Trigger warning: เรื่องสั้นชิ้นนี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการฆ่าตัวตาย
ฝนโปรยปรายลงมาตั้งแต่เมื่อเย็นย่ำ ฉ่ำชุ่มต้นหูกวางอาบใบหญ้าให้หน้าดินทั่วบริเวณบ้านกลายเป็นเลนโคลนเหมือนทุกกาลเมื่อฤดูฝนผ่าน เหมือนทุกครั้งในความทรงจำจากครั้งสุดท้ายที่ฉันได้เห็นภาพเหล่านั้นด้วยตาตนเองเมื่อสามปีก่อนลื่นล้มในห้องน้ำกลายเป็นคนพิการที่ทำได้แต่เพียงนอนนิ่ง มองเพดานปูนเปลือยที่ยังไม่ได้ตีฝ้า และคงไม่มีวันได้ทำ
ตลอดสามปีที่ผ่านมาหลังจากกลายเป็นคนพิการ ได้แต่นอนนิ่งๆ ทำได้เพียงขยับศีรษะซ้าย-ขวา ฉันไม่มีกิจกรรมอื่นใดให้ทำนอกจากมองเพดาน มองสิ่งต่าง ๆ ภายในบ้านเท่าที่ขอบเขตของแสงสะท้อนจะมากระทบกับดวงตา ฉันได้รับการดูแลจากพยาบาลอาสาสมัครจากคนในชุมชนที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาไม่เคยซ้ำหน้าในแต่ละสัปดาห์ แต่จะมีอยู่คนหนึ่งที่มาบ่อยกว่ารายอื่น เป็นผู้หญิงวัยสี่สิบปลายๆ ฉันไม่เคยถามเรื่องอายุที่แน่นอน ได้แต่คาดคะเนเอาจากริ้วรอยบนใบหน้า น้ำเสียง และวิธีการวางตาที่สงบ นิ่ง และแทบไม่ถามเจาะจงในเรื่องอื่นใด ยกเว้นแต่ในเรื่องที่เกี่ยวกับภาวะสุขภาพประจำวันของฉัน เช่น ขับถ่ายเป็นปกติไหมในตอนกลางคืน รู้สึกเจ็บปวดบริเวณไหนเป็นพิเศษบ้างหรือเปล่า และทุกครั้งฉันก็ให้คำตอบเหมือนที่เคยให้มาตลอดสามปี คือ ทุกสิ่งอย่างเป็นปกติ
หากแต่นั่นเป็นเพียงสิ่งที่มองเห็นจากภายนอก สิ่งที่เราทำได้เพียงบอกคนที่เราไม่ได้รู้สึกพิเศษมากพอที่จะตอบว่าไม่เลย ไม่มีสิ่งใดเป็นปกติ แม้จะขับถ่ายได้ แม้จะไม่เจ็บปวดบริเวณไหนเป็นพิเศษ แต่ลึกลงไป ภายใต้ร่างกายซึ่งเคยเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว ความเป็นปกตินั้นปลาสนาการไปสิ้นแล้ว
ฉันเคยเป็นนักเขียนระดับกลางๆ ไม่ได้โด่งดังหรือร่ำรวยจากการเขียนเหมือนนักเขียนคนอื่นที่มีความสามารถรอบจัด ฉันเป็นนักเขียนในแบบที่จำเป็นต้องอยู่ใต้อาณัติสำนักพิมพ์ใดสำหนักพิมพ์หนึ่ง หรือหากไม่เช่นนั้นก็ต้องผูกตัวเองเข้ากับองค์กรทางด้านศิลปวัฒนธรรม หรือในทางเลือกสุดท้าย คือ ได้รับรางวัลในฐานะผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะให้เป็นที่ประจักษ์จนได้รับการอุดหนุนเป็นเงินเดือนจากภาษีประชาชนที่แม้…จะไม่รวย แต่ถ้าไม่สุรุ่ยสุร่ายหมดกับค่ารสนิยม จำพวกไวน์ ข้าวของแต่งบ้าน งานศิลป์ต่างๆ ฉันก็อยู่ได้สบาย
โชคดีที่ฉันได้รับรางวัลในปีที่สองหลังนอนติดเตียง เป็นจังหวะชีวิตที่เหมือนสวรรค์โปรด ทำให้ความเครียดจากจำนวนเงินในบัญชีที่เริ่มร่อยหรอเพราะต้องจ่ายค่าผ่อนบ้านที่ฉันเอาที่ดินไปเข้าจำนองธนาคารเพื่อนำเงินที่ได้มาสร้างเป็นบ้านหลังนี้บรรเทาลงไปได้บ้าง
กระนั้น ตลอดสองปีต่อมา ความเครียดแท้จริง ความไม่ปกติที่ฉันพยายามไม่มองมัน ไม่ยอมรับการมีอยู่ บอกตัวเองในทุกวันว่าคนอื่นที่แย่กว่ายังมีก็คืบคลานเข้ามาใกล้ หลายครั้งหลายหนมันปรากฏกายในรูปเงาของความหวัง ของความน่าจะเป็น ของความเป็นไปได้ ด้วยประโยคคำถามพื้นๆ
“หากวันนั้น…”
รูปเงาของความหวังเหล่านี้มักจะปรากฏในยามค่ำคืน เมื่อผู้ดูแลกลับไปแล้ว เมื่อเหลือเพียงฉันกับความมืดรอบตัว รูปเงามักจะมาเกาะอยู่ข้างเตียง กระซิบอยู่ข้างหู ทั้งซ้าย ทั้งขวา มีบ้างเป็นบางครั้ง แต่นานๆ ที นานๆ ทีที่รูปเงาเหล่านี้จะเผยตัวตนแท้จริงของความมุ่งมาดปรารถนาด้วยการสำรอกเสียงดังคำรามใส่ฉันว่า “เมื่อไหร่มึงจะตายซะที อยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์”
ฉันไม่ได้ตะคอกกลับ ไม่ได้ตะโกนตอบด้วยน้ำเสียงหวาดกลัวที่เจอด้วยความสุขเมื่อตระหนักในท้ายที่สุดว่าสิ่งนั้นเองเป็นสิ่งที่ต้องการ
ฉันเพียงแต่นอนนิ่ง น้ำตาไหลเงียบๆ
ถามว่าฉันโทษตัวเองไหม?
แน่นอน ฉันโทษตัวเองทุกวัน วันละหลายรอบ ทำไมวันนั้นถึงไม่ทรงตัวในห้องน้ำให้ดีก่อนจะลุกขึ้นจากชักโครก ทำไมวันนั้นถึงเข้าห้องน้ำเป็นชั่วโมง ทั้งที่ไม่จำเป็น และหากอดกลั้นได้ บางทีชีวิตฉันในตอนนี้ก็อาจไม่เป็นอย่างที่เป็น
เป็นคนปกติจริงๆ เหมือนคนอื่นๆ เขา
ไม่พิการ ไม่ต้องพึ่งพาใครในการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ต้องนอนมองเพดานวันแล้ววันเล่า รอเมื่อไหร่ลมหายใจจะหลุดลอย รอเมื่อไหร่ความกลัวจะเปลี่ยนเป็นความกล้าที่จะเผชิญความตาย
การรอคอยอันทรมานไม่มีสิ้นสุด
เสียงเคาะประตูดังขึ้นในเสียงฝนโปรยปรายฉุดฉันให้รู้สึกตัวจากม่านน้ำตาที่กลบภาพเพดานเปลือยให้พร่าเลือนในเฉดเงาของความเศร้า
ประตูเลื่อนถูกผลัก แล้วร่างของผู้ดูแลก็เดินเข้ามา
หญิงวัยสี่สิบปลายคนนั้น
“ขอโทษทีนะมาช้าไปหน่อย ถนนลื่นต้องระมัดระวัง”
ฉันมองดูหล่อนขณะหุบร่มแล้วสะบัดๆ ให้น้ำฝนหลุดจากร่มก่อนวางไว้ด้านนอก ผมเผ้าของหล่อนเปียกเล็กน้อย รวมถึงบางส่วนของเสื้อผ้า หล่อนคงใช้วิธีกางร่มขับขี่รถจักรยานยนต์มาที่นี่ เพราะบ้านหล่อนไม่ไกลมากจากบ้านฉัน และเดาว่าหล่อนคงไม่มีเสื้อกันฝน หรือมีแต่ไม่อยากใส่
หล่อนเดินเข้ามาใกล้ ฉันได้กลิ่นน้ำหอมที่คุ้นเคย นอกจากนั้นฉันยังมองเห็นจากปลายปทุมถันที่ดันเสื้อขึ้นมาว่าหล่อนไม่ได้สวมเสื้อใน
“ยกทรงไม่แห้งน่ะ” หล่อนคงมองเห็นจากสายตาฉัน แต่หล่อนคงคุ้นเคยและคุ้นชินไปแล้ว ถึงอย่างไรคนแบบฉันก็ไม่สามารถไปแตะต้องอะไรหล่อนได้
หล่อนลับจากสายตาไป ฉันได้ยินเสียงวางชาม ช้อน รับรู้ได้ว่าหล่อนกำลังแกะอาหารที่เตรียมมาให้ฉัน จากนั้นได้ยินเสียงก๊อกน้ำถูกเปิดในห้อง สักพัก หล่อนเดินเข้ามาในสายตา วางชามอาหารลงบนโต๊ะข้างๆ ฉันเหลือบมองหนังสือที่หล่อนอ่านทิ้งไว้ ส่วนมากแล้วเป็นหนังสือที่หล่อนเลือกหยิบมาจากชั้นหนังสือของฉันเอง
หล่อนถอดเสื้อออก เผยให้เห็นเรือนร่างเปลือยท่อนบนอันงดงามของหญิงวัยกลางคนที่ยังดูแลตัวเอง ผิวของหล่อนขาว ทรวงอกของหล่อนยังเต่งตึงไม่หย่อนคล้อย หล่อนไม่มองฉัน แต่ขยับเตียงให้ตั้งขึ้น แล้วเอื้อมแขนมาจับร่างฉัน จงใจให้ทรวงอกระใบหน้า จมูก ริมฝีปากฉัน เมื่อร่างของฉันตั้งตรง หล่อนจึงสบตาฉันตรง ๆ
“อยากทำไหม?”
แม้รับรู้ว่าส่วนล่างของร่างกายไม่มีปฏิกิริยาใดๆ อีกแล้ว ฉันก็ยังพยักหน้า
หล่อนขยับผ้าห่มออกจากแผ่วเบา แล้วดึงกางเกงฉันลงอย่างช้าๆ อวัยวะเพศของคนป่วยห่อตัวอยู่ในพงขนหยาบ มีกลิ่นจางๆ ของความตายและสายฝนปะปนอยู่ในบรรยากาศขณะหล่อนถอดกางเกงตัวเองจนเหลือแต่ร่างเปลือยเปล่าแล้วขึ้นคร่อมร่างฉัน
“ใช้ลิ้นได้นะ” หล่อนกระซิบแล้วยื่นทรวงอกเข้าหาปาก จากนั้นจึงเริ่มขยับร่างกายของหล่อนเอง ช้าๆ ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป และแม้จะไม่มีปฏิกิริยาใดๆ จากส่วนนั้น แต่ฉันก็ยังรู้สึก ฉันยังสัมผัสได้ จนเมื่อหล่อนเริ่มเร่งจังหวะขึ้น เร็วขึ้น ถี่ขึ้นจนกลายเป็นทะลักล้นออกมาในขณะสายฝนเงียบงันไป ฉันก็พลันพบว่าตัวเองกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น
หล่อนโอบกอดฉันไว้ เราไม่พูดอะไรกันสักคำ
จนเมื่อการปลอบโยนผันผ่านไป หล่อนก็ผละออกจากร่างฉันเงียบๆ แล้วเริ่มทำงหน้าที่หล่อนเฉกเช่นวันก่อนๆ ด้วยการเริ่มต้นเช็ดตัวฉัน เปลี่ยนผ้าอนามัยสำหรับผู้ป่วยให้ฉัน เมื่อเสร็จสิ้น หล่อนก็ป้อนอาหารให้ฉัน ช้าๆ จนเมื่อฉันบอกว่าอิ่มแล้ว หล่อนจึงเริ่มให้ยาปฏิชีวนะ ยาแก้ปวด และยานอนหลับ ในจำนวนมากพอที่ฉันจะไม่ต้องตื่นขึ้นมาอีก หล่อนเงยหน้ามอง
“คุณคิดดีแล้วใช่ไหม”
ฉันพยักหน้า
“ฉันจะกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด ดีไม่ดีอาจโดนข้อหาฆาตกรรม”
“ไม่หรอก คุณพิมพ์จดหมายตามที่ผมบอกแล้วใช่ไหม”
หล่อนพยักหน้า หันไปหยิบกระเป๋าตัวเองแล้วเปิดหยิบกระดาษที่พับอยู่หนึ่งแผ่นวางลงบนโต๊ะ ข้างชามอาหาร
“แล้วที่พิมพ์ลายนิ้วมือล่ะ”
หล่อนหยิบที่พิมพ์ลายนิ้วมือออกมา พร้อมๆ กับหยาดน้ำตาหนึ่งสายไหลลง ตอนนั้นเอง ฝนเริ่มโปรยปรายอีกหน
“ทุกอย่างพร้อมแล้ว คุณก็พิมพ์ลายนิ้วมือผมบนกระดาษ”
หล่อนลังเล ลังเลอยู่ครู่เดียว จากนั้นก็เปิดฝาที่พิมพ์ลายนิ้วมือ ดึงนิ้วโป้งฉันไปกดแนบบนแผ่นผ้าชุบหมึกสีน้ำเงิน แล้วคลี่กระดาษจดหมาย วางลงบนตัวฉัน พิมพ์นิ้วโป้งข้างขวาลงไป
“ช่วยอ่านจดหมายให้ผมฟังอีกที”
หล่อนปาดน้ำตา มองหน้าฉัน
“ที่เพิ่งทำไปไม่ช่วยเลยเหรอ”
ฉันมองหล่อนนิ่ง
“มันไม่ได้อยู่ในข้อตกลงเรา ผมขอขอบคุณ แต่มันไม่ได้ช่วยหรือเปลี่ยนอะไรหรอก”
น้ำตาหล่อนรื้นลงมาอีก หล่อนขยับปากเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง แต่แล้วก็หุบไว้ตามเดิม สีหน้าเปลี่ยนเป็นสงบนิ่ง และมุ่งมั่นเหมือนเมื่อแรกที่เราพบกันเมื่อสามปีก่อน
“ข้าพเจ้า…” หล่อนหยิบจดหมายขึ้นมา “ขอสละสิทธิ์ในการมีชีวิต ความตั้งใจของข้าพเจ้านี้กระทำไปโดยที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ทุกประการ หาได้มีผู้ใดมาบงการ สั่ง หรือมีส่วนใดๆ ในการตัดสินใจของข้าพเจ้า รวมถึงความช่วยเหลือใดๆ เพื่อให้ข้าพเจ้าถึงแก่ความตายตามความปรารถนาแต่อย่างใด โดยข้าพเจ้าได้อัดคลิปคำสารภาพและการสั่งเสียนี้ไว้แล้วในโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะพบได้ข้างเตียง รหัสปลดล็อกหน้าจอ คือ ลายนิ้วมือโป้งข้างขวาของข้าพเจ้าเหมือนเช่นที่พิมพ์ลายนิ้วมือไว้ในจดหมายฉบับนี้ ข้าพเจ้าไม่ต้องการเจ็บปวดอีกต่อไปแล้ว ขอให้เข้าใจ และเคารพความเป็นมนุษย์ของข้าพเจ้า”
หล่อนมองฉันนิ่ง ฝนโปรยปรายรอบกายเรา ฉันยิ้ม
“ขอบคุณนะ”
หล่อนวางจดหมายลงบนโต๊ะ ข้างๆ เม็ดยาที่ใส่ไว้ในถ้วยน้อยจนเต็ม
“ฉันช่วยคุณได้เท่านี้นะคะ” หล่อนหันหลังให้ เดินไปยังประตูหน้า เลื่อนแล้วผลักออก เสียงฝนโปรยดังเข้ามาในบ้าน กลิ่นฝนพรั่งพรูเข้ามาชะรำล้างกลิ่นเศร้าตรมให้คงเหลือไว้แต่กลิ่นของความหวังในชีวิตอื่น
ในสถานที่อื่น
ฉันหวังเช่นนั้น
หล่อนเลื่อนประตูปิด ความเงียบกลับครอบคลุม รูปเงาของความหวังเริ่มขยับเขยื้อนกายจากมุมมืดอึมครึมของตัวบ้าน คลานช้าๆ มาหาฉัน จนสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่เปรียบดุจดั่งคำสาปแช่ง
สายฝนโปรยปรายเปลี่ยนกลายเป็นพรูพรั่ง อาบต้นหูกวาง ท่วมท้นต้นหญ้า และในไม่ช้าอาจท่วมมิดร่างฉันฝังกลบไว้ในความยินดีที่จะมีอิสรภาพจากชีวิตในท้ายที่สุด
ชายคาเรื่องสั้นเป็นกิจกรรมน้ำหมึกโดย ‘คณะเขียน’ ซึ่งเปิดพื้นที่วรรณกรรมมากว่าทศวรรษ ก่อนย้ายตัวเองจากสิ่งพิมพ์มาสู่ออนไลน์ตั้งแต่มกราคม 2022 โดยนักเขียนที่สนใจสามารถส่งประกวดเพื่อคัดเลือกเรื่องสั้นที่ดีที่สุดของแต่ละเดือนมาเผยแพร่บนเว็บไซต์ The Isaan Record อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่แฟนเพจชายคาเรื่องสั้น

