อุรคาซอรัส กาฬสินธุ์เอนซิส (Uragasaurus kalasinensis) เป็นไดโนเสาร์ตัวที่ 15 ของประเทศไทย เพิ่งค้นพบและวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports เครือ Nature เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมานี้เอง
เป็นการเปิดตัวไดโนเสาร์ตัวใหม่ หลังจากเมื่อไม่นานมานี้เจ้ายักษ์ใหญ่ นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส ก็ถูกเปิดตัวแบบช็อกโลกมาแล้ว
The Isaan Record จึงอยากพาผู้อ่านย้อนกลับไปสำรวจการค้นพบของนักบรรณชีวินที่เริ่มต้นจากการศึกษาชั้นหินและร่องรอยของสิ่งมีชีวิตในอดีต ณ แหล่งซากดึกดำบรรพ์ภูน้อย จังหวัดกาฬสินธุ์ ก่อนจะพัฒนาไปสู่องค์ความรู้ด้านธรณีวิทยาและบรรพชีวินวิทยา จนสามารถไขปริศนาของโลกยุคดึกดำบรรพ์ และนำไปสู่การค้นพบไดโนเสาร์ชนิดใหม่ของโลกอย่าง ‘อุรคาซอรัส กาฬสินธุ์เอนซิส’
กำเนิดที่ราบสูงโคราช
ที่ราบสูงโคราช หรือ แอ่งโคราช ในปัจจุบันครอบคลุมพื้นที่บริเวณตอนกลางและตอนล่างของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย มีเขตพื้นที่ครอบคลุมหลายจังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ชัยภูมิ มหาสารคาม ขอนแก่น ร้อยเอ็ด ยโสธร อุบลราชธานี บุรีรัมย์ สุรินทร์ และกาฬสินธุ์
จากรายงานเรื่อง นาคาไททัน พญานาคแห่งชัยภูมิ ไดโนเสาร์ตัวล่าสุดของโลก บอกว่า ในยุคไทรแอสซิก เกิดการชนกันของเปลือกโลกที่ราบสูงโคราช ทำให้เกิดแอ่งสกลนครและแอ่งโคราช ผลผลิตในดิน คือ ผลึกเกลือและแร่โปแตชจำนวนมหาศาล
นับจากไทรแอสซิกถึงครีเทเชียส (มหายุคมีโซโซอิก) วันเวลาที่ผันผ่านทำให้เกิดหมวดหินต่างๆ ที่จะมีความสำคัญในลำดับถัดมา คือ การห่อหุ้มร่างไดโนเสาร์ กลายมาเป็นหลักฐานทางชีววิทยาอายุหลายล้านปีให้คนพบและศึกษาร่องรอยในอดีต
จากการศึกษาวิจัยพบว่า ซากดึกดำบรรพ์ที่ค้นพบในพื้นที่ ได้แก่ หอยน้ำจืด พืช ฟันสัตว์เลื้อยคลาน และกระดูกสัตว์ซึ่งพบว่า มีอายุอยู่ในช่วงระหว่าง ยุคจูแรสซิก (Jurassic) และยุคครีเทเชียส (Cretaceous)
ซากสิ่งมีชีวิตโบราณเหล่านี้ถูกสตัฟพ์ไว้ในกลุ่มหินโคราช สามารถจำแนกลำดับชั้นหินแบ่งออกเป็นอายุเก่าที่สุดถึงใหม่ที่สุด 5 ลำดับ ได้แก่
1.หมวดหินภูกระดึง มีอายุประมาณ 150 ล้านปี อยู่ในช่วง ยุคจูแรสซิกตอนปลาย (หมวดหินที่ค้นพบอุรคาซอรัส)
2.หมวดหินพระวิหาร มีอายุประมาณ 140 ล้านปี อยู่ในช่วง ยุคครีเทเชียสตอนต้น
3.หมวดหินเสาขัว มีอายุประมาณ 120 ล้านปี อยู่ในช่วง ยุคครีเทเชียสตอนต้น
4.หมวดหินภูพาน มีอายุประมาณ 120 ล้านปี อยู่ในช่วง ยุคครีเทเชียสตอนต้น
5.หมวดหินโคกกรวด มีอายุประมาณ 110 ล้านปี อยู่ในช่วง ยุคครีเทเชียสตอนต้น (หมวดหินที่ค้นพบนาคาไททัน)
หากเทียบกันระหว่างไดโนเสาร์ตัวล่าสุดของโลกและไดโนเสาร์นาคาไททัน นับว่า อุรคาซอรัส เป็นสายพันธุ์ที่เก่าแก่กว่ามาก เพราะอยู่ในชั้นหินที่เก่าที่สุด สิ่งนี้เป็นดัชนีที่บอกว่า หมวดหินทั่วภาคอีสาน โดยเฉพาะในพื้นที่ภูน้อย ภูเวียง ชัยภูมิและที่อื่นๆ มีความเป็นไปได้ว่า หากเราใช้ชีวิตประจำวันในวันธรรมดาๆ อาจจะมีโอกาสสะดุดกับก้อนหินที่ภายหลังอาจพบว่า มันคือ กระดูกของไดโนเสาร์
กาฬสินธุ์เมื่อ 150 ล้านปีก่อน
ราว 150 ล้านปีก่อน ในช่วงปลายยุคจูแรสสิกต่อเนื่องเข้าสู่ยุคครีเทเชียส พื้นที่ภาคอีสานเคยเป็นหนึ่งในถิ่นอาศัยสำคัญของไดโนเสาร์ โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ที่ยังคงเก็บรักษาหลักฐานของสิ่งมีชีวิตในอดีตไว้ภายในชั้นหินและซากดึกดำบรรพ์
ภูมิประเทศของภาคอีสานช่วงนั้นเกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาอีกคร้้ง เมื่อแผ่นอนุทวีปอินโดไชน่า ซึ่งเป็นพื้นฐานของภาคอีสานในปัจจุบัน เคลื่อนที่เข้าชนกับแผ่นอนุทวีปฉานไทย (Shan-Thai Terrane) ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทยในปัจจุบัน การเคลื่อนตัวดังกล่าวส่งผลให้ภูมิประเทศเกิดการยกตัวและเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
ช่วงเวลานั้น พื้นที่ด้านตะวันตกของประเทศไทยยังเป็นทะเล ขณะที่ผืนแผ่นดินอีสานค่อยๆ ยกตัวขึ้นจากมหาสมุทร กลายเป็นพื้นที่ป่าและระบบนิเวศบนบกที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของสัตว์ดึกดำบรรพ์ อีกทั้งยังมีตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่เชื่อมต่อกับพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศจีน ส่งผลให้ไดโนเสาร์หลายกลุ่มที่ค้นพบในภาคอีสานมีความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการกับไดโนเสาร์ที่พบในจีน โดยเฉพาะกลุ่มไดโนเสาร์ซอโรพอดจากช่วงปลายยุคจูแรสสิก
ภูน้อยกับหลักฐานชีวิตในอดีต
พื้นที่ภูน้อย จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นภูเขาหินตะกอนในหมวดหินภูกระดึง มีอายุชั้นหินประมาณ 150 ล้านปี พื้นที่ดังกล่าวซ่อนตัวอยู่ระหว่างแนวเทือกเขาภูพานในตำบลดินจี่ อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์
เรื่องราวของพื้นที่แห่งนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2551 เมื่อทองหล่อ นาคำจันทร์ ชาวบ้านในพื้นที่พบเห็นก้อนหินลักษณะแปลกตา จึงได้นำไปแจ้งต่อทางอำเภอ ก้อนหินดังกล่าวถูกส่งต่อไปยังพิพิธภัณฑ์สิริธรเพื่อตรวจสอบ จากก้อนหินแปลกตานำไปสู่การค้นพบชิ้นส่วนกระดูกไดโนเสาร์ ทีมสำรวจจากพิพิธภัณฑ์สิรินธรและกรมทรัพยากรธรณีเริ่มเข้าขุดค้นอย่างเป็นระบบ พื้นที่ดังกล่าวจึงกลายเป็นแหล่งขุดค้นซากดึกดำบรรพ์ตั้งแต่นั้นมา
ปัจจุบันแหล่งขุดค้น ซากดึกดำบรรพ์ภูน้อยให้ผลผลิตซากดึกดำบรรพ์แล้วมากกว่า 5,000 ชิ้น ตั้งแต่ฟันขนาดเพียงไม่กี่มิลลิเมตร ไปจนถึงกระดูกขนาดใหญ่ยาวเกือบ 2 เมตร โดยขุดลึกลงไปในชั้นดินเกือบ 5 เมตร แม้กระทั่งไดโนเสาร์ตัวที่ 13 ของประเทศไทยอย่างมินิโมเคอร์เซอร์ ภูน้อยเอนซิส (Minimocursor phunoiensis) ก็ถูกค้นพบที่ภูน้อย
แหล่งขุดค้นซากดึกดำบรรพ์ภูน้อยนับเป็นแหล่งฟอสซิลยุคจูแรสสิกที่มีความหลากหลายและสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบในประเทศไทย

การค้นพบฟอสซิลไม่ได้เกิดขึ้นได้ในทุกพื้นที่เสมอไป ดร.ศิตะ มานิตกุล นักวิจัยปฏิบัติการ ศูนย์วิจัยและการศึกษาบรรพชีวินวิทยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม อธิบายว่า การที่ฟอสซิลจะปรากฏให้พบได้นั้นเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม เช่น ฝน ลม ดินถล่ม เป็น สิ่งเหล่านี้อาจทำให้สิ่งที่เคยถูกฝังอยู่ใต้ดินโผล่ขึ้นมาได้ หรือแม้แต่การทำเกษตร ขุดดิน หาของป่า ก็มีโอกาสเปิดเผยฟอสซิลที่ซ่อนด้วยเช่นกัน
“การที่ภาคอีสานมีโอกาสพบฟอสซิสมากกว่าภูมิภาคอื่น เพราะชั้นหินในพื้นที่ส่วนใหญ่สะสมตัวอยู่ในมหายุคมีโซโซอิก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไดโนเสาร์มีชีวิตอยู่” ดร.ศิตะ กล่าว
นอกจากปัจจัยทางธรณีวิทยา การค้นพบฟอสซิลยังอาศัยบทบาทของประชาชนทั่วไปด้วย ดร.ศิตะ อธิบายต่อว่า ในทางวิทยาศาสตร์ บุคคลเหล่านี้เรียกว่า นักวิทยาศาสตร์พลเมือง (Citizen Scientist) หมายถึง ประชาชนที่มีส่วนร่วมในกระบวนการวิจัย ตั้งแต่การค้นพบเบาะแสเบื้องต้น ไปจนถึงการสนับสนุนงานวิจัยหลังการค้นพบ
“กรณีนาคาไททันนั้น ภรรยาพ่อถนอมที่เป็นผู้ค้นพบ ทำหน้าที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวและบอกเล่าเรื่องราวการค้นพบ ส่วนที่ภูน้อยเอง ก็มีชาวบ้าน อดีตชาวนา หรือคนที่เคยทำงานใช้แรงงานที่กรุงเทพฯ ปัจจุบันกลายเป็นกำลังสำคัญในการดูแลแหล่งขุดค้นร่วมกับกรมทรัพยากรธรณี” เขาเล่า
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ได้โดยเริ่มต้นจากการใช้ชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็นการเข้าป่าเก็บผัก ทำสวน ทำนา หรือเดินสำรวจพื้นที่รอบตัว เพราะเพียงแค่การสังเกตและตั้งคำถาม ก็สามารถนำไปสู่การค้นพบกระดูกไดโนเสาร์ชนิดใหม่ได้

เบาะแสจากกระดูกสันหลังสู่ไดโนเสาร์ตัวที่ 15
ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้บรรยายลักษณะไดโนเสาร์ชนิดใหม่ในชื่อ Uragasaurus kalasinensis ชื่อสกุล ‘อุรค’มาจากคำสันสกฤตที่แปลว่า ‘งู’ หรือ ‘อสรพิษ’ สื่อถึงช่วงคอที่ยาวเป็นเอกลักษณ์ของไดโนเสาร์ตระกูลนี้ เมื่อนำมารวมกับคำว่า ซอรัส (Saurus) อันมีรากคำศัพท์มาจากภาษากรีกมีความหมายว่า กิ้งก่า หรือ สัตว์เลื้อยคลาน จึงอาจแปลชื่อเจ้าคอยาวนี้ได้ว่า กิ้งก่างู หรือ กิ้งก่าคอยาว นั่นเอง ส่วนชื่อชนิดกาฬสินธุ์เอนซิส ตั้งตามจังหวัดกาฬสินธุ์ ไดโนเสาร์ชนิดนี้จัดอยู่ในกลุ่มมาเมนชิซอริด กลุ่มไดโนเสาร์ซอโรพอดคอยาว คนละกลุ่มกับนีโอซอโรพอดที่พบมากในภูมิภาคเอเชียตะวันออกอย่างประเทศจีน ซึ่งความหลากหลายทางสายพันธ์ุนอกเหนือจากพื้นที่ดังกล่าวก็ไม่ได้มีบันทึกไว้มากนัก
การขุดค้นซากดึกดำบรรพ์ที่แหล่งซากดึกดำบรรพ์ภูน้อย ตำบลดินจี่ อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธ์ุ ตั้งแต่ปี 2551 ในช่วงแรกที่พบฟอสซิล หน่วยงานหลักที่เข้ามาดูแลคือกรมทรัพยากรธรณี ผ่านทางพิพิธภัณฑ์สิรินธร จังหวัดกาฬสินธุ์
ดร.ศิตะ อธิบายเพิ่มเติมว่า บทบาทของศูนย์วิจัยและการศึกษาบรรพชีวินวิทยาที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ทำงานร่วมกับพื้นที่มาอย่างยาวนาน จนถึงตอนที่มีการค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดพันธุ์ใหม่ของโลกจากแหล่งนี้รวม 8 ชนิด ล้วนเป็นผลงานวิจัยร่วมกันระหว่างสองหน่วยงาน รวมถึงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและนักวิจัยต่างประเทศ
“ฟอสซิลชิ้นสำคัญที่เป็นข่าวนี้ เป็นชิ้นส่วนกระดูกสันหลัง ถูกบันทึกในผังกระดูกไว้ตั้งแต่ปี 2555 โดยผู้ศึกษาหลักคือนิสิตปริญญาเอกหลักสูตรบรรพชีวินวิทยา ที่เข้าเรียนตั้งแต่ปี 2561 และใช้เวลาตั้งแต่ปี 2561-2569 ในการทำวิทยานิพนธ์ชิ้นนี้โดยเฉพาะ” เขากล่าว

กุญแจสำคัญของการค้นพบ
‘กระดูกสันหลังส่วนลำตัว’ กุญแจชิ้นสำคัญของการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ การที่จะยืนยันไดโนเสาร์ชนิดใหม่ได้นั้นมีกระบวนการตรวจสอบหลายขั้นตอน เพราะกระดูกเพียงชิ้นเดียวมีลักษณะเฉพาะนับสิบอย่าง
“สำหรับอุรคาซอรัส ผู้ศึกษาเลือกที่จะใช้กระดูกเพียงชิ้นเดียวในการวิเคราะห์ ขั้นตอนต่างๆ จึงมีความละเอียดซับซ้อนขึ้นมาอีก ต้องเปรียบเทียบแต่ละส่วน เช่น สันกระดูกมีความคล้ายหรือแตกต่างจากไดโนเสาร์ชนิดขึ้น”
นอกจากนี้ ยังต้องอาศัยข้อมูลจากเอกสารและการวิจัยที่มาก่อนหน้าในการอ้างอิง เทคโนโลยี CT Scan ก็เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่มีบทบาทในการตรวจสอบกระดูกไดโนเสาร์ชนิดนี้่ เนื่องจากบางโครงสร้างและร่องรอยไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ผลที่พบคือโครงสร้างภายในกระดูกมีลักษณะคล้ายรวงผึ้ง (Camellate Internal Structure) เป็นลักษณะเฉพาะของกลุ่มไดโนเสาร์คอยาวในยุคจูราสสิค เมื่อตรวจสอบเทียบเคียงกับกระดูกไดโนเสาร์ชนิดอื่นๆ ผลออกมาว่า ไม่ซ้ำกับชนิดใดที่เคยตั้งชื่อไว้ จึงสามารถสรุปได้ว่าเป็นไดโนเสาร์สกุลใหม่ ชนิดใหม่ของโลก
ถ้าอีสานมี HUB การเรียนรู้บรรพชีวิน
แหล่งฟอสซิลสำคัญของภาคอีสานกระจายตัวอยู่หลายจังหวัด ทั้งภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ภูกุ้มข้าวและภูน้อย จังหวัดกาฬสินธุ์ บ้านพนังเสื่อ จังหวัดชัยภูมิคำถามที่น่าขบคิดคือ หากมีการรวมองค์ความรู้และทรัพยากรเหล่านี้เข้าเป็น HUB การเรียนรู้เรื่องฟอสซิลระดับภูมิภาค จะส่งผลอย่างไรบ้าง
“เรามีการทำงานร่วมกันในลักษณะ HUB อยู่แล้ว เพียงแต่หลายแห่งยังไม่เป็นที่รู้จักมากพอ” ดร.ศิตะ ให้ความเห็น
หลายพื้นที่มีการทำงานเชื่อมโยงกันในลักษณะเครือข่าย ทั้งพิพิธภัณฑ์ภูเวียง จังหวัดขอนแก่น พิพิธภัณฑ์สิรินธร จังหวัดกาฬสินธุ์ รวมถึงแหล่งเรียนรู้ขนาดเล็กอื่นๆ นอกจากแหล่งฟอสซิลแล้ว ภาคอีสานยังมีศักยภาพจากแนวคิด อุทยานธรณี (Geopark) โมเดลการพัฒนาที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล หลายจังหวัด เช่น กาฬสินธุ์ ขอนแก่น อุบลราชธานี และชัยภูมิ กำลังพัฒนาพื้นที่ในแนวทางนี้ รวมถึงการเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยว

ขาดงบประมาณก็ขาดความรู้ใหม่
นอกจากนี้เขายังกล่าวถึงอุปสรรคในการทำงานว่า แต่ข้อจำกัดสำคัญนั่นคือ ‘งบประมาณ’ และ ‘ระบบคมนาคม’
“หลายครั้งเราใช้งบประมาณก้อนใหญ่เพื่อสร้างพิพิธภัณฑ์หรือแหล่งเรียนรู้ แต่ไม่ได้คิดต่อว่า จะดูแลอย่างไรในอีก 5 หรือ 10 ปีข้างหน้า” เขาเล่าอย่างกังวล
ดร.ศิตะ อธิบายชี้ให้เห็น เมื่อไม่มีแผนเรื่องการบำรุงรักษาในระยะยาว ทั้งเรื่องบุคลากรที่ต้องจ้างมาดูแลแหล่งเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง สุดท้ายแหล่งเรียนรู้หลายแห่งจึงกลายเป็นเพียงซากอารยธรรมที่ถูกทำผ่านงบช่วงแรกแล้วจบไป
ความต่อเนื่องของการสนับสนุนด้านงบประมาณจึงยังเป็นข้อจำกัดสำคัญในการพัฒนาต่อยอดเครือข่าย HUB การเรียนรู้บรรพชีวินรวมถึงพิพิธภัณฑ์
ในส่วนของระบบคมนาคม เส้นทางต่างๆ ดร.ศิตะ กล่าวว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทางยังคงกระจุกตัวอยู่แค่ในเมืองใหญ่ แม้แต่ในกรุงเทพฯ แหล่งเรียนรู้อย่างองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) จ.ปทุมธานี ก็ยังไม่มีระบบขนส่งสาธารณะที่เข้าถึงง่าย
เมืองที่ไม่มีเส้นทางเอื้อต่อการเดินทาง หรือขนส่งที่เข้าถึงได้ง่าย ก็ไม่ต่างจากกำแพงกั้นทำให้คนไม่อยากก้าวออกจากบ้านเดินทางไปหาประสบการณ์และองค์ความรู้ใหม่ๆ
“ถ้าพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ของเรามีมากพอ กระจายอยู่ในพื้นที่ที่เดินทางสะดวก มีระบบขนส่งสาธารณะรองรับ ก็น่าจะช่วยกระตุ้นทั้งการท่องเที่ยว การศึกษา และมุมมองด้านวิทยาศาสตร์ของผู้คนได้มากขึ้น”
รายการเอกสารอ้างอิง
- Nilpanapan, A., Manitkoon, S., Suteethorn, V., & Lauprasert, K. (2026). A new mamenchisaurid sauropod from the Lower Phu Kradung Formation, Upper Jurassic of northeastern Thailand. Scientific Reports, 16, 21205
- พิพิธภัณฑ์สิรินธร กรมทรัพยากรธรณี. (2022). คู่มือนักเล่าเรื่องภูน้อยหุบเขาไดโนเสาร์ไทย
- ศูนย์วิจัยและการศึกษาบรรพชีวินวิทยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม PRC MSU

