรวจเช็กรถยนต์ก่อนเดินทางไกล หรือใช้งานรถ มาฝากว่าต้องดูจุดไหน หรือตรวจสอบบริเวณใดบ้าง ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง มาดูวิธีการกัน
เช็กรถก่อนเดินทางไกลควรตรวจสอบอะไรบ้าง
1. ตรวจเช็กรอยรั่วซึมใต้ท้องรถตามจุดต่าง ๆ
แต่หากพบเห็นลักษณะการหยดหรือการรั่วซึมแบบอื่น เช่น น้ำหยดอยู่ตลอดเวลา หรือของเหลวที่ออกมานั้นมีสี มีกลิ่น ไม่ใช่น้ำใส ๆ อาจจะเป็นกรณีของน้ำยาแอร์รั่วซึม หรืออาจเป็นการรั่วของน้ำมันเกียร์และน้ำมันเครื่อง ซึ่งแบบนี้ก็ต้องรีบนำรถไปให้ช่างผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบทันที
2. ตรวจเช็กลมยางและเช็กสภาพดอกยาง
ในส่วนของลมยางนั้น
การเติมลมด้วยระดับแรงดันที่เหมาะสมกับรถยนต์แต่ละรุ่นสามารถตรวจสอบได้จากคู่มือประจำรถ
หรือสังเกตที่ขอบประตูด้านในฝั่งคนขับ
จะมีตัวเลขความดันลมยางที่เหมาะสมระบุเอาไว้
ระบบไฟส่องสว่างนอกจากจะมีความสำคัญเมื่อต้องขับรถยนต์ในเวลากลางคืนแล้ว
ในเวลากลางวันก็มีความสำคัญเช่นกัน
สำหรับการตรวจสอบนั้นให้เริ่มตรวจสอบจากไฟหน้ารถทั้งสูงและต่ำ
ไฟเลี้ยวซ้าย-ขวา โดยดูทั้งด้านหน้าและหลัง รวมถึงไฟเบรกและไฟถอยหลังด้วย
ผู้ขับขี่สามารถตรวจเช็กน้ำมันเครื่องได้ด้วยตัวเอง โดยการดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องมาตรวจสอบว่าระดับน้ำมันอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่
สีของน้ำมันมีสีเข้ม ดำ มากกว่าปกติหรือเปล่า
โดยปกติน้ำมันเครื่องจะมีระยะเวลาการเปลี่ยนถ่ายอยู่ที่ 6,000-10,000
กิโลเมตร ซึ่งหากครบกำหนดแล้วควรนำรถเข้าเปลี่ยนถ่ายที่ศูนย์บริการ
นอกจากนี้เรายังสามารถตรวจสอบน้ำยาหล่อเย็นในหม้อน้ำ น้ำมันเบรก
น้ำมันเกียร์ น้ำมันเกียร์เฟืองท้าย น้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์
หากพบว่าพร่องหรือมีลักษณะเปลี่ยนไปก็ควรดำเนินการเปลี่ยนให้เรียบร้อย
ระบบเบรก
คือ ระบบสำคัญที่ทำหน้าที่ช่วยชะลอหรือหยุดรถ
การตรวจสอบด้วยตัวเองนั้นสามารถทำได้ง่าย ๆ โดยการสตาร์ตรถและเข้าเกียร์ D
จากนั้นลองเหยียบแป้นเบรกดูว่ารถเบรกอยู่หรือไม่
ระยะห่างระหว่างขากับแป้นเบรกอยู่ในระยะพอเหมาะหรือเปล่า
ตัวแป้นเบรกมีระยะฟรีและการคืนตัวเป็นอย่างไร
หากพบสิ่งผิดปกติควรรีบนำรถไปให้ช่างผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบทันที
แบตเตอรี่รถยนต์
คือ
อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่กักเก็บไฟสำรองคอยจ่ายกระแสไฟเมื่อต้องสตาร์ตเครื่องยนต์
ส่วนใหญ่แบตเตอรี่จะมีอายุใช้งานระหว่าง 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้รถ
เราควรหมั่นตรวจสอบทุกครั้งก่อนการใช้งาน หรือเดือนละ 1 ครั้ง
โดยสังเกตเวลาสตาร์ตเครื่องยนต์ หากเริ่มรู้สึกว่ามีอาการสะดุด
เครื่องติดยาก ลากเสียงยาวขึ้น
อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าแบตเตอรี่ใกล้เสื่อมหรือหมดอายุ
อีกวิธีหนึ่งให้สังเกตช่องตาแมวที่ตัวแบตเตอรี่ว่าระดับของน้ำกลั่นอยู่ในระดับปกติหรือไม่
และหากรถคันไหนที่ใช้แบตฯ เปียก
ควรเติมน้ำกลั่นแบตเตอรี่ให้อยู่ในระดับที่กำหนดก่อนออกเดินทาง
ยางปัดน้ำฝนเป็นสิ่งที่สัมผัสกับกระจก
และต้องเจอกับความร้อนอยู่ตลอดเวลา ทำให้ตัวยางอาจเสื่อมสภาพได้เร็วขึ้น
หากฝนตกหนักหรือกระจกหน้ารถเลอะฝุ่นโคลน อาจทำให้ปัดกระจกไม่สะอาด
กวาดคราบน้ำได้ไม่เกลี้ยงสนิท หรือเริ่มมีเสียงดัง ควรซื้อหามาเปลี่ยนให้เรียบร้อย
ที่สำคัญควรตรวจสอบน้ำยาฉีดกระจกให้เต็มพร้อมใช้งานอยู่เสมอ
โดยสามารถใช้น้ำเปล่าหรือน้ำที่ผสมน้ำยาล้างกระจกได้
อย่างไรก็ตาม นอกจากการตรวจสอบสภาพของรถยนต์ให้มีความพร้อมก่อนการเดินทางไกล หรือใช้งานในชีวิตประจำวันแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญเลยคือ ตัวของผู้ขับขี่ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และขับขี่ไม่ประมาท ใช้ความเร็วตามกฎหมายกำหนด ก็จะช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้เช่นกัน
บทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเช็กรถก่อนเดินทางไกล
- ขับรถทางไกล ต้องพักรถไหม แล้วต้องดับเครื่องหรือเปล่า ?
- ขับรถขึ้นเขาใช้เกียร์อะไร ทั้งเกียร์ออโต้ และเกียร์ธรรมดา
- วิธีขับรถเกียร์ออโต้ เกียร์ D1 D2 และ L คืออะไร มีไว้ใช้ตอนไหน
- ขับรถลุยน้ำ ต้องปิดแอร์ไหม ? พร้อมข้อควรรู้เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัย
- ขับรถฝนตกหนัก มีเทคนิคการขับอย่างไรให้ปลอดภัย มาดูกัน !
ขอบคุณข้อมูลจาก : allstate.com, qbe.com
3. ตรวจเช็กระบบไฟส่องสว่างรอบคัน
4. ตรวจเช็กระดับน้ำมันเครื่องและของเหลวอื่น ๆ
5. ตรวจเช็กระบบเบรก
6. ตรวจเช็กแบตเตอรี่
7. ตรวจเช็กที่ปัดน้ำฝนและเติมน้ำยาล้างกระจก
อย่างไรก็ตาม นอกจากการตรวจสอบสภาพของรถยนต์ให้มีความพร้อมก่อนการเดินทางไกล หรือใช้งานในชีวิตประจำวันแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญเลยคือ ตัวของผู้ขับขี่ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และขับขี่ไม่ประมาท ใช้ความเร็วตามกฎหมายกำหนด ก็จะช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้เช่นกัน
บทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเช็กรถก่อนเดินทางไกล
- ขับรถทางไกล ต้องพักรถไหม แล้วต้องดับเครื่องหรือเปล่า ?- ขับรถขึ้นเขาใช้เกียร์อะไร ทั้งเกียร์ออโต้ และเกียร์ธรรมดา
- วิธีขับรถเกียร์ออโต้ เกียร์ D1 D2 และ L คืออะไร มีไว้ใช้ตอนไหน
- ขับรถลุยน้ำ ต้องปิดแอร์ไหม ? พร้อมข้อควรรู้เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัย
- ขับรถฝนตกหนัก มีเทคนิคการขับอย่างไรให้ปลอดภัย มาดูกัน !
ขอบคุณข้อมูลจาก : allstate.com, qbe.com
