โดยระบุว่า วันนี้หลายคนน่าจะเห็นข่าวจากรัสเซียแล้วตกใจ เพราะมีทั้งคำว่า "กาฬโรค" "ห้องแล็บ" "เสียชีวิต" และ "กักตัวเกือบ 200 คน" พอเอาคำเหล่านี้มารวมกันมันฟังดูน่ากลัวมาก
แต่ก่อนที่จะคิดไปถึงขั้นว่า Black Death กำลังจะกลับมา หรือกำลังจะมีโรคระบาดใหญ่ครั้งใหม่เหมือน โควิด19 หมออยากให้ทุกคนรู้ข้อเท็จจริง 20 ข้อนี้ก่อน
1. ข่าวที่รัสเซียเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ?
มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่หญิงวัย 28 ปีของสถาบันวิจัยต่อต้านกาฬโรคในเขต Irkutsk ประเทศรัสเซีย ป่วยด้วยปอดอักเสบรุนแรงและเสียชีวิต มีการติดตามผู้สัมผัสเกือบ 200 คน
แต่ ณ ตอนนี้ทางการรัสเซียยังไม่ได้ยืนยันว่าเธอเสียชีวิตจากกาฬโรค และระบุสาเหตุว่าเป็น "ปอดอักเสบที่ยังไม่ทราบสาเหตุ"
2. แล้วข่าวที่บอกว่า "เชื้อหลุดจากแล็บ" ล่ะ ?
มีรายงานและข่าวลือว่าอาจเกิดอุบัติเหตุระหว่างทำงานในห้องปฏิบัติการ เช่น หลอดทดลองแตกและอาจมีการสัมผัสเชื้อ แต่ข้อมูลส่วนนี้ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ
ดังนั้น ตอนนี้อย่าเพิ่งแชร์ต่อว่า "กาฬโรคหลุดจากแล็บแล้ว" เพราะคำว่า "สงสัย" กับ "ยืนยันแล้ว" มีความหมายต่างกันมาก
3. กาฬโรคคือโรคอะไร ?
กาฬโรค หรือ Plague เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรียชื่อ Yersinia pestis ไม่ใช่ไวรัส และไม่ใช่เชื้อโรคชนิดใหม่ มนุษย์รู้จักโรคนี้มาหลายร้อยปีแล้ว
ปัจจุบันเรารู้ทั้งตัวเชื้อ วิธีตรวจ วิธีควบคุมการระบาด และที่สำคัญคือ มียาปฏิชีวนะสำหรับรักษา
4. แล้ว Black Death ที่เราเคยเรียนคือโรคเดียวกันไหม ?
ใช่ เชื้อชนิดเดียวกันนี้เกี่ยวข้องกับการระบาดครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะ Black Death ในคริสต์ศตวรรษที่ 14 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนจำนวนมหาศาล
แต่ต้องเข้าใจว่าในยุคนั้นยังไม่รู้จักแบคทีเรีย ไม่มียาปฏิชีวนะ ไม่มีห้องแล็บสมัยใหม่ และระบบควบคุมโรคแตกต่างจากปัจจุบันอย่างมาก
5. แล้วกาฬโรคหายไปจากโลกแล้วหรือยัง ?
ยังไม่หาย ทุกวันนี้ยังพบกาฬโรคตามธรรมชาติในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กและหมัดในหลายพื้นที่ของโลก
WHO รายงานว่า ช่วงปี 2562-2568 ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่รายงานอยู่ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและมาดากัสการ์ ดังนั้น การพบกาฬโรคในยุคปัจจุบันไม่ได้แปลว่าโลกกำลังมีโรคใหม่
6. เชื้อกาฬโรคอยู่ที่ไหนตามธรรมชาติ ?
แหล่งรังโรคสำคัญคือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก โดยเฉพาะสัตว์ฟันแทะ และมี "หมัด" เป็นตัวกลางสำคัญ หมัดไปกัดสัตว์ที่มีเชื้อแล้วมากัดคน เชื้อก็สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ นี่เป็นหนึ่งในเส้นทางการติดกาฬโรคที่พบได้บ่อยที่สุด
7. คนติดกาฬโรคได้อย่างไร ?
หลัก ๆ มี 3 ทาง
- ถูกหมัดที่มีเชื้อกัด
- สัมผัสสัตว์ เนื้อเยื่อ หรือสารคัดหลั่งที่มีเชื้อโดยไม่มีการป้องกัน
- สูดละอองจากผู้ป่วยที่เป็นกาฬโรคชนิดปอด
ดังนั้น ไม่ใช่ว่าเดินผ่านคนที่เป็นกาฬโรคทุกชนิดแล้วจะติดทันที
8. กาฬโรคจริง ๆ แล้วมีกี่แบบ ?
ทางการแพทย์แบ่งรูปแบบสำคัญเป็น 3 แบบ
- Bubonic plague เชื้อเข้าต่อมน้ำเหลือง
- Septicemic plague เชื้อเข้าสู่กระแสเลือด
- Pneumonic plague เชื้อเข้าสู่ปอด
ชนิดที่เรากังวลเรื่องการแพร่จากคนสู่คนมากที่สุดคือชนิดที่ลงปอด หรือ Pneumonic plague
9. Bubonic plague เป็นอย่างไร ?
นี่คือรูปแบบที่พบบ่อยที่สุด ผู้ป่วยมักมีไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย และมีต่อมน้ำเหลืองบวมโตและเจ็บมาก ซึ่งเรียกว่า "bubo" มักเกิดหลังถูกหมัดที่มีเชื้อกัด
ที่สำคัญคือ Bubonic plague โดยทั่วไปไม่ได้แพร่จากคนสู่คนง่าย ๆ
10. Septicemic plague คืออะไร ?
คือเชื้อเข้าไปเพิ่มจำนวนในกระแสเลือด ผู้ป่วยอาจมีไข้สูง อ่อนเพลียมาก ปวดท้อง ช็อก มีเลือดออกใต้ผิวหนัง เนื้อเยื่อบางส่วนขาดเลือดและตายได้ โดยเฉพาะปลายนิ้ว ปลายเท้า หรือจมูก จึงเป็นหนึ่งในที่มาของภาพน่ากลัวที่คนมักเชื่อมโยงกับคำว่า "Black Death"
11. Pneumonic plague ทำไมถึงสำคัญที่สุดในข่าวนี้ ?
เพราะเป็นกาฬโรคที่ลงปอด ผู้ป่วยอาจมีไข้ อ่อนเพลีย หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก ไอ และบางรายมีเสมหะปนเลือด
ที่สำคัญคือ นี่เป็นชนิดที่สามารถแพร่จากคนสู่คนผ่านละอองจากทางเดินหายใจได้ จึงต้องรีบแยกผู้ป่วยและติดตามผู้สัมผัส
12. แปลว่ากาฬโรคแพร่ทางอากาศเหมือนโควิด19 หรือเปล่า ?
ไม่ควรเหมารวมว่าเหมือนกัน การแพร่จากคนสู่คนที่สำคัญเกิดใน Pneumonic plague ผ่าน respiratory particles จากผู้ป่วย โดยเฉพาะการสัมผัสใกล้ชิด การควบคุมจึงเน้นการค้นหาผู้สัมผัส แยกผู้ป่วย ใช้อุปกรณ์ป้องกัน และให้ยาป้องกันแก่ผู้สัมผัสที่มีความเสี่ยง
13. ถ้าติดแล้วใช้เวลานานไหมกว่าจะมีอาการ ?
โดยทั่วไปกาฬโรคสามารถเริ่มมีอาการภายในประมาณ 1-7 วัน หลังได้รับเชื้อ ขึ้นอยู่กับรูปแบบของโรค ส่วน Pneumonic plague สามารถมีอาการเร็วมาก บางครั้งประมาณ 1 วัน หลังรับเชื้อ เพราะฉะนั้นในเหตุการณ์สงสัย การติดตามผู้สัมผัสอย่างรวดเร็วจึงมีความสำคัญมาก
14. โรคนี้อันตรายไหม ?
อันตราย และไม่ควรพูดว่า เอาอยู่ / กระจอก "ไม่มีอะไรน่ากลัวเลย" เพราะถ้ากาฬโรค โดยเฉพาะชนิดลงปอดหรือเข้ากระแสเลือด ไม่ได้รับการรักษา สามารถรุนแรงและเสียชีวิตได้รวดเร็ว
แต่ข่าวดีคือ ปัจจุบันเรารู้จักโรคนี้ดี และถ้าวินิจฉัยและให้ยาปฏิชีวนะเร็ว สามารถรักษาได้
15. แล้วทำไมหมอถึงบอกว่าไม่ต้อง Panic ?
เพราะคำว่า "โรครุนแรง" ไม่ได้เท่ากับ "กำลังจะเกิด Pandemic"
การจะเกิดการระบาดใหญ่ต้องดูอีกหลายอย่าง ทั้งจำนวนผู้ป่วย การแพร่จากคนสู่คน จำนวนผู้สัมผัสที่ติดเชื้อต่อ และการควบคุมโรค
ณ ตอนนี้ ข่าวจากรัสเซียยังไม่ได้แสดงว่ากำลังเกิดการแพร่กระจายทั่วโลก
16. ถ้าพบผู้ป่วยจริง เขารับมือกันอย่างไร ?
หลักสำคัญคือ หาให้เร็ว แยกให้เร็ว รักษาให้เร็ว และตามผู้สัมผัสให้เร็ว
ผู้ป่วยที่สงสัย Pneumonic plague ต้องได้รับการแยกและรักษา เจ้าหน้าที่ใช้ PPE ที่เหมาะสม ผู้สัมผัสใกล้ชิดต้องถูกติดตาม และในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสามารถพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันหลังสัมผัสได้
17. คนทั่วไปต้องรีบซื้อยาปฏิชีวนะมากินป้องกันไหม ?
ไม่ควร อย่าซื้อ antibiotics มากินเองเพียงเพราะอ่านข่าวกาฬโรค การให้ยาป้องกันใช้ในผู้ที่มีประวัติสัมผัสเสี่ยงตามการประเมินของแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
การกินยาโดยไม่มีข้อบ่งชี้ไม่ได้ทำให้เราปลอดภัยขึ้น และยังเพิ่มปัญหาผลข้างเคียงและเชื้อดื้อยาได้
18. แล้วคนธรรมดาป้องกันตัวเองอย่างไร ?
ถ้าไม่ได้อยู่ในพื้นที่ระบาดหรือสัมผัสผู้ป่วย ความเสี่ยงทั่วไปต่ำมาก แต่ในพื้นที่ที่มีกาฬโรคในสัตว์ ควรปฏิบัติดังนี้
- หลีกเลี่ยงการจับสัตว์ป่าหรือซากสัตว์ด้วยมือเปล่า
- ป้องกันหมัดและสัตว์ฟันแทะ
- หากต้องดูแลผู้ป่วยสงสัยโรคทางเดินหายใจ ต้องใช้มาตรการป้องกันตามคำแนะนำของสาธารณสุข
19. ถ้าเดินทางไปรัสเซียต้องยกเลิกทริปไหม ?
จากข้อมูลเพียงเท่าที่มีตอนนี้ ยังไม่ควรตีความว่ารัสเซียทั้งประเทศกำลังมีการระบาดของกาฬโรค ความเสี่ยงต้องประเมินจากพื้นที่เฉพาะ สถานการณ์การระบาดจริง และประกาศของหน่วยงานสาธารณสุข
ดังนั้น อย่าเพิ่งยกเลิกการเดินทางเพราะพาดหัวข่าวเพียงอย่างเดียว แต่ควรติดตามคำแนะนำอย่างเป็นทางการ
20. สุดท้าย เราควรกลัวกาฬโรคแค่ไหน ?
หมออยากให้จำประโยคนี้
"กาฬโรคเป็นโรครุนแรงจริง แต่กาฬโรคในปี 2026 ไม่ใช่ Black Death ในศตวรรษที่ 14"
วันนี้เรารู้ว่าเชื้อคืออะไร รู้ว่าติดต่ออย่างไร ตรวจหาเชื้อได้ มียาปฏิชีวนะรักษา มีระบบแยกผู้ป่วย ติดตามผู้สัมผัส และควบคุมการระบาด
ส่วนเหตุการณ์ที่รัสเซียตอนนี้ ควรติดตามอย่างใกล้ชิด แต่ยังไม่มีเหตุผลให้คนไทยใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัว
และที่สำคัญ อย่าเพิ่งแชร์คำว่า "เชื้อหลุดแล้ว" "ระบาดแล้ว" "Black Death กลับมาแล้ว" จนกว่าจะมีหลักฐานยืนยัน เพราะในสถานการณ์แบบนี้ สิ่งที่แพร่ได้เร็วกว่าตัวเชื้อ อาจเป็นความกลัวและข้อมูลที่ยังไม่ถูกยืนยัน






