Gaslighting คืออะไร เช็กสัญญาณว่าเรากำลังเจอคนแบบนี้ปั่นหัวอยู่หรือเปล่า รู้ทันก่อนโดนหลอกให้สงสัยตัวเอง
เคยไหม... ที่คุยกับใครบางคนแล้วกลับมานั่งตั้งคำถามกับตัวเองว่า "เอ๊ะ ! เราคิดมากไปเองหรือเปล่า หรือเราจำผิดจริง ๆ" หรือหนักที่สุดคือ "เรากำลังบ้าไปเองใช่ไหม ?" หากเจอความรู้สึกแบบนี้บ่อย ๆ กับคนคนเดิม ไม่แน่ว่าเราอาจกำลังตกเป็นเหยื่อของสิ่งที่เรียกว่า
Gaslighting พฤติกรรมบงการทางจิตวิทยาที่แนบเนียนและอันตรายต่อ
สุขภาพจิตในระยะยาวอยู่ก็เป็นได้ วันนี้ชวนมาหาคำตอบกันว่า
Gaslighting คืออะไรกันแน่
Gaslighting คืออะไร
ทำไมถึงทำร้ายจิตใจเราได้
Gaslighting คือรูปแบบหนึ่งของการปั่นหัวและบงการจิตวิทยา (Psychological Manipulation) โดยผู้กระทำจะพยายามบิดเบือนความจริง ปฏิเสธเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หรือลดทอนความรู้สึกของอีกฝ่าย เพื่อให้อีกฝ่ายเริ่มสูญเสียความมั่นใจ ลังเลในความคิดและความทรงจำของตัวเอง และสุดท้ายต้องยอมพึ่งพาหรือเชื่อฟังผู้กระทำแต่เพียงผู้เดียว ทำให้สามารถครอบงำและควบคุมความคิดอีกฝ่ายได้ง่ายขึ้น
โดยคำว่า Gaslighting มาจากละครเวทีเรื่อง "Gas Light" เมื่อปี 1938 และภาพยนตร์เรื่อง “Gaslight” ในปี 1944 ที่ตัวร้ายในเรื่องแอบหรี่ไฟแก๊สในบ้านลงทีละนิด แต่พอภรรยาทักว่าไฟมันสลัวลง เขาก็ยืนกรานว่า "ไม่มีอะไรเปลี่ยนเลย เธอคิดไปเองหรือเปล่า" จนสุดท้ายเธอเริ่มไม่มั่นใจในสายตาตัวเอง
สัญญาณเตือนว่าเรากำลังถูก Gaslighting
ลองสังเกตดูว่า คนใกล้ตัวมีพฤติกรรมหรือพูดประโยคเหล่านี้ใส่เราบ่อย ๆ หรือไม่ เพราะนี่คือพฤติกรรมของ Gaslighting
ปฏิเสธความจริงอย่างสิ้นเชิง
แม้เราจะจำได้แม่นยำหรือมีหลักฐานชัดเจน แต่เขากลับยืนยันคำเดิมว่า "ไม่เคยพูด" หรือ "เข้าใจผิดไปเองแล้ว" “ความจำไม่ดีเหรอ” จนทำให้เราเริ่มลังเลและสับสนในความทรงจำของตัวเอง
ลดทอนความรู้สึกให้ดูไร้สาระ
ทุกครั้งที่เราเสียใจหรือขัดใจ เขามักจะตีตราว่าเราดราม่าด้วยคำว่า "คิดมากไปเองหรือเปล่า" หรือ "เซนซิทีฟเกินไปไหม" “บ้าไปแล้วเหรอ” จนเราเริ่มรู้สึกว่าอารมณ์ของเราไม่มีความหมาย
พลิกเรื่องราวให้เรากลายเป็นคนผิด
ต่อให้เขาเป็นฝ่ายทำผิด แต่สุดท้ายเรากลับต้องเป็นฝ่ายรู้สึกผิดเสียเอง ด้วยประโยคเบนความผิดอย่าง "ที่ฉันต้องทำแบบนี้ ก็เพราะเธอนั่นแหละ"
อ้างคนอื่นมาซ้ำเติม
ใช้บุคคลที่สามมาสนับสนุนความคิดตัวเองเพื่อเพิ่มน้ำหนัก เช่น "คนอื่นเขาก็เห็นเหมือนกันว่าเธอแปลก" ทั้งที่ความจริงอาจไม่มีใครพูดแบบนั้นเลย
พูดหวานสลับทำร้ายจิตใจ
บางวันกดเราจนจมดิน แต่วันต่อมากลับเข้ามาชมหรือทำดีด้วยอย่างกะทันหัน ทำให้เราสับสนจนแยกไม่ออกว่าเขาหวังดีหรือแค่อยากควบคุมเรากันแน่
ตบหัวแล้วลูบหลัง
ชอบพูดจารุนแรงหรือแซวแรง ๆ พอเราไม่พอใจก็รีบปัดว่า "ล้อเล่นนิดเดียวเอง ทำไมต้องจริงจัง" เพื่อโยนว่าเราเป็นคนไม่มีเหตุผล
ทำให้เราต้องเอ่ยปากขอโทษตลอดเวลา
เมื่อโดนปั่นหัวสะสมเป็นเวลานาน เราจะเริ่มสูญเสียความมั่นใจ คอยระแวงระวังตัวตลอดเวลา จนติดนิสัยเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอโทษก่อน ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด
Gaslighting เกิดจากอะไร
ทำไมบางคนมีนิสัยแบบนี้
หลายคนอาจสงสัยว่าคนที่ชอบทำแบบนี้มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า จริง ๆ แล้วก็ไม่แน่เสมอไป แต่ก็มีการศึกษาหลายชิ้นพบว่าคนที่มีลักษณะหลงตัวเอง (narcissistic traits) หรือเข้าเกณฑ์โรคบุคลิกภาพแบบหลงตัวเอง (Narcissistic Personality Disorder - NPD) มักมีแนวโน้มใช้ Gaslighting เป็นเครื่องมือควบคุมคนอื่น
นั่นเพราะคนกลุ่มนี้มักมีความต้องการชื่นชมสูง เชื่อว่าตัวเองพิเศษกว่าคนอื่น และขาดความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่เอื้อให้เกิดพฤติกรรมบิดเบือนความจริงเพื่อรักษาอำนาจเหนือคู่สนทนาได้ง่าย แต่สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจให้ชัดคือ ไม่ใช่ทุกคนที่ทำ Gaslighting จะเป็น NPD และไม่ใช่ทุกคนที่มี NPD จะทำ Gaslighting ทั้งสองอย่างนี้เป็นเพียงพฤติกรรมที่มักพบร่วมกันได้
นอกจากนี้ Gaslighting ยังไม่จำเป็นต้องเกิดจากความผิดปกติทางจิตเวชเสมอไป บางคนอาจทำโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ เพราะเรียนรู้พฤติกรรมนี้มาจากสภาพแวดล้อมที่เติบโตมา หรือใช้เป็นกลไกป้องกันตัวเองเวลารู้สึกผิดหรือเสียเปรียบในสถานการณ์นั้น ๆ พูดง่าย ๆ ก็คือ ใครก็สามารถมีพฤติกรรม Gaslighting ได้ แม้ไม่ได้เป็นโรคทางจิตเวช
Gaslighting อันตรายต่อสุขภาพจิตอย่างไร ?
การตกอยู่ภายใต้สภาวะ Gaslighting เป็นเวลานาน ไม่ใช่แค่เรื่องความขัดแย้งในความสัมพันธ์ แต่มันคือภัยเงียบที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบประสาท จิตใจ และอารมณ์ของเราอย่างลึกซึ้ง
กัดกร่อนความมั่นใจ จนไม่กล้าตัดสินใจอะไรเอง (Self-Doubt)
ความน่ากลัวของ Gaslighting คือเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่สะสมไปเรื่อย ๆ จนรู้ตัวอีกทีเราก็สูญเสียความเชื่อมั่นในตัวเอง กลายเป็นคนไม่กล้าตัดสินใจเรื่องใด ๆ ในชีวิต และต้องคอยพึ่งพาหรือถามความเห็นจากเขาอยู่ตลอดเวลา
เสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า โดดเดี่ยว และหมดไฟ
เราจะเริ่มปิดปากเงียบ ไม่กล้าเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนหรือคนรอบข้างฟัง เพราะถูกปั่นหัวให้เชื่อว่า "ไม่มีใครเข้าใจเราดีเท่าเขาอีกแล้ว" การต้องเผชิญกับภาวะตึงเครียดและสับสนเรื้อรังเช่นนี้ จะกระตุ้นให้ร่างกายฮอร์โมนความเครียดสูงขึ้น จนเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้าและภาวะหมดไฟ
สูญเสียตัวตนและความเคารพในตัวเอง
พฤติกรรมนี้จะค่อย ๆ กลืนกินตัวตนของเรา จนเรารู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ไม่มีดี และติดนิสัยต้องคอยเอ่ยปากขอโทษอีกฝ่ายอยู่เสมอ ทั้งที่ตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิดเลย
ถ้าโดน Gaslighting ต้องทำอย่างไร ?
หากเริ่มรู้สึกว่ากำลังตกอยู่ในวงจร Gaslighting ไม่ต้องรอให้สภาวะจิตใจแย่ลง การตั้งหลักและกอบกู้ความมั่นใจของตัวเองคืนมาด้วยวิธีเหล่านี้ จะช่วยให้เรามองเห็นความจริงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
1. บันทึกเหตุการณ์ไว้เป็นหลักฐาน
ลองเขียนบันทึก วัน เวลา รายละเอียดบทสนทนา หรือข้อความที่เกิดขึ้นไว้ทันที หรือใช้วิธีถ่ายภาพหรือบันทึกเสียงสนทนาเก็บไว้ด้วย การมีข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงจะช่วยป้องกันไม่ให้เราสับสนในเวลาอีกฝ่ายพยายามปฏิเสธว่า "ไม่เคยเกิดขึ้น" หรือ "คิดไปเอง" เพื่อเตือนสติว่าความทรงจำของเราไม่ได้ผิดปกติ
2. เชื่อมั่นในสัญชาตญาณและความรู้สึกตัวเอง
ถ้ารู้สึกอึดอัดแปลก ๆ หรือรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ให้เลือกเชื่อความรู้สึกของตัวเองก่อนเสมอ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีเหตุผลรองรับร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือรอการยอมรับจากอีกฝ่าย
3. คุยกับคนที่ไว้ใจได้
เมื่อเราอยู่ในวงจร Toxic นานเกินไป เราอาจจะมองภาพไม่ชัด การระบายให้เพื่อนสนิทหรือคนในครอบครัวฟัง จะช่วยให้เราได้มุมมองจากคนนอกที่มองเข้ามาอย่างเป็นกลาง และช่วยดึงเราออกจากวังวนนั้นได้
4. สร้างขอบเขตที่ชัดเจนและปฏิเสธที่จะเล่นตามเกม
จำไว้ว่าเราไม่จำเป็นต้องชนะการถกเถียง หรือพยายามพิสูจน์ความจริงกับคนที่ตั้งใจจะไม่ยอมรับตั้งแต่แรก เมื่อเริ่มมีการปั่นหัว ให้หยุดการปะทะด้วยประโยคสั้น ๆ เช่น "ฉันจำเหตุการณ์ได้แบบนี้ และจะไม่ถกเถียงเรื่องนี้ต่อ" แล้วเดินออกจากบทสนทนานั้นทันที
5. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
สุดท้ายแล้วหากความสัมพันธ์นี้เริ่มกระทบต่อสุขภาพจิตอย่างชัดเจน การพูดคุยกับนักจิตวิทยาหรือนักจิตบำบัดจะช่วยให้เรามีพื้นที่ปลอดภัยในการทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น และหาทางออกที่เหมาะกับตัวเอง
สรุปแล้ว Gaslighting ก็คือการทำร้ายจิตใจทางอารมณ์ในรูปแบบของการทำให้เราสับสน สงสัยในตัวเอง และสูญเสียความเชื่อมั่นไปทีละนิด จนต้องยอมให้เขากลายเป็นฝ่ายถูกอยู่เสมอ แม้จะไม่ใช่การทำร้ายที่เห็นบาดแผลทางกาย แต่บาดแผลทางใจที่เกิดขึ้นนั้นลึกซึ้งและกัดเซาะชีวิตไม่แพ้ความรุนแรงรูปแบบอื่น
หัวใจสำคัญที่สุดในการก้าวออกจากวงจรนี้ คือการกลับมาเชื่อมั่นในความรู้สึกและความทรงจำของตัวเอง พร้อมทั้งเตือนตัวเองไว้เสมอว่า เราทุกคนสมควรได้รับความสัมพันธ์ที่ให้เกียรติ เคารพความจริง และรับฟังความรู้สึกซึ่งกันและกัน ไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่คอยกดให้เราต้องตั้งคำถามกับคุณค่าของตัวเองอยู่ตลอดเวลา
บทความที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิต