จากคู่รักสู่พ่อแม่ลูกสอง แต่ บี้ ธรรศภาคย์ - กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์ ยืนยันว่า 10 ปีที่ผ่านมาสิ่งที่ห้ามหายไปเด็ดขาดคือ "ความเป็นแฟน" พร้อมเปิดกฎเหล็กชีวิตคู่ ต่อให้ทะเลาะกันหนักแค่ไหนก็ห้ามท้าเลิก ในรายการ WandOland พร้อมเผยวิธีรักษาความสัมพันธ์ให้ยังเป็นทั้งคู่ชีวิต เพื่อนสนิท และทีมเลี้ยงลูกที่เดินไปด้วยกัน เพราะสำหรับทั้งคู่การมีลูกไม่ได้แปลว่าต้องหยุดรักกันในฐานะแฟน
ความเป็นทีมเวิร์กในการเลี้ยงลูกและการเป็นคู่รักของคุณเป็นยังไง ?
กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์ : กิ๊บบอกเลยว่าบ้านเราเป็นทีมเวิร์กที่แน่นมาก เราแบ่งหน้าที่กันค่อนข้างที่จะชัดเจน ลูกเคยพูดอันนี้ไม่ได้มาจากกิ๊บ เขาบอกว่าเวลาเขาอยู่กับบี้ เขาจะรู้สึกว่าเขาได้ทำนั่นทำนี่ อะไรที่มันเข้มแข็ง ที่มันสนุก ที่มันเพลิดเพลิน จะอยู่กับพ่อได้เลย แต่พอเป็นแม่ก็จะเป็นแบบปลอบประโลม พูดคุย สนุกสนาน ความเป็นผู้หญิง พูดคุยสัพเพเหระ รับฟัง หัวเราะสนุก เขาบอกว่า วันหนึ่งที่อยู่แยกกัน หนูเลือกไม่ได้เลยว่าจะอยู่กับใคร เพราะรู้สึกว่าต้องมีทั้งคู่ พ่อแม่ห้ามแยกกันนี่คือสิ่งที่ลูกพูดกับกิ๊บ พออยู่ด้วยกันรู้สึกว่าครอบครัวของเรามันคือดีที่สุดมากสำหรับหนู เราฟังแล้วเรารู้เลยว่า งั้นแสดงว่าเราสองคนก็แบ่งตามความชอบ ตามความถนัด
บี้ ธรรศภาคย์ : จริง ๆ นิสัยสองคนมันต่างกันมากด้วยครับ มันเลยกลายเป็นทีมเวิร์กได้ คุณถนัดตรงนี้ก็ให้คุณดูแลลูกตรงนี้
กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์ : แต่ต่อให้อีกด้านหนึ่ง อีกคนหนึ่งไม่ถนัด ก็พยายามทำความเข้าใจและปรับตัวเข้าหากันไปด้วย หมายถึงทำตัวให้กลมกลืน คิดว่าความเป็นทีมเวิร์กมันเกิดจากการสื่อสาร การพูดคุย และการที่เราไม่ใช่น้ำเต็มแก้ว เราปรับตัวกับลูกกับสิ่งใหม่ ๆ ที่เราได้ยินหรือได้เรียนรู้ตลอด ลองวิธีนี้แล้วอาจจะไม่ค่อยได้ผล เรามาคุยกันและปรับหน่อยดีกว่า เธอต้องปรับ ฉันต้องปรับ
บี้ ธรรศภาคย์ : สำหรับผมเรียนรู้เยอะมาก เพราะอย่างลูกสาว 2 คน เป็นผู้หญิง มันจะมีรายละเอียดที่ตั้งแต่เกิดมา ผมยังไม่เคยเจอเลยว่า...เป็นอย่างนี้เหรอ มันจะเป็นเรื่องของเด็กผู้หญิง ที่ผมไม่เคยรู้ มันต้องละเอียดขนาดนี้เลยใช่ไหม
กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์ : คิดว่าความน่ารักของบี้คือ บี้เป็นคนที่เข้าใจและพยายามเข้าใจ กิ๊บก็พยายาม ทุกวันนี้ 10 ปีแล้ว
การสร้างพื้นที่ปลอดภัยในบ้านให้กับลูก ?
กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์ : หนึ่งสิ่งที่เราคุยกันตลอดแล้วกิ๊บคิดว่าอยากจะแชร์ เวลาเราพูดอะไรกิ๊บไม่อยากให้ทุกคนรู้สึกว่าเราเป็นคนมาสอน เราแค่แชร์ในมุมมองของบ้านเรา แต่หนึ่งสิ่งที่กิ๊บรู้สึกแล้วมันได้ผลจริง ๆ และลูกเราตอบรับกลับมา เขาจะเล่าถึงความรู้สึกว่าบ้านนี้ต้องเป็นบ้านของเขา
หลายคนพ่อแม่ตกหล่น ตรงที่คิดว่านี่คือบ้านฉัน ฉันซื้อ บ้านที่ฉันสร้าง เด็กเป็นผู้อยู่อาศัย ความจริงแล้วไม่ใช่ นี่คือบ้านของเราทุกคน เราทุกคนต้องเป็นตัวเองได้ เด็กต้องสามารถรู้สึกว่าที่นี่คือพื้นที่ปลอดภัย ที่เขาจะเป็นตัวเองได้ เขาจะกล้าคิด กล้าพูด กล้าทำผิด กล้าทำอะไรก็ได้ โดยที่ไม่โดนใครในบ้านตัดสิน แต่จะค่อย ๆ ปรับให้เข้าร่องเข้ารอย หรือค่อย ๆ แนะนำหรือสอนกฎในบ้านที่ทุกคนปฏิบัติตามเท่ากัน ไม่ใช่ว่าลูกอยู่ที่นี่แล้วลูกไม่มีสิทธิ์
และเราสองคนจะเตือนกันอยู่ตลอดว่า บ้านนี้จะเป็นอย่างไรไม่ใช่คุณเป็นคนกำหนด ไม่ใช่ฉันเป็นคนกำหนด เราทุกคนต้องเดินเข้ามาแล้วทำให้สภาพแวดล้อมของบ้านหลังนี้คงที่เป็นที่ปลอดภัย เพราะฉะนั้นเด็กจะไม่รู้สึกอยากออกไปจากบ้านหลังนี้เพราะนี่คือบ้านฉันไม่ใช่บ้านพ่อแม่
บี้ ธรรศภาคย์ : บางทีเราต้องไม่เอามาตรฐานของผู้ใหญ่ที่เราเรียนรู้มา ที่สมองของเราที่มันสมบูรณ์แบบแล้ว มาคิดว่าเขาน่าจะเข้าใจ คิดว่าเขาน่าจะเป็นเหมือนเรา คิดว่าสมองของเขาน่าจะเติบโตสมบูรณ์แบบเหมือนเรา คือบางอย่างเรามีเกินเลยไปบ้าง เป็นอะไรที่เราต้องเรียนรู้ไปด้วยกัน
คุณภาพความสัมพันธ์มาจากการเลี้ยงดูและการโตมาในบ้านจริงไหม ?
กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์ : ใช่ จริง ๆ มันเป็นแบบนั้น วันหนึ่งคิดว่าเด็กเขาก็มีบุคลิกภาพของเขา เลี้ยงเหมือนกัน ลูกก็นิสัยต่างกัน
บี้ ธรรศภาคย์ : แต่ผมแค่รู้สึกว่าเรื่องปู่ย่าตายาย เราไม่ได้นำทั้งหมดที่สอนมาส่งต่อให้ลูกหมด
กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์ : เราจะท่องกันว่า "We are new generation"
บี้ ธรรศภาคย์ : บางอย่างที่เราก็จะมีจุดยืนของเราว่า เลี้ยงแบบนี้ดีกว่า สอนแบบนี้ดีกว่าในยุคสมัยนี้
กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์ : พวกเราชอบเล่ามากกว่า สมมติเขาเล่าปัญหา พ่อจะเล่า ตอนเด็ก ๆ พ่อเป็นอย่างไร กิ๊บเป็นอย่างไร แต่เราจะบอกว่า แต่นี่คือพ่อ นี่คือแม่ เรานิสัยต่างกัน แต่หนูคือตัวหนู หนูลองไปชั่งน้ำหนักดูว่าหนูคิดว่าอยากจะตัดสินใจอย่างไร พ่อกับแม่ไม่ได้อยู่ตรงนั้นด้วย แต่ว่าเราแชร์ให้ฟังว่าเราผิดพลาดอะไรมา สมมตินิสัยเราเคยทำนิสัยไม่ดีแบบนี้แล้วมันผิดพลาดมาแบบนี้ เราสองคนไม่ต้องการให้ลูกเป็นเหมือนเรา แต่เราต้องการให้เขามีทัศนคติ หรือการใช้ชีวิตที่ดีในแบบของเขา เพราะฉะนั้นเขาไม่ต้องเหมือนเราก็ได้
คิดว่าเขาชอบเวลาที่คุณทำตัวแบบไหนมากที่สุด ?
บี้ ธรรศภาคย์ : ทำตัวน่ารัก เพราะผมชอบแกล้งเขา เขาจะชอบเวลาผมทำตัวน่ารัก
กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์ : หมั่นเขี้ยวเขา
บี้ ธรรศภาคย์ : เพราะนิ้วผมสั้นด้วย เวลาทำอะไรเขาก็จะแกล้ง
กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์ : มันดูขัดกันดี กิ๊บว่าเป็นความแมน ๆ เวลาเห็นทำท่าแบ๊ว ๆ น่ารัก ๆ แบบนี้แล้วชอบ เพราะตอนที่เขามาจีบก็แบ๊วมาก ไม่เคยเจอผู้ชายทำแบ๊วขนาดนี้มาก่อนในชีวิต
บี้ ธรรศภาคย์ : เวลาอยู่ข้างนอก ถ้ามีผู้คน เราจะเก๊ก ๆ หน่อย แต่เวลาทำท่าน่ารัก กิ๊บจะหัวเราะ
กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์ : เวลาจะโกรธ พอเห็นหน้าเขา จะบอกให้เขาทำอะไรตลก ๆ น่ารัก ๆ
บี้ ธรรศภาคย์ : สรุปของผมคือการเล่นตลก ทำให้เขาหัวเราะได้ น่าจะเป็นช่วงที่เขาชอบผมที่สุด มันเป็นนิสัยผมอยู่แล้ว ผมจะทำอะไรให้คนในบ้านตลก ขำตลอดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะกับลูกหรือกับเขา ถ้ามีช่องทางไหนทำให้คนหัวเราะได้ ผมทำหมด
กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์ : เราเคยคุยกันว่า คู่รักถ้าได้หัวเราะด้วยกันทุกวันจะดีมาก ซึ่งกิ๊บบอกว่าเราหัวเราะกันมากเกินไปแล้ว
บี้ ธรรศภาคย์ : เพราะขากลับขับรถกลับบ้านประมาณชั่วโมงครึ่ง คุยหัวเราะกันจนถึงบ้าน และมาคุยกันว่าที่คุยกันมาไม่มีสาระเลย คือผมมีเพื่อนสนิทน้อยมาก วัน ๆ คุยอะไรก็ไม่รู้ ซึ่งผมรู้สึกโชคดีมาก ผมจะบอกเขาตลอดว่า กิ๊บเป็นทั้งคู่รักและเพื่อนสนิท ที่คุยอะไรกันไม่รู้ในแต่ละวัน และหัวเราะไปแบบไม่มีสาระ
กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์ : แต่เราไม่ใช่แค่เพื่อนกันคุยกันได้ทุกเรื่องแต่เราเป็นคู่รัก บางคนเป็นเพื่อนกันไปเลยจนลืมความเป็นคู่รักหรือความหวือหวา แต่เราไม่มี เราสองคนดูแลตัวเองอย่างดีและแสดงความรักผ่านการสัมผัส เรายังมีความรักตรงนั้นอยู่
ตอนไหนที่คุณรู้สึกว่าถูกละเลยจนรู้สึกไม่สำคัญเหมือนเดิมบ้างไหม ?
กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์ : ถ้าเรื่องจริงจังไม่มีเลย แต่ชอบมีล้อเล่น เพราะตั้งแต่มีลูก เขารักลูกมาก กอดลูกตลอด หอมลูกตลอด เอาลูกมานอนกั้นกลางตลอด จนกิ๊บต้องบอกว่า "หอมลูก แต่ยังไม่หอมฉันเลย เธอเปลี่ยนไป" เขาก็จะรีบมาหอม
คือเราตื่นเช้ามา จะมี Morning Kiss กัน จุ๊บกันก่อนนอน แต่ระหว่างวันเราแค่อยากได้ตลอดเวลาเฉย ๆ จะชอบแกล้งเวลาเขากอดหอมลูก เราจะบอกว่า เปลี่ยนไปแล้วใช่ไหม เขาก็จะรีบมา
คือกิ๊บชอบพูดว่าทุกครั้งก่อนออกไปทำงานต้องหอมกัน ความน่ารักของเขาคือกลัวกิ๊บตื่น แต่ความรู้สึกของเราคือ บี้ต้องเดินทางตลอด ออกไปทำงานต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ เราไม่มีวันรู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะกลับมาหรือไม่กลับมา หรือใครอีกคนหนึ่งจะเป็นอะไรไหม ไม่อยากทำให้รู้ว่าวันนั้นน่าจะทำแบบนั้นแบบนี้ กิ๊บกับบี้จะพยายามใช้ชีวิตให้ทุกวันถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้าย เราทำเต็มที่แล้ว ทุกอย่างเต็มที่แล้ว
การทำเสมอต้นเสมอปลายและการสื่อสารเพื่อไม่ให้ห่างกัน ?
กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์ : กิ๊บคิดว่าการสื่อสารสำคัญ สิ่งที่ทำให้บ้านเรายังเป็นทีมเพราะพูดแล้วอีกคนตอบรับทันที พอพูด บี้จะรู้ตัวทันที แล้วรีบมาหา มันเลยทำให้ทุกอย่างยังเหมือนเดิม แน่นเหมือนเดิม มันเป็นการเชื่อมต่อกัน ห้ามขาดการเชื่อมต่อกันโดยเด็ดขาด อย่าเพิ่งมีข้ออ้าง คนนี้พูด คุณไม่ต้องอ้าง ให้เข้ามาทำก่อน แล้วค่อยอธิบายทีหลัง
เขาจะชอบให้ไปไหนก็จะจับมือแตะเนื้อต้องตัว ต่อให้เรานอนห่างกันแบบมีลูกนอนคั่นไว้แต่ขาต้องแตะกันไว้เสมอ ก่อนนอนก็ต้องคุยกัน มีอยู่วันหนึ่งกิ๊บไม่สบายหลับไปก่อน เขากลับมาประมาณสี่ทุ่มบอกว่าเหงามาก ไม่รู้จะคุยกับใคร เราเลยรู้ว่าต่างฝ่ายต่างสำคัญต่อกันมาก แม้ทั้งวันจะคุยกันเยอะมากแล้วก็ตามเราต้องเชื่อมต่อกันตลอด
มาถึงจุดนี้แม้จะมีลูกแล้วยังเช็กความฝันของกันและกันไหม ?
กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์ : ตลอดค่ะ
บี้ ธรรศภาคย์ : แต่ความฝันของกิ๊บ คือการมีครอบครัวที่สมบูรณ์และมีความสุข นี่คือความฝันของกิ๊บ แต่ของบี้ก็ยังมี
กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์ : ถามเขาตลอด ว่ายังเหมือนเดิมไหม ยังทิศทางเดิมไหม ที่ทำยังเพราะสิ่งนี้ไหม เพื่อฝันนี้ไหม เขาจะบอกว่าบางทีก็เปลี่ยนเพื่อลูก เพื่อเงิน หรือยังอยากทำตรงนี้ ลึก ๆ เขายังอยากทำเพลง กิ๊บก็จะสนับสนุน ถ้ามันเป็นการงอกเงยและหาเงินต่อได้ และเป็นโอกาสครั้งหนึ่งในชีวิต ไม่ทำตอนนี้จะทำตอนไหน ต้องทำ เขาจะขอบคุณเราตลอด
การเติมพลังบวกด้วยคำชมสร้างความมั่นใจให้ลูก
บี้ ธรรศภาคย์ : ชีวิตผมมั่นใจมากเพราะแม่เลยครับ แม่พูดกับผมมาตั้งแต่เด็กว่า ทำดีมาก เก่งมาก ร้องเพลงดีมาก ทั้ง ๆ ที่ร้องไม่ดี แต่เขาจะบอกว่า ดีมาก ลูกเก่งมาก มันเป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำให้เรามั่นใจมาก กล้าที่จะไปทำอะไรที่สำหรับคนอื่นมองว่าน่าตื่นเต้น แต่สำหรับเราไม่ใช่ เราชอบ บี้เพิ่งคุยกับกิ๊บเมื่อไม่นานมานี้เองเรื่องการแสดงเจตจำนง (Manifest) เหมือนเราได้ยินแบบนี้มาตลอด นั่นคือสิ่งที่เราเป็น ว่าเราต้องป้อนพลังบวกแบบนี้ให้ลูก
กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์ : บางคนอาจจะมีความเห็นต่างว่าการชมลูกมากเกินไปอาจจะไม่ดี แต่คิดว่าชมเถอะ เขากำลังจะโต เวลาเขาออกไปข้างนอก ในหนึ่งวันเขาจะได้ยินคำชมสักกี่คำ เขาจะเก็บสะสมคำชมมาสร้างเป็นความมั่นใจและความพยายาม เราต้องชมเขาอย่างมีเหตุผล ไม่ว่าอย่างไรต้องสร้างความมั่นใจให้เขาเพราะนี่คือแหล่งพลังงานชั้นดี กิ๊บอยู่กับครอบครัวเขาแล้วรู้เลยว่าแม่เขาชมเขาตลอด กิ๊บชอบแซวว่า ยอดวิวเพลงใน YouTube ที่ขึ้นสูง ๆ เพราะแม่กับพ่อช่วยกันดู ฟังเพลงทั้งวัน
บี้ ธรรศภาคย์ : บางทีลูกสาวอย่างน้องเป่าเป้ย์ชอบเต้น เวลาอยู่ซูเปอร์มาร์เก็ต กิ๊บก็จะมองว่าแปลก ๆ แล้วบอกลูกว่า อยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ตไม่ต้องเต้น แต่ผมจะมองต่างออกไป เพราะเราเคยเป็นแบบนั้น เราอยู่ตรงไหนเราก็เต้น ไม่เป็นไรหรอก ให้เขาซ้อมไป แม้จะดูแปลกนิดหน่อย
กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์ : เราแค่บอกว่าต้องดูความเหมาะสม ไม่เคยห้ามลูกเป็นตัวเอง แต่เราต้องรู้ว่าที่ไหนเราเป็นตัวเองได้กี่เปอร์เซ็นต์ ที่ไหนเราควรเป็นแบบไหน อยู่บ้านเราเป็นไหน ทุกคนมีหลายสิบหน้า อย่าบอกว่าเรามีตัวตนเดียว เราทุกคนมีหลายบทบาท สิ่งเดียวที่เด็กควรเรียนรู้คือ เวลาไหนควรทำอะไร เราเองเป็นผู้ใหญ่ก็ต้องรู้ว่าอะไรเหมาะอะไรไม่เหมาะ คุณต้องฉลาดสังเกตและวางตัวให้ถูก เลี้ยงลูกแต่ละคนก็มีวิธีจัดการต่างกัน
วัยเด็กคือตัวกำหนดคุณภาพชีวิตและการลดปมในใจลูก ?
ความเป็นคู่รักที่เป็นเหมือนเพื่อนสนิทช่วยก้าวผ่านอุปสรรคในชีวิต ?
บี้ ธรรศภาคย์ : นอกจากจะเป็นคู่รักแล้ว ความสัมพันธ์ของผมกับกิ๊บยังเหมือนเพื่อนสนิทด้วย พอเป็นเพื่อนสนิทกัน มันจะมีทั้งการพูดเสียงดังใส่กัน ว่ากัน หรือทำอะไรที่บ้า ๆ เพื่อเป็นการระบายความเครียดจากสิ่งอื่น เวลาที่เราเจอเพื่อนสนิท ไม่ว่าจะเจออุปสรรคอะไร การได้ทำอะไรบ้า ๆ ด้วยกัน มันทำให้เราลืมบางอย่างที่ไม่ดีไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมกับกิ๊บเป็นกันอยู่ตลอด เวลาเจออุปสรรคหรือเรื่องเครียด มันจะสลับและช่วยให้ลืมไปได้เยอะ
ผมรู้สึกดีใจมากที่เราเป็นทั้งคู่รักและเพื่อนสนิทที่เมื่อเจอกันแล้ว อุปสรรคและปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตมันละลายหายไปหมด เป็นสิ่งสำคัญมาก ในชีวิตคนเราที่พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ คนรอบข้างอาจค่อย ๆ น้อยลง เพราะเราโฟกัสบางอย่างมากขึ้น และเพื่อน ๆ อาจไม่ได้เดินเส้นทางเดียวกับเรา ทำให้โอกาสเจอกันน้อยลง การได้เป็นทั้งคนรักและเพื่อนรักจึงเป็นเรื่องที่โชคดีมาก
กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์ : หลัก ๆ คืออย่าตัดสินกัน เพราะเราไม่มีวันรู้ว่าเขารู้สึกอย่างไร บางครั้งเราตัดสินจากมุมของเราโดยไม่ได้ไปยืนในมุมของเขา หลายครั้งที่กิ๊บเชื่อมั่นในความคิดของตัวเองและคิดว่าถูกแล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่บี้คิดกลับถูกต้องกว่า หากทำตามที่บี้คิดตั้งแต่แรก กิ๊บอาจจะสบายใจหรือถูกต้องมากกว่านี้
กลายเป็นว่าเราไม่ตัดสินกัน เขาได้เป็นตัวของตัวเอง กล้าที่จะบอกเล่าเรื่องราวที่เศร้า เสียใจ หรือปัญหาต่าง ๆ ให้ฟัง โดยไม่ต้องรู้สึกว่าโดนจับจ้อง สามารถพูดคุย ปรับเปลี่ยน และว่ากันไป ทำให้เกิดความสบายใจ กิ๊บเองก็สามารถพูดกับเขาได้ทุกเรื่องโดยรู้ว่าเขาจะไม่ตัดสิน
บางครั้งเขาแค่นั่งฟัง ไม่ได้ให้แนวทางหรือช่วยอะไร แต่เขาก็อยู่ตรงนั้นและรับฟัง เพื่อนสนิทก็คือการนั่งฟังและรับฟัง เรื่องการเลี้ยงลูกก็เช่นกัน เมื่อลูกมาเล่าให้ฟัง เราก็แค่นั่งรับฟังโดยไม่ได้สั่งสอนอะไร ในฐานะสามีภรรยาก็เช่นเดียวกัน คือพร้อมที่จะรับฟังกันและกัน
ตอนทะเลาะกัน อะไรคือกฎที่ตกลงกันว่าจะไม่ทำเด็ดขาด ?
มีกฎที่ตกลงกันไหมว่าเวลาทะเลาะกันห้ามทำอะไรต่อหน้าลูก ?
บี้ ธรรศภาคย์ : สิ่งที่ไม่ทำคือ ไม่ออกจากบ้าน อย่างมากก็ต่างคนต่างไป เงียบและห่างกันสักพัก แล้วค่อยกลับมาคุยกัน
กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์ : มีกฎหนึ่งคือ ห้ามด่าพ่อแม่ จะไม่มีการพูดจาทำร้ายน้ำใจกัน เพราะมันไม่สามารถดึงคำพูดกลับคืนมาได้ และพ่อแม่ใคร ใครก็รัก ไม่ว่าปัญหานั้นจะเกิดจากตรงนั้นหรือไม่ ก็จะไม่นำมาพูดถึงเด็ดขาด จะไม่มีการพูดขึ้นมาแน่นอน 100% ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็แล้วแต่






