ในวันที่การเมืองท้องถิ่นของจังหวัดกาฬสินธุ์กำลังถูกจับตามองถึงการเปลี่ยนผ่านสู่คนรุ่นใหม่ ภาพลักษณ์ของนักการเมืองดาวรุ่งที่สร้างฐานบารมีผ่านธุรกิจไก่ชนและวงการพระเครื่องซึ่งเป็นซอฟท์พาวเวอร์ของท้องถิ่นกลับต้องสะเทือน เมื่อปรากฏข่าวการออกหมายจับ “สจ.เนย์” หรือ “ปฐนัญ จันดอน” สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์และภรรยา ในข้อหาที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ และยังมีการแถลงข่าวจากกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเมื่อเวลา 11.30 ของวันที่ 28 มกราคม เรื่องปฏิบัติการขยายผลเครือข่ายเว็บพนันภาคอีสาน เตรียมออกหมายจับนักการเมืองในเครือข่ายอีกหลายคน

ประเด็นดังกล่าวถือว่ากระทบต่อศรัทธาทางการเมืองของประชาชนในพื้นที่อย่างเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงทั้งหมดนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนของกระบวนการยุติธรรม และเจ้าตัวยังคงเป็นผู้บริสุทธิ์ตามกฎหมาย ซึ่งมีสิทธิในการพิสูจน์ตัวเองในกระบวนการยุติธรรมจนกว่าคดีจะสิ้นสุด

ทว่าในมุมของ “ความมั่นคงทางการเมือง” ข่าวคราวของวัยรุ่น 888 ในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ มหาสารคาม ขอนแก่น และร้อยเอ็ด ถือว่าเป็นกระแสมานานหลายปี หลังวิกฤติโควิด-19 สิ่งที่น่าตั้งคำถามไม่ใช่เพียงความผิดของตัวบุคคล แต่คือที่มาของเม็ดเงินมหาศาลที่ถูกนำมาใช้ขับเคลื่อนกิจกรรมทางการเมือง หากเม็ดเงินเหล่านั้น คือการใช้ทุนสีเทาเข้ามา “บิดเบือน” เจตนารมณ์ของประชาธิปไตย เพื่อสร้างฐานอำนาจคุ้มกันตนเอง หากเครือข่ายพนันใต้ดินสามารถส่งตัวแทนเข้าไปนั่งในสภาได้สำเร็จ ย่อมหมายความว่ากลไกการตรวจสอบและอำนาจหน้าที่ของผู้แทนที่ควรจะปกป้องประชาชน จะถูกใช้เป็นเพียงฉากบังหน้าเพื่อรักษาผลประโยชน์ของมาเฟียไซเบอร์

การดาหน้าเข้าสู่พรรคใหญ่ในหลายพื้นที่ของกลุ่มทุนสีเทาเหล่านี้ คือภาพสะท้อนว่าระบบคัดกรองทางการเมืองของไทยกำลังล้มเหลว และกำลังถูกแทรกซึมโดย “ทุนมืด” ที่มีความมั่นคงทางการเงินสูงกว่าภาคธุรกิจที่สุจริต หากเราปล่อยให้เจ้าของเครือข่ายพนันสามารถใช้เงินซื้ออำนาจเพื่อฟอกตัวได้เช่นนี้ ความมั่นคงของท้องถิ่นย่อมตกอยู่ในกำมือของผู้ที่พร้อมจะทำลายสังคมเพื่อแลกกับตัวเลขในบัญชี การเข้าถึงทรัพยากร และอำนาจ ท้ายที่สุด “เสียงของประชาชน” ก็จะถูกกลืนกินและใช้เป็นสะพานทอดไปสู่การนำสังคมของทุนเทาอย่างสมบูรณ์

นอกจากนี้ความน่ากลัวของเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์มองผิวเผินอาจเห็นเพียงปัญหาศีลธรรมตามกรอบค่านิยมศีล 5 ของสังคมไทย มากกว่านั้นมันคือภัยคุกคามทางเศรษฐกิจ ที่ดึงเงินออกจากระบบอย่างแยบยล เม็ดเงินหมุนเวียนหลายร้อยล้านบาทที่ควรจะหล่อเลี้ยงธุรกิจในท้องถิ่น ก่อให้เกิดการจ้างงานที่มีคุณภาพ เอื้อต่อการดำรงชีพของประชาชน เข้าสู่ระบบภาษีเพื่อหล่อเลี้ยงเมือง หรือหมุนเวียนในสถาบันการเงิน แต่เงินเหล่านี้กลับถูกถ่ายโอนไปยังเครือข่ายฟอกเงินผ่านเทคโนโลยีทางการเงินที่ซับซ้อน

รัฐคู่ขนานในคราบผู้ให้  ภาพลักษณ์ “ทุนเทา” ในสังคมท้องถิ่น

ความน่ากังวลที่สุด คือเมื่อเส้นทางการเงินนั้นวกกลับมาด้วยการถูกแปรสภาพเป็น “ทุนการเมือง” โดยจังหวัดกาฬสินธุ์เคยมีข่าวการทุ่มงบประมาณหาเสียงสูงผิดปกติถึงหัวละ 3,000 บาท อาจสะท้อนถึงความพยายามที่จะนำเงินที่ควรจะเป็นของประชาชนกลับมา “ซื้ออำนาจ” เพื่อสร้างเกราะคุ้มกันให้กับกลุ่มทุนเหล่านั้นในภายหลัง นี่คือการบิดเบือนเจตนารมณ์ของประชาธิปไตยด้วยทุนที่ได้มาจากการทำลายระบบเศรษฐกิจของภูมิภาค

ท่ามกลางกระแสการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการซื้อเสียงหัวละ 3,000 บาท สิ่งที่มักถูกลืมเลือนไปคือคำถามที่ว่า “เหตุใดเงินจำนวนนี้จึงมีอิทธิพลต่อหัวใจและคะแนนเสียงของชาวบ้านได้มากมายนัก?” คำตอบอาจไม่ใช่เพียงเพราะความโลภหรือการขาดจิตสำนึกพลเมืองอย่างที่หลายคนกล่าวโทษ แต่มันคือภาพสะท้อนความล้มเหลวของ “รัฐสวัสดิการ” ที่เข้าไม่ถึงพื้นที่รากหญ้า

ในจังหวัดที่รายได้ภาคเกษตรกรรมไม่แน่นอนและรายได้แรงงานยังอยู่ในระดับต่ำ เงิน 3,000 บาทไม่ใช่เพียงเงินรางวัล แต่มันคือ “ทางรอดระยะสั้น” สำหรับค่าเทอมลูก ค่าปุ๋ย หรือแม้แต่ค่ารักษาพยาบาลยามฉุกเฉิน หากหนึ่งครอบครัวมีสมาชิก 5 คน เงิน 3,000 บาทก็จะถูกรวมเป็นเงิน 15,000 บาท เพื่อใช้จ่ายในครอบครัว 

เมื่อรัฐไม่สามารถเป็นที่พึ่งพาที่มั่นคงได้ กลุ่มทุนเทาจึงอาศัยช่องว่างนี้สวมรอยเข้ามาเป็น “รัฐคู่ขนาน” (Parallel State) ที่ใช้เงินจากการพนันมาทำหน้าที่สงเคราะห์ชาวบ้าน แทนที่ควรจะเป็นสวัสดิการจากภาษีของประชาชนเอง

นอกจากนี้กระบวนการสร้างความยอมรับในท้องถิ่นของทุนเทาเป็นไปอย่างแยบยล พวกเขาไม่ได้แค่เดินมาให้เงินในวันเลือกตั้ง แต่ใช้ความร่ำรวยที่ได้มาโดยง่าย เข้าไปแทรกซึมในทุกกิจกรรมทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นงานบุญประเพณี การบริจาคเงินให้โรงเรียน หรือการเป็นเจ้าภาพงานศพในหมู่บ้าน การกระทำเหล่านี้สร้างสถานะผู้มีพระคุณอย่างอ้อมๆ ขึ้นในจิตใจของชาวบ้าน เมื่อถึงเวลาเลือกตั้ง เงิน 3,000 บาท จึงไม่ใช่แค่การซื้อขาย แต่มันคือการตอบแทนบุญคุณในสายตาของผู้รับ โดยเฉพาะในสังคมสูงอายุที่ให้คุณค่ากับคำสอนทางศาสนาสูงมาก

นิเวศน์ทางสังคมเช่นนี้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในระดับฐานรากอย่างน่ากลัว เพราะมันทำให้เกิดเส้นแบ่งระหว่าง “ผู้รักษากฎหมาย” กับ “ผู้ละเมิดกฎหมาย” ที่พร่าเลือน ประชาชนจะเริ่มรู้สึกว่าอาชญากรที่หยิบยื่นเศษเงินให้นั้นเป็นมิตรมากกว่ารัฐที่เก็บภาษีแต่เข้าไม่ถึงความลำบากของพวกเขา

นี่คือกลลวงที่ทุนเทาใช้เพื่อสร้างเกราะคุ้มกันจากมวลชน หากรัฐบาลต่อๆ ไปยังคงนิ่งเฉยต่อการสร้างรัฐสวัสดิการที่แข็งแรง ไม่ส่งต่อนโยบายที่เข้าถึงคุณภาพชีวิตได้อย่างยั่งยืน และปล่อยให้ท้องถิ่นตกอยู่ภายใต้การสงเคราะห์ของมาเฟียไซเบอร์ที่ฟอกตัวผ่านการเมือง เราก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าสุดท้ายแล้ว อำนาจอธิปไตยในพื้นที่เหล่านั้นจะไม่ได้เป็นของประชาชน แต่เป็นของใครก็ตามที่พร้อมจะจ่ายเงินแทนสวัสดิการหรือนโยบายที่เข้าถึงคุณภาพชีวิตที่รัฐบาลไม่สามารถให้ได้

ทุนเทากระบทต่อเศรษฐกิจ ปากท้อง และผู้คนในท้องถิ่นอย่างไร?

ส่วนหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าได้รับผลกระทบจากกลุ่มทุนเทาอย่างหนัก ก็คืการแข่งขันอย่างเสรีของภาคธุรกิจในท้องถิ่น

อยากจะเล่าถึงเรื่องนี้ว่า.. ภาพลักษณ์ความสำเร็จของนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีเบื้องหลังถูกตั้งข้อสงสัยว่าเชื่อมโยงกับเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ อาจดูเป็นความอู้ฟู่ที่น่าอิจฉาในสายตาคนนอก แต่เมื่อได้พูดคุยกับกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในจังหวัดกาฬสินธุ์ที่สร้างตัวด้วยหยาดเหงื่อและสมอง สำหรับพวกเขาแล้วกลุ่มทุนเทากลับกลายเป็น “ฝันร้าย” ที่กำลังทำลายโครงสร้างการค้าที่เป็นธรรมอย่างช้าๆ

จากการพูดคุยผู้ประกอบการรายย่อยรายหนึ่งในพื้นที่ สิ่งที่เขาสะท้อนออกมาคือความรู้สึกที่บางครั้ง “เหนื่อยจนแทบหมดแรง” เพราะมีผู้ประกอบการที่นำเงินจากธุรกิจพนันออนไลน์เปิดร้านอาหาร คาเฟ ที่มากกว่าดีมานต์ของคนในพื้นที่  พวกเขาโหยหาการแข่งขันทางการตลาดที่เสรีอย่างแท้จริง แต่ในความเป็นจริงพวกเขาต้องลงสนามแข่งกับคู่แข่งทางธุรกิจที่ไม่ได้หวัง “กำไร” แต่ทำธุรกิจเพื่อ “ฟอกเงิน”

จะเห็นได้ว่าในขณะที่ผู้ประกอบการทั่วไปต้องคำนวณต้นทุนทุกบาทกทุกสตางค์ บริหารจัดการสต็อก และพยายามรักษาฐานลูกค้าเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด แต่กลับต้องเจอกับธุรกิจสีเทาที่เปิดแข่งและสามารถทุ่มงบตกแต่งและบริการมหาศาล แต่ขายราคาตัดหน้าตลาด หรือทำโปรโมชั่นที่ไม่สมเหตุสมผล เมื่อเป้าหมายของทุนเทาไม่ใช่ผลประกอบการ แต่คือการแชร์ลูกค้าไปสร้างกิจกรรมทางการเงินเพื่อรองรับเงินสีเทาที่จะเข้ามาฟอก สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาของทุนเทาได้กัดกินแรงบันดาลใจของคนรุ่นใหม่ที่อยากใช้ชีวิตในบ้านเกิดและทำให้เกิดผู้ประกอบการในจังหวัดที่จะเข้ามาอยู่ในระบบเศรษฐกิจบนดิน จ่ายค่าแรงที่เป็นธรรม พร้อมจ่ายภาษีรายได้ของท้องถิ่นน้อยลงเรื่อยๆ 

นอกจากนี้ผู้ประกอบการยังเจอปัญหาภาคแรงงานยิบย่อย รายหนึ่งเล่าว่า ตั้งแต่ทำร้านมาเปลี่ยนพนักงานมาแล้วหลายคน และร้านต้องแบกรับความเสี่ยงจากพนักงานที่ติดกับดักพนันออนไลน์ มีพนักงานที่ติดพนันงอมแงม นำไปสู่การหยิบยืมเงินจนเสียงาน หรือหนักที่สุดคือการโกงเงินร้าน เพื่อไปต่อทุนในหน้าจอมือถือ

สภาวะเช่นนี้ทำให้ต้นทุนในการบริหารคนสูงขึ้นอย่างมหาศาล ความเชื่อใจ (Trust) ซึ่งเป็นรากฐานของธุรกิจท้องถิ่นล่มสลายลง เจ้าของร้านต้องอยู่อย่างหวาดระแวงว่าเงินในลิ้นชักจะถูกขโมยออกไปเมื่อไหร่

นอกจากเม็ดเงินที่หายไป ปัญหาที่ลึกซึ้งกว่านั้นคือ “ความเปราะบางของทรัพยากรมนุษย์” ผลกระทบต่อเนื่องจากช่วงโควิด-19 ที่ทำให้ระบบการศึกษาอ่อนแอลง ถูกซ้ำเติมด้วยการเกิดขึ้นของ “งานสายเทา” ในท้องถิ่น

การทำงานให้เว็บพนันกลายเป็นอาชีพที่ดึงดูดแรงงานรุ่นใหม่ เพราะมัน “ง่ายและได้เงินไว” ไม่ต้องใช้ทักษะ (Skill) อะไรมากกว่าการรับรายการหวย แจ้งโอน และส่งยอด สบายกว่าการทำงานในร้านค้า ธุรกิจขนาดเล็กในท้องถิ่น ทัศนคติ “งานสบาย รายได้ดี” นี้ได้กลายเป็นสิ่งกัดกินคุณภาพแรงงานในจังหวัดไปทีละน้อย เมื่อแรงงานขาดความอดทนและขาดการพัฒนาทักษะวิชาชีพ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาวของท้องถิ่นย่อมตกอยู่ในความเสี่ยง

หรือแม้แต่ภาคแรงงานที่ทำงานอย่างมีคุณภาพก็ได้รับผลกระทบจากปัญหานี้

ครั้งหนึ่งผู้เขียนได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนกับเพื่อนนักดนตรีที่เล่นดนตรีในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม  เขาสะท้อนภาพความเป็นจริงที่ย้อนแย้งว่า แม้ในพื้นที่จะมีร้านอาหารยามเย็นและสถานบันเทิงผุดขึ้นราวดอกเห็ด แต่นั่นกลับไม่ได้หมายถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนทำงานดนตรีเลย

สิ่งที่เหล่านักดนตรีต้องเผชิญ คือความไม่เป็นมืออาชีพในการบริหารงานของกลุ่มเจ้าของธุรกิจหน้าใหม่ที่เขาเรียกว่า “เจ๊วัยรุ่นทุนเทา” เขาเจอนายจ้างที่ไร้ซึ่งวุฒิภาวะทางอารมณ์ และขาดทักษะในการบริหารจัดการอย่างสิ้นเชิง สำหรับคนกลุ่มนี้ ศิลปะการแสดงดนตรีสดหรือ Folk Songs ไม่ใช่ศิลปะที่ช่วยสร้างบรรยากาศหรือความสุนทรีย์ แต่เป็นเพียงแรงงานประดับร้านที่พวกเขาพร้อมจะกดขี่และด้อยค่า เมื่อไม่พอใจก็เลิกจ้าง

ในขณะที่นักดนตรีอาชีพนั้นมีต้นทุนที่สูงมาก ทั้งการสั่งสมทักษะฝีมือ และราคาอุปกรณ์เครื่องดนตรีที่ต้องลงทุนด้วยเงินตัวเอง แต่กลับต้องถูกกดค่าแรงจากเจ้าของร้านที่มองไม่เห็นคุณค่าเหล่านี้ พวกเขาถูกปฏิบัติอย่างไร้เกียรติ หลายครั้งต้องเผชิญกับอารมณ์เกรี้ยวกราดและการตัดสินใจที่เอาแต่ใจของเจ้าของร้านที่ร่ำรวยจากทางลัด ทำให้คนทำงานอาชีพนี้รู้สึกหมดหวังและมองไม่เห็นอนาคตในบ้านเกิด ที่สุดแล้วต้องย้ายถิ่นไปหางานในเมืองอื่น

ผลกระทบที่ตามมาจากความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจเหล่านี้สุดท้ายแล้วกลายเป็นภาวะ “สมองไหลในระดับท้องถิ่น” แรงงานที่มีฝีมือและมีคุณภาพต่างพากันถอดใจและต้องย้ายไปหางานในพื้นที่อื่นที่ไกลบ้านมากขึ้น คนที่มีความสามารถและมีทุนไม่อยากพัฒนาธุรกิจหรือแข่งขันในบ้านตัวเอง  

บทบาทของพรรคการเมือง ต้องคัดกรองผู้สมัครอย่างเข้มงวด 

บรรยากาศที่เกิดขึ้นในเมืองเล็กๆ ที่อุดมไปด้วยวัยรุ่นทุนเทา ได้ลดทอนคุณภาพชีวิต ความสร้างสรรค์ และความใฝ่ฝันของผู้คน มันคือผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมของนิเวศน์ทางสังคมที่บิดเบี้ยว ซึ่งหากเราปล่อยให้ต้นตอของทุนเหล่านี้ฟอกตัวผ่านกระบวนการเลือกตั้งให้พวกเขาได้เข้าไปอยู่ในอำนาจรัฐ ความบิดเบี้ยวนี้จะถูกทำให้เป็นเรื่องปกติและกลายเป็นระบบที่กัดกินเราอย่างถาวร

นี่คือเหตุผลว่าทำไมเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่คดีอาชญากรรมบุคคล 

ฉะนั้นพรรคการเมืองไทยจะต้องท้าทายบทพิสูจน์ครั้งสำคัญถึง “ความรับผิดชอบและบรรทัดฐานจริยธรรมของพรรคการเมือง” แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่า บุคคลเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ต้องการเครือข่ายทางอำนาจ และพวกเขามักจะเข้าหาพรรคการเมืองที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ให้ตัวเองได้มีช่องทางในการเข้าถึงอำนาจไวที่สุด 

ความน่ากลัวของปรากฏการณ์นี้ คือ พรรคการเมืองใหญ่อาจตกเป็นเป้าหมายของการแทรกซึมของทุนเทาโดยไม่รู้ตัว และยังอาจเป็นความพลั้งเผลอจากการมองเพียงตัวเลขคะแนนเสียงในระยะสั้น เพราะกลุ่มทุนสีเทามักใช้ยุทธศาสตร์การเข้าหาพรรคการเมืองที่มีโอกาสเป็นรัฐบาลหรือมีบารมีในพื้นที่ เพื่ออาศัยชื่อเสียงของพรรคเป็นเกราะคุ้มกันและอาศัยเก้าอี้อำนาจเป็นพื้นที่ฟอกตัวให้ดูขาวสะอาด

เพราะสำหรับกลุ่มทุนเทาแล้ว การก้าวเข้าสู่พรรคใหญ่ได้มันคือการลงทุนที่คุ้มค่า เพื่อพวกเขาจะได้ความคุ้มครองจากการสังกัดพรรคการเมืองใหญ่สร้างความเกรงใจในระดับพื้ที่ ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐในระดับปฏิบัติการทำงานยากขึ้น ทั้งยังได้ชื่อเสียงและความน่าเกรงขามจากคนในท้องถิ่น 

ทั้งการสร้างโปรไฟล์ใหม่ จาก “เจ้าของเว็บพนัน” เปลี่ยนเป็น “ผู้สมัคร สจ.”, “ผู้สมัคร สส.” หรือผู้สมัครการเมืองท้องถิ่น ภาพเหล่านี้ช่วยลบเลือนที่มาอันมืดเทาของพวกเขาให้สว่างได้ 

และในที่สุดแล้ว พวกเขาจะสามารถเข้าถึงการกำหนดนโยบายของท้องถิ่นไปจนถึงระดับประเทศ โดยมีส่วนร่วมในการชี้นำหรือขัดขวางนโยบายที่เป็นคุณและเป็นโทษสำหรับพวกพ้องของพวกเขาเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้เอื้อประโยชน์และผูกขาดอำนาจในการจัดการเศรษฐกิจและทรัพยากรให้เข้าถึงชีวิตผู้คนได้ยากขึ้น 

นี่จึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายที่สุดสำหรับพรรคการเมืองไทย เพราะการคัดกรองแบบ “ตรวจสอบประวัติอาชญากรรม” ไม่ปรากฎอยู่ในฐานข้อมูล และพรรคการเมืองยังมุ่งเน้นที่จะคัดตัวผู้สมัครโดยเพียงแค่ “ใครมีฐานเสียง” หรือ “ใครมีกระสุน” (เงินทุน) โดยหลงลืมไปว่าการรับเอาบุคคลที่มีเบื้องหลังคลุมเครือเข้ามาอยู่ในสังกัด คือการทำลายระบบตรวจสอบคัดกรอง (Vetting Process) ที่พรรคการเมืองควรทำหน้าที่เป็นด่านแรกเพื่อให้ประชาชนได้มีตัวแทนที่ดีที่สุดในด่านต่อไป 

พรรคการเมืองจึงไม่อาจอ้างเพียงว่า “ไม่พบประวัติอาชญากรรมในระบบ” ในขณะที่คนในพื้นที่สัมผัสถึงความผิดปกติของที่มาแห่งทรัพย์สินได้ทั่วทั้งจังหวัด

หากพรรคการเมืองยังคงมองข้าม “สัญญาณเตือนภัย” เหล่านี้ เพียงเพื่อหวังชนะการเลือกตั้งในเขตนั้นๆ พรรคการเมืองย่อมต้องรับผิดชอบต่อความล่มสลายของระบบเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่นด้วย เพราะเท่ากับว่าพรรคกำลังมอบ “เกราะป้องกัน” และ “ความชอบธรรม” ให้กับทุนเทาใช้เป็นสะพานขึ้นสู่การตัดสินใจเชิงนโยบาย ซึ่งจะกลับมากดทับคนตัวเล็กตัวน้อยในพื้นที่ต่อไปอย่างไม่จบสิ้น

image_pdfimage_print

Author

คเณศณัฏฐ์ สิมลาโคตร
เติบโตจากสายเลือดที่หลากชาติพันธุ์และเรื่องเล่าที่ไม่เคยถูกรวมศูนย์
สนใจสิทธิมนุษยชน พรมแดน และเสียงของผู้คนที่ถูกทำให้ล่องหน
เชื่อว่า การเขียนคือการกลับไปแตะรากของตัวตนและรื้อฟื้นความหมายของ “การมีชีวิตอยู่”