รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ในการพบหารือของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วย นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม นายเอกนัฏ พร้อมพันธ์ รมว.พลังงาน นายพัฒนา นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข กับคณะผู้บริหารและสมาชิกสภาธุรกิจสหภาพยุโรปอาเซียน (EU-ABC) และสมาคมการค้ายูโรเปียนเพื่อธุรกิจและการพาณิชย์ (EABC) รัฐบาลได้ใช้เวทีดังกล่าวให้ข้อมูลเกี่ยวกับทิศทางพลังงานสะอาด อุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่อยู่ในความสนใจของนักลงทุนยุโรป
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า สถานการณ์โลกขณะนี้ยังมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานผันผวนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง รัฐบาลจึงต้องสร้างความยืดหยุ่นด้านพลังงาน หรือ Energy Resilience ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน พร้อมเปลี่ยนผ่านประเทศไทยให้มีการใช้พลังงานสะอาดเพิ่มมากขึ้น
ทั้งนี้ รัฐบาลกำลังปรับบทบาทจากการเป็นเพียงผู้กำกับดูแล ไปสู่การเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการเปิดทางให้ภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือนมีทางเลือกในการผลิตหรือจัดหาไฟฟ้าสะอาดมากขึ้น ผ่านเทคโนโลยีที่มีต้นทุนคุ้มค่าและตอบโจทย์ Net Zero
นายเอกนัฏ กล่าวว่า ความคืบหน้าสำคัญคือมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 15 ก.ค. ที่ผ่านมาที่ได้เห็นชอบการเปิดกว้างข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง หรือ Direct Power Purchase Agreement หรือ DPPA จากเดิมที่หารือเฉพาะกลุ่ม Data Center 2,000 เมกะวัตต์ ให้ครอบคลุมทุกภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้พลังงานสะอาด
นโยบายดังกล่าวเป็นสัญญาณสำคัญต่อนักลงทุนยุโรป เพราะไฟฟ้าสะอาดไม่ใช่เพียงต้นทุนพลังงาน แต่เป็นเงื่อนไขของห่วงโซ่อุปทานยุคใหม่ โดยเฉพาะบริษัทที่ต้องดำเนินธุรกิจตามมาตรฐาน ESG และเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ทั้งนี้ ภายใน 2 เดือน กระทรวงพลังงานจะออกแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP ฉบับใหม่ ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบพลังงานไทย โดยรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคง ความยั่งยืน และต้นทุนราคาพลังงานที่ต้องแข่งขันได้ในเชิงธุรกิจ
ทางด้านนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับ BCG, ESG และเป้าหมาย Net Zero ปี 2050 ซึ่งเป็นทิศทางที่ภาคอุตสาหกรรมไทยต้องเดินไปพร้อมกับโลก โดยขณะนี้หลายอุตสาหกรรมเริ่มปรับตัวสู่การใช้พลังงานสะอาดและการผลิตที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว
นอกจากนี้ รัฐบาลยังกำลังเร่งปรับปรุงและยกเลิกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจกว่า 7,000 ฉบับ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่คล่องตัว พร้อมย้ำว่า ไทยมีนิคมอุตสาหกรรมกว่า 80 แห่งใน 18 จังหวัด ที่พร้อมรองรับการลงทุนใหม่จากยุโรป ทั้งด้านเงินทุน เทคโนโลยี และการยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้แข็งแกร่งและมีความยั่งยืน
ทั้งนี้ ระหว่างการพบหารือ ผู้แทนภาคธุรกิจยุโรปเสนอความร่วมมือกับรัฐบาลไทยในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ทั้งยานยนต์คาร์บอนต่ำ โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานในโรงงานและอาคาร นวัตกรรมสุขภาพ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ การเงิน ประกัน และระบบรองรับสังคมสูงวัย สะท้อนว่าไทยถูกมองเป็นฐานอุตสาหกรรมอนาคต ไม่ใช่เพียงฐานผลิตต้นทุนต่ำ
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน