วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพที่ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ของสังคมไทย ข้อเสนอจาก คุณศุภจีสุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่เตรียมผลักดัน “โครงการข้าวแกง 40 บาท” โดยตั้งเป้านำร่องร่วมกับร้านค้าในเครือข่ายร้านธงฟ้าและโครงการไทยช่วยไทยพลัสกว่า 1 แสนร้านค้า พร้อมมาตรการอุดหนุนค่าวัตถุดิบแก่ผู้ประกอบการ ถือเป็นความพยายามของรัฐบาลในการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของประชาชน
ทว่า แทนที่โครงการนี้จะถูกถกเถียงในเชิง “มาตรการทางเศรษฐกิจ” กลับกลายเป็นว่ามันถูกลากเข้าสู่ “สมรภูมิการเมือง” อย่างเต็มรูปแบบ การวิพากษ์วิจารณ์จากนักการเมืองฝ่ายค้านที่เหน็บแนมด้วยวาทกรรมว่า “40 บาทแพงไป” หรือการดาหน้าออกมาถล่มของเหล่านักวิชาการและอินฟลูเอนเซอร์ในฝั่งตรงข้ามรัฐบาล โดยอ้างเรื่องการแทรกแซงกลไกตลาด สะท้อนให้เห็นถึงอาการ “ป่วย” ของบรรยากาศทางความคิดในสังคมไทย ที่มักเอา “ฝักฝ่าย” เป็นตัวตั้งมากกว่า “ประโยชน์ของชาติ”
หากเราลองถอดแว่นตาการเมืองออก แล้วพิจารณาด้วยเหตุและผล จะพบว่าข้อกังวลเหล่านั้นค่อนข้างห่างไกลจากความเป็นจริงของโครงการมากนัก เพราะโครงการไม่ใช่เป็นการใช้อำนาจทางกฎหมายบังคับ แต่เป็นการใช้มาตรการจูงใจ ร้านค้าที่ไม่ประสงค์จะเข้าร่วมหรือร้านที่ขายราคาต่ำกว่าอยู่แล้ว ก็สามารถดำเนินกิจการตามปกติได้ ส่วนร้านที่ขายแพงกว่าเพราะกลุ่มเป้าหมายมีกำลังซื้อ ก็ไม่มีใครไปห้าม
ในความเป็นจริง ร้านข้าวแกงราคาประหยัดที่หาซื้อได้ง่ายมีจำกัด การมีโครงการนี้จะช่วยสร้างทางเลือกให้ผู้บริโภคเข้าถึงอาหารในราคาที่กำหนดได้กว้างขวางขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่
ที่ค่าครองชีพสูงในเมือง
ข้ออ้างเรื่องการทำลายกลไกตลาดดูจะเป็นการเลือกปฏิบัติในคำนิยาม เพราะหากตรรกะนี้เป็นจริง รัฐก็ไม่ควรเข้าไปอุดหนุนราคาพืชผลทางการเกษตรหรือมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ ที่รัฐทำมาโดยตลอด การสนับสนุนนี้ไม่ใช่การทำลายตลาด แต่เป็นการชดเชยเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถตรึงราคาสินค้าไว้ได้ภายใต้สถานการณ์ที่ต้นทุนผันผวน
แน่นอนว่าโครงการนี้ย่อมมีช่องโหว่ ทั้งในด้านหลักเกณฑ์การคัดเลือกร้านค้า การตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและการควบคุมคุณภาพอาหาร ซึ่งนี่คือจุดที่สังคม นักวิชาการ และสื่อมวลชนควรเข้ามา “ช่วยกันตรวจสอบและเสนอแนะ” เพื่อให้โครงการนี้สำเร็จและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน มากกว่าการมุ่งเน้นเพื่อสร้างกระแสโจมตีให้โครงการล่มไปตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
กรณี “ข้าวแกง 40 บาท” คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า สังคมไทยยังคงติดหล่มอยู่กับการเมืองแบบฟาดฟัน ที่ทุกเรื่องสามารถกลายเป็นเครื่องมือในการทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามได้เสมอ วิธีคิดแบบแบ่งขั้วเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะขัดขวางการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน แต่ยังกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาประเทศในระยะยาว
หากเราเปลี่ยนพลังในการด่าทอมาเป็นการร่วมกันตรวจสอบเชิงสร้างสรรค์ และมองโครงการเหล่านี้ด้วยเลนส์ของผลประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง ประเทศไทยย่อมมีโอกาสก้าวไปข้างหน้าได้เร็วกว่าการจมปลักอยู่กับเกมการเมืองที่ไร้จุดจบเช่นนี้

กทม.เดินหน้าแผนปฏิบัติการแห่งชาติ สู้ภูมิอากาศบิดเบี้ยว มุ่งแก้ปัญหาทุกมิติเพื่อความยั่งยืน
จัดทัพสีกากีระอุ! ผบ.ตร.สั่งลั่นระฆังโยกย้าย เปิดบัญชี เหมาะ-ไม่เหมาะ เรียงแถวฝีมือ ชิงเก้าอี้นายพลปี 69
สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าบราซิล 25% อ้างการค้าไม่เป็นธรรม
หนุ่ม 30+ โอด! โปรไฟล์แน่น-จบ ป.โท แต่ชวดงาน เพราะ 'เกรด ป.ตรี' ฝากเตือน Gen Z ตั้งใจเรียน
อวสานขูดรีด! ลอรี่ เผย ก.พลังงาน รื้อนิยามใหม่ ไฟห้องเช่า-บ้านไร้ทะเบียน ต้องถูกลง

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี