นก สินจัย เปิดใจเล่าชีวิตทำงาน เจอผู้กำกับเบรกเรื่องการพูด เพราะ ร เรือ ชัดเกินไป

           นก สินจัย เปิดเบื้องหลังชีวิตในวงการบันเทิง เล่าประสบการณ์เคยถูกผู้กำกับขอให้ พูด ร เรือไม่ต้องชัด คาดเพราะจะถูกมองว่าเชย 
นก สินจัย

ภาพจาก ยูทูบ WoodyWorld

           วันที่ 15 ตุลาคม 2569 นก สินจัย เปล่งพานิช เปิดใจกับ วู้ดดี้ มิลินทจินดา ในรายการ WOODY TALK ทางช่องยูทูบ WoodyWorld เล่าถึงประสบการณ์ทั้งเรื่องครอบครัว การทำงาน ความสัมพันธ์ และช่วงเวลาที่ต้องหยุดงาน พร้อมเปิดมุมมองที่เปลี่ยนไปตามวัย รวมถึงเบื้องหลังบทบาทจากละครที่หลายครั้งต้องเจอสถานการณ์ชวนลำบากใจไม่น้อย

เปิดใจชีวิตครอบครัว ถูกตั้งความหวังให้เป็น ครอบครัวตัวอย่าง

           นก สินจัย ย้อนเล่าช่วงเริ่มต้นชีวิตครอบครัวว่า ขณะนั้นเธอเพิ่งอายุ 23 ปี และยังอยู่ในช่วงวัยหนุ่มสาวที่มีความกังวลเกี่ยวกับค่านิยมในวงการบันเทิง โดยเฉพาะเรื่องดาราที่แต่งงานกันแล้วอาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและหน้าที่การงาน เพราะในเวลานั้นทั้งเธอและคู่ชีวิตต่างก็มีชื่อเสียงและกำลังอยู่ในช่วงที่งานกำลังไปได้ดี เมื่อมีลูกจึงเริ่มตั้งคำถามว่า เส้นทางอาชีพของตัวเองจะเป็นอย่างไร และจะยังมีงานในวงการบันเทิงต่อไปหรือไม่

           เธอเล่าว่า ก่อนตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกัน เคยพูดคุยถึงเรื่องนี้กับ นก ฉัตรชัย โดยกังวลว่าหากมีครอบครัวแล้ว อาจทำให้อนาคตในวงการเปลี่ยนไปหรือไม่มีงานทำเหมือนเดิม แต่คำตอบที่ได้รับกลับทำให้เธอคลายความกังวล เพราะอีกฝ่ายบอกว่า หากไม่มีงานในวงการก็ไม่เป็นไร และสามารถไปทำอย่างอื่นได้ พร้อมย้ำว่า สิ่งสำคัญคือการใส่ใจตัวเองและครอบครัว ไม่จำเป็นต้องกังวลกับภาพลักษณ์หรืออาชีพมากจนเกินไป

           นก สินจัย กล่าวว่า แนวคิดดังกล่าวทำให้เธอรู้สึกว่า ต่อให้อนาคตต้องเผชิญความลำบาก ก็พร้อมจะเดินไปด้วยกันและสร้างครอบครัวร่วมกัน โดยไม่ต้องยึดติดกับภาพความสำเร็จในวงการบันเทิง แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลับกลายเป็นว่าหลังจากมีครอบครัว งานของเธอมีมากกว่าเดิม และได้รับการยอมรับที่ดีขึ้น

           อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตามมาคือความคาดหวังจากสังคม เมื่อพระเอกนางเอกแต่งงานและมีครอบครัว ก็ถูกมองว่าต้องเป็น “ครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ” และกลายเป็น “ครอบครัวตัวอย่าง” ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่านี่เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ยาก เพราะแม้จะอยู่ท่ามกลางสายตาของสาธารณชน แต่ชีวิตครอบครัวของเธอก็ไม่ได้แตกต่างจากคนทั่วไป ทุกคนยังต้องเรียนรู้บทบาทของการเป็นพ่อแม่ รวมถึงการเป็นสามีภรรยาร่วมกัน

นก สินจัย

ภาพจาก ยูทูบ WoodyWorld

เปิดเบื้องหลังเรื่อง ล่า อินบทหนักจนกระทบชีวิต

           นก สินจัย เล่าถึงเบื้องหลังการแสดงเรื่อง ล่า ว่า ช่วงนั้นเมื่อตัดสินใจจะรับบทใด เธอไม่ได้พิจารณาเพียงบทละคร แต่ต้องศึกษาถึงประวัติของตัวละคร แก่นของตัวละครว่าเติบโตมาอย่างไร รู้สึกอย่างไร มีปมอะไร และมีความต้องการอะไร เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้เข้าใจตัวละครมากขึ้น

           ย้อนกลับไปตอนเรื่อง ล่า การจะเข้าถึงตัวละครเป็นความรู้สึกเดียว คือเธอต้องคิดว่า มนุษย์คนหนึ่งจะมีความแค้นมากแค่ไหน ถึงสามารถลุกขึ้นมาฆ่าคน 5 คน 7 คนได้ และต้องมีความแค้นมากเพียงใดจึงจะไปถึงจุดนั้นได้ ด้วยโครงเรื่องที่หนักและเข้มข้น จึงสามารถพาเธอเข้าไปค้นหาตัวละครตัวนั้นได้

           ขณะเดียวกัน เธอรู้สึกว่ายังไม่ได้เก่งถึงขนาดที่จะเป็นตัวละครตัวนั้นได้ทันที แต่ต้องอาศัยความเชื่อ เชื่อแล้วเชื่ออีก จนเกิดความอินไปกับตัวละคร รู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวละครนั้นตลอดเวลา โดยในตอนนั้นนกใช้วิธีว่าจะเป็นตัวละครตลอด ไม่เดินแฟชั่น ไม่รับงานโฆษณา และไม่ทำกิจกรรมบางอย่าง เพื่อให้ตัวเองอยู่กับตัวละครนั้น

           แต่เมื่อใช้ชีวิตอย่างนั้นทุกวัน จนไปถึงกองถ่าย ทุกคนก็ไม่กล้าพูดคุยกับนก ปล่อยให้เธอนั่งอยู่คนเดียว เพราะไม่กล้าเข้าไปยุ่ง ส่งผลกระทบต่อเนื่องมาถึงที่บ้าน แม้แต่ลูก ๆ ที่ยังดื่มนมก็ยังมองหน้าและสงสัยว่าแม่เป็นอะไร ทุกคนรู้สึกว่าไม่สามารถเข้าใกล้ได้ เมื่อนึกย้อนกลับไป นกจึงรู้สึกว่าชีวิตของตัวเองก็แย่ลงเช่นกัน เพราะเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานและความเศร้า จนกลายเป็นเรื่องที่ฝังใจมาจนถึงทุกวันนี้

           หลังจากเคยประสบความสำเร็จในการเข้าถึงตัวละครและอินกับบทบาทอย่างเต็มที่ กลับเกิดความรู้สึกหวาดกลัวอยู่ลึก ๆ โดยเฉพาะเมื่อต้องรับบทที่มีความเข้มข้นทางอารมณ์สูง เพราะเกรงว่าจะอินจนหลุดออกจากตัวละครได้ยาก พร้อมยอมรับว่า การเล่นเรื่อง “ล่า” ทำให้เธอไม่กล้าเข้าไปอยู่กับตัวละครมากเหมือนที่ผ่านมา เนื่องจากกลัวว่าจะกลับไปอยู่ในภาวะที่ต้องทรมานกับความรู้สึกของตัวละครอีกครั้ง

           บทเรียนสำคัญที่ทำให้สามารถแยกชีวิตจริงออกจากการแสดงได้ คือแนวคิดจากคำสอนของแม่ชีศันสนีย์ ที่ว่า “จัดลำดับความสำคัญในชีวิต” เมื่ออยู่ที่บ้านต้องทำหน้าที่ภรรยาและแม่ให้เต็มที่ แต่เมื่อออกจากบ้านมาทำงานในฐานะนักแสดง ก็ต้องวางเรื่องส่วนตัวไว้และทำหน้าที่นักแสดงให้ดีที่สุด

           คำว่า “จัดลำดับความสำคัญ” แม้ฟังดูเป็นคำที่สวยหรู แต่เมื่อได้นำมาใช้จริงกลับทำให้เธอสามารถหลุดออกจากตัวละครและกลับมาเป็นตัวเองได้อีกครั้ง ก่อนจะได้รับคำยืนยันจาก หม่อมน้อย ผู้กำกับที่เคยร่วมงานกันว่า แม้การแสดงจะเป็นการเลียนแบบชีวิต แต่สุดท้ายแล้ว “การแสดงก็คือการแสดง” และทุกอย่างต้องมีจุดสิ้นสุด เมื่อผู้กำกับสั่ง “คัต” นักแสดงก็ต้องสามารถจบอารมณ์ของตัวละครและกลับมาใช้ชีวิตจริงได้

           หากเข้าถึงอารมณ์มากเกินไปจนหลังสั่ง “คัต” แล้วยังร้องไห้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก็อาจส่งผลกระทบต่อการทำงาน เพราะกองถ่ายและทีมงานยังต้องเดินหน้าต่อ ดังนั้น สิ่งสำคัญสำหรับนักแสดงจึงไม่ใช่เพียงการเข้าถึงตัวละครให้ได้เท่านั้น แต่ต้องรู้จัก “ออกจากตัวละคร” ให้เป็นด้วย

นก สินจัย

ภาพจาก ยูทูบ WoodyWorld

เล่ามุมการใช้ภาษาในวงการ ในยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

           แม้ในวัยนี้ นก สินจัย ย้อนเล่าถึงประสบการณ์การทำงานว่า เคยได้รับคำแนะนำเรื่องการพูด โดยถูกบอกว่าไม่ต้องออกเสียง ร เรือ ชัดเจน เช่น คำว่า “โรงเรียน” เพราะเมื่อพูดควบกล้ำชัดกลับถูกมองว่าไม่เป็นธรรมชาติ หรือดูเชย จึงให้พูดแบบธรรมดา ๆ และไม่ต้องควบกล้ำชัด

           แม้ในวัยนี้ เคยทำงานแล้วถูกแนะนำว่า ไม่ต้องพูด ร เรือ ชัด เช่น โรงเรียน พอควบกล้ำชัด กลับมีคำพูดว่า ไม่เอา ร เรือชัด พูดธรรมดา ๆ พูดชัดไป กลายเป็นเชย แม้จะไม่ได้ถามสาเหตุ แต่รู้เพราะว่าเหมือนยุคเป็นอย่างนั้น การพูดชัดเป็นคนเชย เป็นคนแก่จะมา โรงเรียน หรือ ปลา ก็ปลา (ไม่ควบกล้ำ) ไป

           พี่นกฉัตรชัย ก็โดนเรื่องไม่ต้องพูด ร เรือชัด หนังเด็ก หนังวัยรุ่นอะไรอย่างนี้ แต่ที่บ้านจะสอนหลานให้พูดชัดตลอด แต่สำหรับการใช้ชีวิตในครอบครัว ยืนยันว่ายังให้ความสำคัญกับการสอนหลานให้พูดภาษาไทยอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะการออกเสียง ร เรือ แม้จะเป็นลูกครึ่งก็ตาม

นก สินจัย

ภาพจาก ยูทูบ WoodyWorld

เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
นก สินจัย เปิดใจเล่าชีวิตทำงาน เจอผู้กำกับเบรกเรื่องการพูด เพราะ ร เรือ ชัดเกินไป อัปเดตล่าสุด 17 ตุลาคม 2569 เวลา 10:43:37 1,827 อ่าน
TOP
x close