วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เมื่อสังคมพร้อมใจลุกขึ้นตรวจสอบและเปิดเผยความจริง วิกฤตศรัทธาต่อกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตามกติกาการเลือกกันเองและการเลือกไขว้กลุ่ม ได้กลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่พร้อมจะปะทุขึ้นในอนาคตอันใกล้
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ณ สัปปายะสภาสถาน ผมได้รับเกียรติให้ร่วมวิเคราะห์ข้อมูลที่ฝ่ายค้านได้เปิดเผย ซึ่งประกอบด้วยหลักฐานและพยานบุคคลที่ชี้ชัดถึงพฤติกรรมการสมคบคิด
เพื่อโกงการเลือก สว. แสดงให้เห็นอย่างแจ่มชัดว่าเป็นขบวนการที่มิชอบด้วยกฎหมาย มีการเปิดเผยรายละเอียดทั้งวัน เวลา และสถานที่ที่ใช้ในการซักซ้อม แจกโพย และแจกเงิน
สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือการระบุชื่อ-นามสกุลของบุคคลที่มีชื่อเสียงสังกัดกลุ่มการเมืองค่ายสีน้ำเงิน ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองชื่อดังในภาคอีสาน (นครพนม) หรือพ่อของนักการเมืองระดับรัฐมนตรีในภาคใต้ ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการนี้อย่างไร
พฤติกรรมเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย และผู้ที่เปิดเผยชื่อต่างก็พร้อมที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาล ซึ่งหากมีการฟ้องร้องเกิดขึ้น ก็จะเป็นโอกาสอันดีที่จะได้เปิดเผยข้อมูลและพิสูจน์ความจริงกันอย่างเต็มที่และคาดว่าจะมีผู้กล้าออกมาเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับพฤติกรรมมิชอบของนักการเมืองเพิ่มเติมอีกในเร็วๆ นี้
กระบวนการทุจริตที่ถูกเปิดเผยมีหลายขั้นตอน ตั้งแต่ (1) การจัดหาและจ้างคนมาลงสมัครเพื่อทำหน้าที่โหวตให้บุคคลที่กำหนดไว้เพียงอย่างเดียว (2) การจัดซื้อตัวผู้สมัครที่มีคะแนนผ่านในรอบแรกๆ ในระดับจังหวัดหรือระดับประเทศให้เข้าร่วมขบวนการ (3) การหลอกลวงให้ลงคะแนนตามโพยโดยไม่ต้องเลือกตัวเอง หลอกว่าระบบได้ถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะให้ผู้อื่นมาเลือกเรา เพื่อให้ได้คะแนนเพียงพอสำหรับการเข้าเป็นสว.
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการเปิดเผยหลักฐานเกี่ยวกับผู้สมัครที่เปรียบเสมือน “หน่วยกล้าตาย” เมื่อทำหน้าที่เลือกบุคคลจนได้รับเลือกเป็น สว. แล้ว จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วย สว. โดยมีหลักฐานการโอนเงินชัดเจนว่า เมื่อผู้ช่วย สว. ได้รับเงินเดือนละ15,000 บาทจากรัฐ จะต้องโอนเงินคืนให้แก่บุคคลที่ถูกระบุชื่อจำนวน 10,000 บาททุกเดือน
พยานหลักฐานทั้งหมดนี้ ผู้เปิดเผย 4 คน ใน 4 จังหวัดได้เคยให้การเป็นพยานต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรียบร้อยแล้ว หาก กกต. ไม่ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา กรรมการการเลือกตั้งอาจต้องเผชิญกับโทษอาญาในฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อมั่นว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งจะมีความสำนึกในหน้าที่ ความรับผิดชอบ และความละอายต่อบาป เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของแผ่นดิน จะตัดสินใจส่งเรื่องการทุจริตหรือ “ฮั้วเลือก สว.” ต่อศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้งต่อไป
ซึ่งสิ่งที่ตามมาจะไม่ใช่เพียงแค่การปรับเปลี่ยนรายชื่อ สว. ในสภาเท่านั้น แต่อาจสั่นคลอนไปถึง “ตึกไทยคู่ฟ้า” และเสถียรภาพของฝ่ายบริหารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
บทความนี้จะพาไปเจาะลึก 3 มิติสำคัญที่สังคมไทยต้องตระหนักและเตรียมมาตรการรองรับ ก่อนที่พายุการเมืองลูกใหม่จะพัดกระหน่ำจนระบบกลไกของรัฐต้องหยุดชะงัก
มิติที่ 1 : “เดดล็อก” สว. กับกลไกสำรองที่ยังไปต่อได้
ในกรณีที่ กกต. ยื่นฟ้อง สว. รายบุคคลต่อศาลฎีกา ตามมาตรา 65 ของ พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้ถูกกล่าวหาต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที เว้นแต่ศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น
แรงกระเพื่อมในสภาสูงจะเริ่มขึ้นตรงนี้ หากมี สว. จำนวนมากต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่พร้อมกัน แต่ในเชิงระบบแล้วสภาจะไม่เกิดภาวะ “สุญญากาศ” เนื่องจากกฎหมายถูกออกแบบมาให้ใช้ระบบ “เลื่อนรายชื่อสำรอง” ขึ้นมาแทนที่ทันที
.png)
เว้นเสียแต่ว่าบัญชีสำรองในกลุ่มนั้นๆ จะหมดลงจนไม่สามารถทำงานได้ จึงจะนำไปสู่การเลือกตั้งซ่อมเฉพาะกลุ่มและพื้นที่ที่มีปัญหา ดังนั้น ในแง่ของฝ่ายนิติบัญญัติ (สว.) ระบบยังมีวาล์วระบายความดันที่รองรับสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ โดยไม่ต้องถึงขั้นล้มกระดานเลือกใหม่ทั้งหมด 200 คน
มิติที่ 2 : ช่องว่างทางกฎหมาย และ “กับดัก”เสถียรภาพฝ่ายบริหาร
ความซับซ้อนจะเกิดขึ้นทันที หากผลการสืบสวนของ กกต. สาวไส้ไปพบว่า มี “นายกรัฐมนตรี” หรือ “รัฐมนตรี” ในรัฐบาลปัจจุบัน เข้าไปมีส่วนร่วมเป็นผู้สนับสนุนหรือจัดตั้งการ “ฮั้ว” ในครั้งนี้ ในทางกฎหมายมหาชน เกิดข้อจำกัดทางเทคนิคที่น่าคิด คือ คำร้องคดีเลือกตั้งของ กกต. ต่อศาลฎีกา ไม่สามารถสั่งให้ นายกฯ หรือ รัฐมนตรี หยุดปฏิบัติหน้าที่ในฝ่ายบริหารได้ เพราะศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีอำนาจสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เฉพาะในตำแหน่ง สว. หรือผู้สมัคร สว. เท่านั้น
สิ่งนี้จะกลายเป็น “ช่องว่างและกับดัก” ที่ทำให้รัฐมนตรีผู้ถูกกล่าวหายังคงกุมอำนาจบริหารประเทศต่อไปได้ในระหว่างที่คดีเลือกตั้งยังไม่สิ้นสุด ซึ่งจะสร้างวิกฤตศรัทธาและความขัดแย้งอย่างรุนแรงในสังคมที่มองว่า “ผู้บริหารประเทศขาดความชอบธรรมทางจริยธรรมไปแล้ว”
อย่างไรก็ตาม สังคมต้องตระหนักว่ายังมีกลไก“ขนาน” อีก 2 ช่องทางที่จะทำลายเดดล็อกนี้ได้
ช่องทางที่ 1 :
การยื่นเรื่องต่อ “ศาลรัฐธรรมนูญ” (ประเด็นจริยธรรม)ตามรัฐธรรมนูญ รัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง กระบวนการคือ สส. หรือ สว. (ตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด) หรือ กกต. เอง สามารถยื่นเรื่องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงหรือไม่ จากพฤติกรรม “ฮั้ว สว.” หากศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องไว้พิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจสั่งให้ นายกรัฐมนตรี หรือ รัฐมนตรีผู้นั้น หยุดปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งฝ่ายบริหารไว้ก่อนจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยได้
ช่องทางที่ 2 :
การยื่นเรื่องต่อ “ป.ป.ช.” (คดีทุจริต/อาญา) การที่เจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง (นายกฯ/รัฐมนตรี) เข้าไปแทรกแซงหรือทุจริตการเลือก สว. ถือเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือการขัดกันแห่งผลประโยชน์ กระบวนการคือ ยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวน หาก ป.ป.ช.ไต่สวนแล้วมีมูล และยื่นฟ้องต่อ ศาลฎีกาแผนก
คดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเมื่อศาลรับฟ้องแล้ว นายกฯ หรือรัฐมนตรีผู้นั้นจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที ตามกฎหมาย ป.ป.ช.
มิติที่ 3 : ทางสองแพร่งของการแก้รัฐธรรมนูญ “แก้ก่อนเลือกใหม่” ดีที่สุด?
เมื่อเกิดปัญหาระบบ สว. บิดเบี้ยวข้อเสนอเรื่องการ “เร่งรีบแก้ไขบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ” ก่อนที่จะมีการเลือก สว.ทดแทนหรือรอบใหม่ จึงถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงอย่างกว้างขวาง
ซึ่งเรื่องนี้เป็นดาบสองคมที่สังคมต้องมองอย่างรอบด้าน
หากเลือกที่จะ “แก้กฎหมายก่อน”: ข้อดีคือเป็นการปิดสวิตช์กติกาเจ้าปัญหา (การเลือกกันเองแบบไขว้กลุ่ม) เพื่อไม่ให้เกิดวงจร “ทุจริตซ้ำซาก” ในการเลือกตั้งซ่อม แต่ข้อจำกัดร้ายแรงคือ “เวลา” เพราะการแก้รัฐธรรมนูญหรือ พ.ร.ป. ต้องใช้กระบวนการรัฐสภาที่ยืดเยื้อ และอาจต้องทำประชามติ ซึ่งอาจลากยาวจนเกิดภาวะ “สภาอัมพาต” หากจำนวน สว. ที่เหลืออยู่ไม่เพียงพอต่อการผ่านกฎหมายสำคัญ
หากเลือกที่จะ “เดินหน้าตามกติกาเดิม”: ข้อดีคือความรวดเร็วในการเติมคนเข้าสภาผ่านบัญชีสำรองเพื่อให้กลไกอนุมัติกฎหมายและตรวจสอบรัฐบาลเดินหน้าต่อได้ แต่ข้อเสียคือ สังคมจะต้องยอมจำนนและทนอยู่กับระบบที่ทุกคนรู้ดีว่ามีแผลพุพอง
ข้อเสนอแนะ : มาตรการรองรับที่สังคมไทยต้อง เตรียมพร้อม
เพื่อไม่ให้ประเทศชาติตกหล่นลงไปในหลุมพรางของวิกฤตการเมืองรอบใหม่ สังคมไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องวางมาตรการรองรับล่วงหน้า ดังนี้ :
1. กกต. ต้องเปิดเผยพยานหลักฐานอย่างโปร่งใสและรวดเร็ว : เพื่อลดข้อครหาเรื่องกลั่นแกล้งทางการเมือง และสร้างความชอบธรรมให้แก่กระบวนการหยุดปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกกล่าวหา
2. ภาคประชาชนและฝ่ายค้านต้องเตรียมใช้กลไกคู่ขนานทันที : หากปรากฏชื่อคนในรัฐบาลเกี่ยวข้องกับการฮั้ว ต้องไม่รอผลคดีเลือกตั้งของศาลฎีกาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องใช้กลไกยื่น ป.ป.ช. หรือ ศาลรัฐธรรมนูญ ควบคู่กันไปเพื่อกดดันทางกฎหมายไม่ให้ฝ่ายบริหารใช้ช่องว่างนี้ในการฟอกตัว
3. รัฐสภาต้องเตรียมกรอบเวลา “แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเร่งด่วน” : ควรกำหนด “ร่างแก้ไขเพิ่มเติมพิมพ์เขียว” ล่วงหน้าในประเด็นการได้มาซึ่ง สว. เพื่อที่ว่าหากเกิดวิกฤตจนระบบเดิมไปต่อไม่ได้ จะสามารถหยิบร่างนี้ขึ้นมาพิจารณาแปรญัตติได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่
บทสรุป
วิกฤตการณ์ “ฮั้ว สว.” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่แค่เรื่องของสภาสูง แต่เป็นวิกฤตการรวบอำนาจของบ้านเมือง เพราะเมื่อกลุ่มการเมืองควบคุมสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาได้ก็สามารถควบคุมองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญได้ มันคือการรวบอำนาจการตรวจสอบถ่วงดุล และนำไปสู่ระบบเผด็จการโดยทุนสามานย์
การเตรียมความพร้อมของฝ่ายตุลาการ ความเข้าใจในข้อจำกัดทางกฎหมาย และการมีมาตรการรองรับที่ฉับไว จึงเป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยให้สังคมไทยก้าวข้ามผ่านวิกฤตนี้ไปได้โดยบาดเจ็บน้อยที่สุด
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

กทม.เดินหน้าแผนปฏิบัติการแห่งชาติ สู้ภูมิอากาศบิดเบี้ยว มุ่งแก้ปัญหาทุกมิติเพื่อความยั่งยืน
จัดทัพสีกากีระอุ! ผบ.ตร.สั่งลั่นระฆังโยกย้าย เปิดบัญชี เหมาะ-ไม่เหมาะ เรียงแถวฝีมือ ชิงเก้าอี้นายพลปี 69
สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าบราซิล 25% อ้างการค้าไม่เป็นธรรม
หนุ่ม 30+ โอด! โปรไฟล์แน่น-จบ ป.โท แต่ชวดงาน เพราะ 'เกรด ป.ตรี' ฝากเตือน Gen Z ตั้งใจเรียน
อวสานขูดรีด! ลอรี่ เผย ก.พลังงาน รื้อนิยามใหม่ ไฟห้องเช่า-บ้านไร้ทะเบียน ต้องถูกลง

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี