เครื่องวัดน้ำตาลในเลือด คืออะไร
เครื่องวัดน้ำตาลในเลือด คืออุปกรณ์ที่ช่วยตรวจวัดระดับน้ำตาลได้ด้วยตัวเองที่บ้าน โดยแบบที่พบได้ทั่วไปจะใช้เลือดจากปลายนิ้วเพียงเล็กน้อย หยดลงบนแผ่นตรวจ (Test Strip) จากนั้นตัวเครื่องจะประมวลผลและแสดงค่าระดับน้ำตาลภายในไม่กี่วินาที ส่วนอีกประเภทคือ เครื่องวัดน้ำตาลแบบเซ็นเซอร์ (CGM) ที่ไม่ต้องเจาะเลือดทุกครั้ง แต่ใช้เซ็นเซอร์ติดบนผิวหนังเพื่อตรวจวัดระดับกลูโคสในของเหลวระหว่างเซลล์ ทำให้สามารถติดตามแนวโน้มระดับน้ำตาลได้ตลอดวัน
เครื่องวัดน้ำตาลมีกี่ประเภท ต่างกันอย่างไร
1. เครื่องวัดน้ำตาลแบบเจาะเลือดปลายนิ้ว (Blood Glucose Meter : BGM)
- ราคาเครื่องค่อนข้างเข้าถึงได้ และมีหลายรุ่นให้เลือก
- ใช้งานไม่ซับซ้อน เหมาะสำหรับตรวจระดับน้ำตาลที่บ้าน
- วัดระดับกลูโคสจากเลือดโดยตรง จึงมักให้ค่าที่ใกล้เคียงระดับน้ำตาลในเลือด ณ เวลาที่ตรวจ
- ตัวเครื่องมีอายุการใช้งานหลายปี หากดูแลรักษาอย่างเหมาะสม
- แผ่นตรวจและเข็มเจาะหาซื้อได้ง่าย
- ต้องเจาะปลายนิ้วทุกครั้งที่ตรวจ จึงอาจรู้สึกเจ็บหรือไม่สะดวกสำหรับผู้ที่ต้องตรวจบ่อย
- ไม่สามารถติดตามระดับน้ำตาลได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน
- ต้องซื้อแผ่นตรวจและเข็มเจาะใหม่เป็นประจำ เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ใช้แล้วทิ้ง
2. เครื่องวัดน้ำตาลแบบเซ็นเซอร์ (Continuous Glucose Monitor : CGM)
- ไม่ต้องเจาะเลือดทุกครั้งที่ต้องการตรวจ
- สามารถติดตามแนวโน้มระดับน้ำตาลได้ต่อเนื่องตลอดวัน
- บางรุ่นแสดงผลแบบเรียลไทม์ และมีระบบแจ้งเตือนเมื่อระดับน้ำตาลสูงหรือต่ำกว่าที่กำหนด
- ช่วยลดจำนวนครั้งในการเจาะปลายนิ้วในคนที่ต้องตรวจระดับน้ำตาลบ่อย
- ราคาสูงกว่าเครื่องวัดน้ำตาลแบบเจาะเลือด
- ต้องเปลี่ยนเซ็นเซอร์ตามระยะเวลาที่ผู้ผลิตกำหนด เช่น ทุก 7-15 วัน และบางระบบอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับอุปกรณ์อื่น
- ต้องติดเซ็นเซอร์ไว้บนผิวหนังตลอดเวลา ซึ่งในบางคนอาจรู้สึกไม่สบายตัวหรือเกิดการระคายเคืองผิวหนัง
- เนื่องจากเป็นการวัดระดับกลูโคสในของเหลวระหว่างเซลล์ จึงอาจแตกต่างจากค่าระดับน้ำตาลในเลือด โดยเฉพาะในช่วงที่ระดับน้ำตาลเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และค่าที่แสดงอาจล่าช้ากว่าระดับน้ำตาลในเลือดจริงประมาณ 5-15 นาที ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลและแต่ละรุ่นของอุปกรณ์
เครื่องวัดน้ำตาล CGM แม่นยำหรือไม่
วิธีเลือกซื้อเครื่องวัดน้ำตาลในเลือด
เลือกประเภทของเครื่องให้เหมาะกับการใช้งาน
- เครื่องวัดน้ำตาลแบบเจาะเลือด (Blood Glucose Meter : BGM) : เหมาะสำหรับคนที่ต้องการตรวจระดับน้ำตาลเป็นครั้งคราว หรือวันละ 1-2 ครั้ง ใช้งานง่าย ราคาเครื่องไม่สูง และมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นไม่มาก
- เครื่องวัดน้ำตาลแบบเซ็นเซอร์ (Continuous Glucose Monitor : CGM) : เหมาะสำหรับคนที่ต้องติดตามระดับน้ำตาลอย่างต่อเนื่อง คนที่ต้องฉีดอินซูลินหลายครั้งต่อวัน หรือคนที่ไม่สะดวกเจาะเลือดบ่อย แม้จะมีราคาสูงกว่า แต่สามารถติดตามแนวโน้มระดับน้ำตาลได้ตลอดทั้งวัน
เลือกเครื่องที่ผ่านมาตรฐานและได้รับการรับรอง
เครื่องวัดน้ำตาลในเลือดจัดเป็นเครื่องมือแพทย์ จึงควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และหากผ่านมาตรฐานสากล เช่น ISO หรือ CE ก็จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัยในการใช้งาน
เลือกเครื่องที่ใช้งานง่าย
ควรเลือกเครื่องที่มีหน้าจอแสดงผลชัดเจน ตัวเลขขนาดใหญ่ อ่านง่าย โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีปัญหาด้านสายตา รวมถึงมีปุ่มกดที่ใช้งานสะดวก ไม่ซับซ้อน
เลือกเครื่องที่ใช้เลือดปริมาณน้อย
สำหรับเครื่องวัดน้ำตาลแบบเจาะเลือด ควรเลือกรุ่นที่ใช้เลือดไม่เกินประมาณ 1 ไมโครลิตร (µL) เพื่อช่วยลดความเจ็บจากการเจาะปลายนิ้ว และทำให้ตรวจได้สะดวกยิ่งขึ้น
พิจารณาฟังก์ชันเสริม
เครื่องวัดน้ำตาลรุ่นใหม่มักมีฟังก์ชันที่ช่วยให้ใช้งานสะดวกขึ้น เช่น
- ตั้งโหมดตรวจระดับน้ำตาลก่อนหรือหลังรับประทานอาหาร
- ตั้งเวลาแจ้งเตือนให้ตรวจระดับน้ำตาล
- บันทึกผลตรวจย้อนหลังและแสดงค่าเฉลี่ย
- แจ้งเตือนเมื่อระดับน้ำตาลสูงหรือต่ำกว่าที่กำหนด
- เชื่อมต่อสมาร์ตโฟนผ่าน Bluetooth เพื่อบันทึกและติดตามแนวโน้มระดับน้ำตาล
- ปิดเครื่องอัตโนมัติเมื่อไม่ได้ใช้งาน
- ระบบดีดแผ่นตรวจอัตโนมัติ ช่วยลดการสัมผัสแผ่นตรวจโดยตรง
- แจ้งเตือนความเสี่ยงภาวะคีโตน (Ketone) ในบางรุ่น
คำนึงถึงค่าใช้จ่ายในระยะยาว
นอกจากราคาตัวเครื่องแล้ว ควรพิจารณาค่าใช้จ่ายของอุปกรณ์สิ้นเปลืองด้วย
- เครื่องวัดน้ำตาลแบบเจาะเลือด : ต้องซื้อแผ่นตรวจและเข็มเจาะอย่างต่อเนื่อง จึงควรเปรียบเทียบราคา ความคุ้มค่า และความสะดวกในการหาซื้อ
- เครื่องวัดน้ำตาลแบบเซ็นเซอร์ : ต้องเปลี่ยนเซ็นเซอร์ตามระยะเวลาที่ผู้ผลิตกำหนด ซึ่งส่วนใหญ่ใช้งานได้ประมาณ 10-15 วัน นอกจากนี้ บางรุ่นแยกเซ็นเซอร์กับตัวส่งสัญญาณ (Transmitter) ออกจากกัน ขณะที่บางรุ่นรวมทั้งสองส่วนไว้ในอุปกรณ์ชิ้นเดียว ทำให้ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนอุปกรณ์แตกต่างกัน
ตรวจสอบรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ หากซื้อให้เด็กหรือสตรีมีครรภ์
หากซื้อให้เด็กหรือสตรีมีครรภ์ ควรตรวจสอบว่าเครื่องรองรับช่วงค่าฮีมาโตคริต (HCT) ที่กว้างเพียงพอหรือไม่ เพราะค่าฮีมาโตคริต ซึ่งเป็นสัดส่วนของเม็ดเลือดแดงในเลือด อาจแตกต่างจากผู้ใหญ่ทั่วไปในบางช่วงวัยหรือบางภาวะ ถ้าเครื่องรองรับช่วง HCT ได้กว้าง ก็จะช่วยลดโอกาสที่ผลตรวจจะคลาดเคลื่อนได้
เลือกยี่ห้อที่มีบริการหลังการขาย
ควรเลือกแบรนด์ที่มีตัวแทนจำหน่ายหรือศูนย์บริการในประเทศไทย มีการรับประกันสินค้า และสามารถติดต่อขอคำแนะนำหรือส่งซ่อมได้ หากเกิดปัญหาระหว่างการใช้งาน
เลือกซื้อจากร้านค้าที่เชื่อถือได้
ควรเลือกซื้อจากร้านขายยา ร้านจำหน่ายอุปกรณ์ทางการแพทย์ ร้านค้าอย่างเป็นทางการของแบรนด์ (Official Store) หรือผู้แทนจำหน่ายที่ได้รับการแต่งตั้ง เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการได้รับสินค้าปลอมหรือสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน
เครื่องวัดน้ำตาลในเลือด ยี่ห้อไหนดี ปี 2026
1. เครื่องวัดน้ำตาลในเลือด Sinocare Safe AQ Max III Extra
ภาพจาก : Sinocare.Thailand
2. เครื่องวัดน้ำตาลในเลือด Bluedot B-GM161 BT
ภาพจาก : Lifebox Official Store
3. เครื่องวัดน้ำตาลในเลือด ACCU CHEK INSTANT METER
ภาพจาก : SAVE DRUG OFFICIAL STORE
4. เครื่องวัดน้ำตาลในเลือด Rossmax HS200
ภาพจาก : Rossmax Thailand
5. เครื่องวัดน้ำตาลในเลือด ASSURE G-425-3
ภาพจาก : assure-medicare.com
6. เครื่องวัดน้ำตาลในเลือด ALLWELL GLUCOSURE AUTOCODE
ภาพจาก : Allwell Official Shop
7. เครื่องวัดน้ำตาลในเลือด SMD Dreisam CGM D1 Pro
ภาพจาก : Avarin Running
8. เครื่องวัดน้ำตาลในเลือด YUWELL Anytime CT3
ภาพจาก : Yuwell Thailand Store
ค่าน้ำตาลในเลือดปกติควรอยู่ที่เท่าไร
การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังงดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง สามารถแบ่งผลได้เป็น 3 ระดับ ดังนี้
- ระดับน้ำตาลปกติ : 70-100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
- ภาวะเสี่ยงเบาหวาน (ภาวะก่อนเบาหวาน) : 100-125 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
- ภาวะเบาหวาน : ตั้งแต่ 126 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป
ตรวจน้ำตาลเวลาไหนดี
หากใช้เครื่องวัดน้ำตาลปลายนิ้วที่บ้าน แนะนำให้เลือกช่วงเวลาตรวจดังนี้
- ก่อนอาหารเช้า (ตอนตื่นนอน) : เป็นค่าที่สะท้อนน้ำตาลขณะอดอาหาร (Fasting) ใกล้เคียงกับการตรวจที่โรงพยาบาล โดยควรตรวจก่อนแปรงฟัน ก่อนดื่มน้ำหรือรับประทานอาหาร
- ก่อนมื้ออาหารหลัก (เช้า กลางวัน เย็น) : ช่วยดูแนวโน้มน้ำตาลก่อนเริ่มมื้ออาหารแต่ละมื้อ เหมาะสำหรับคนที่ต้องปรับยาหรืออินซูลินตามค่าน้ำตาล
- หลังอาหาร 1-2 ชั่วโมง : นับเวลาจากมื้อแรกที่เริ่มรับประทาน ใช้ดูว่าร่างกายจัดการน้ำตาลหลังอาหารได้ดีแค่ไหน
- ก่อนนอน : ช่วยเช็กว่าน้ำตาลอยู่ในระดับปลอดภัยก่อนเข้านอน โดยเฉพาะผู้ที่ฉีดอินซูลิน เพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลต่ำตอนกลางคืน
เทคนิคการตรวจน้ำตาลให้แม่นยำ
ม้จะใช้เครื่องวัดน้ำตาลรุ่นเดียวกัน แต่หากตรวจไม่ถูกวิธี ก็อาจส่งผลให้ค่าที่ได้เพี้ยนไปจากความเป็นจริง ดังนั้น ควรปฏิบัติตามนี้ก่อนตรวจวัดน้ำตาลในเลือด
- เช็กแผ่นตรวจทุกครั้ง โดยตรวจสอบวันหมดอายุก่อนใช้งานเสมอ และเก็บแผ่นตรวจไว้ในที่แห้ง ไม่โดนแดดหรือความชื้นสูง
- ล้างมือด้วยน้ำสบู่และเช็ดให้แห้งก่อนเจาะ ไม่ควรเจาะทันทีหลังเช็ดแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์ที่ยังไม่แห้งสนิทอาจผสมกับหยดเลือดและทำให้ค่าคลาดเคลื่อนได้
- ใช้เข็มใหม่แกะกล่องตามคำแนะนำของผู้ผลิตทุกครั้ง เพื่อความสะอาดและช่วยลดความเจ็บขณะเจาะ
- ควรเจาะบริเวณด้านข้างปลายนิ้วจะเจ็บน้อยกว่าตรงกลาง
- ไม่ควรบีบเค้นปลายนิ้วแรงเกินไป เพราะน้ำในเนื้อเยื่ออาจปนออกมาผสมกับเลือด ทำให้ค่าน้ำตาลที่ได้ต่ำกว่าความเป็นจริง
- หมุนเวียนเปลี่ยนนิ้วหรือตำแหน่งเจาะไปเรื่อย ๆ เพื่อป้องกันผิวหนังด้านหนาหรือเกิดพังผืด
- ควรตรวจในเวลาใกล้เคียงกันของทุกวัน เพื่อให้สามารถนำผลมาเปรียบเทียบและติดตามแนวโน้มได้อย่างแม่นยำ
- จดบันทึกค่าที่ตรวจได้พร้อมเวลาและมื้ออาหาร เพื่อนำไปให้แพทย์ประเมินการรักษาในการนัดครั้งถัดไป
ข้อควรรู้และข้อควรระวังก่อนใช้งาน
- อ่านคำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์ พร้อมปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิตทุกครั้งก่อนใช้งาน
- เครื่องวัดน้ำตาลในเลือดเป็นอุปกรณ์สำหรับติดตามระดับน้ำตาล ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยโรค หรือใช้ปรับยาและการรักษาด้วยตนเองได้ ผู้ป่วยเบาหวานควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
- เครื่องวัดน้ำตาลแต่ละรุ่นอาจมีค่าความคลาดเคลื่อนที่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน จึงอาจได้ผลแตกต่างจากการตรวจในห้องปฏิบัติการเล็กน้อย
- หากผลตรวจไม่สอดคล้องกับอาการ หรือสงสัยว่าผลตรวจผิดปกติ ควรตรวจซ้ำ และปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์
- ไม่ควรใช้ปากกาเจาะเลือด เข็มเจาะ หรือเซ็นเซอร์ (ในกรณีเครื่องวัดน้ำตาลแบบ CGM) ร่วมกับผู้อื่น เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ
- ควรเปลี่ยนเข็มเจาะ แผ่นตรวจ หรือเซ็นเซอร์ตามระยะเวลาที่ผู้ผลิตกำหนด และเก็บรักษาอุปกรณ์ให้ถูกวิธี
- หากตรวจพบระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 70 มก./ดล. หรือสูงกว่า 250-300 มก./ดล. ร่วมกับมีอาการผิดปกติ เช่น เหงื่อออกมาก มือสั่น ใจสั่น เวียนศีรษะ ซึม สับสน หรือหมดสติ ควรรีบพบแพทย์ทันที
บทความที่เกี่ยวข้องกับน้ำตาลในเลือด
- น้ำตาลในเลือดสูง อาการเป็นยังไง สัญญาณเตือนแบบไหนเริ่มเสี่ยงเบาหวาน
- หมอแนะวิธี 7 ลดน้ำตาลลงแบบไม่ทรมาน แค่ปรับวิธีใช้ชีวิตง่าย ๆ แต่เห็นผลใน 14 วัน
- เปิด 7 ข้อ ทำยังไงดีเมื่อน้ำตาลพุ่ง 100-125 ยังไม่เป็นเบาหวาน แต่ก็เสี่ยงมาก
- 14 วิธีลดน้ำตาลในเลือด ควบคุมเบาหวานให้อยู่หมัด
- เปิด 5 ข้อวิธีการคุมน้ำตาลไม่ให้พุ่ง แต่ก็อิ่มท้องไม่ต้องอด ทำได้ยังไง






